วิธีเอาตัวรอด หากต้องเบรคกรถฉุกเฉิน! รู้ก่อนโดนชน

วิธีเอาตัวรอด หากต้องเบรคกรถฉุกเฉิน! รู้ก่อนโดนชน

วิธีเอาตัวรอด หากต้องเบรคกรถฉุกเฉิน! รู้ก่อนโดนชน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อุบัติเหตุกับการขับรถเป็นของคู่กันหากคุณตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แต่คนอื่นประมาทก็มักจะเกิดเหตุได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องของเบรคฉุกเฉินในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แล้วถ้าเกิดคุณตในสถานการณ์ที่คันหน้าเบรคกกันต่อๆ กันแล้วจะทำให้คันหลังรู้ว่าเรากำลังเบรคอย่างรุนแรงต้องทำอย่างไร วันนี้ Sanook Auto มีคำแนะนำให้ลองใช้งานกัน

วิธีเอาตัวรอดหากรถคันหน้าเบรคกฉุกเฉินกระทันหัน

ก่อนอื่นเราขอแยกเป็นกรณีรถรุ่นใหม่ๆ มีระบบไฟเบรคกฉุกเฉินกับรถรุ่นเก่าที่ไม่มีให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นก่ก่อนครับ

ไฟเบรคฉุกเฉิน หรือ ESS (Emergency Stop Signal) คืออะไร? 

ESS หรือ Emergency Stop Signal คือระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน เป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หน้าที่หลักของมันมีเพียงหนึ่งเดียว คือ "ลดความเสี่ยงการถูกชนท้าย" โดยการส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่รถคันหลังให้รู้ตัวล่วงหน้าอย่างรวดเร็วที่สุดเมื่อรถของเรากำลังเบรกอย่างรุนแรง

ข้อดีของ ESS คือ

  • ลดอุบัติเหตุได้จริง: เพิ่มเวลาให้คนข้างหลังตอบสนองได้เร็วขึ้น

  • ทำงานอัตโนมัติ: คุณไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยหรือละสมาธิจากการควบคุมรถไปกดปุ่มใดๆ

  • เป็นสัญญาณที่เข้าใจตรงกัน: การกะพริบถี่ๆ เป็นที่เข้าใจกันในระดับสากล

  • ถูกต้องตามกฎหมาย: เพราะเป็นระบบมาตรฐานของรถ ไม่ใช่การเปิดไฟผ่าหมากพร่ำเพรื่อ

screenshot2568-08-04at11.5

หลักการทำงานของระบบ ESS ที่คุณต้องรู้ 

ระบบ ESS ไม่ได้ทำงานทุกครั้งที่คุณแตะเบรก แต่มันจะทำงานเมื่อเข้าเงื่อนไขฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น โดยมีขั้นตอนการทำงานง่ายๆ ดังนี้

  1. ตรวจจับสถานการณ์: กล่องควบคุม (ECU) ของรถจะคอยตรวจสอบความเร็วของรถและแรงในการเหยียบเบรกของคุณอยู่ตลอดเวลา

  2. ประมวลผล: เมื่อคุณขับรถด้วยความเร็วที่กำหนด (ส่วนใหญ่มักจะสูงกว่า 50-60 กม./ชม.) แล้วเหยียบเบรกอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนระบบเบรก ABS ทำงาน ระบบจะถือว่าเป็น "การเบรกฉุกเฉิน"

  3. ส่งสัญญาณเตือน: ทันทีที่เข้าเงื่อนไข ไฟฉุกเฉิน (ไฟผ่าหมาก) จะกะพริบขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติด้วยความถี่สูง (ถี่กว่าการกดเปิดปกติ) ซึ่งเป็นสัญญาณสากลที่ดึงดูดสายตาและบอกให้คนข้างหลังรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเบรกธรรมดา

  4. หยุดทำงานอัตโนมัติ: เมื่อคุณคลายแป้นเบรก หรือเมื่อรถหยุดนิ่งแล้ว ระบบไฟกะพริบถี่ๆ นี้จะหยุดทำงานเอง เพื่อป้องกันความสับสน

กรณีนี้รถบางคันอาจจะมีแต่ไม่ได้อยู่ที่ไฟกระพริบ แต่เป็นไฟเบรกแบบกระพริบถี่ๆ ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามีเหตุที่จะต้องเบรคเช่นเดียวกัน 

แล้วถ้ารถไม่มีระบบ ESS ต้องทำอย่างไร?

 gettyimages-2165387463-170667

สำหรับผู้ที่ใช้รถรุ่นที่ยังไม่มีระบบ ESS นี่คือสิ่งที่คุณควรทำและไม่ควรทำในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน จะต้องทำมีดังนี้

  1. ตั้งสติและเบรกให้มั่นคง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดรถให้ได้โดยไม่เสียการควบคุม เหยียบเบรกให้แน่นและมั่นคง ปล่อยให้ระบบ ABS (ถ้ามี) ทำงานไป ไม่ต้องย้ำเบรก

  2. จับพวงมาลัยให้มั่น: สองมือของคุณต้องอยู่บนพวงมาลัยตลอดเวลา เพื่อเตรียมพร้อมควบคุมทิศทางหากจำเป็น เพื่อไม่ให้รถเสียหลัก

  3. เหลือบมองกระจกหลัง (ถ้าทำได้): ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเหลือบมองกระจกหลังเพื่อประเมินสถานการณ์รถคันหลัง ไม่ใช่การจ้อง แต่เป็นการเหลือบมองเพื่อเก็บข้อมูลว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร

  4. หากการเหลือบมองกระจกหลังทำให้คุณเห็นว่ารถคันหลังมาเร็วและไม่น่าจะหยุดทัน ให้มองหา "ช่องทางปลอดภัย" เช่น ไหล่ทางด้านซ้าย เพื่อเตรียมหักหลบหากจำเป็น (ทำเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยเท่านั้น)

  5. เทคนิคที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์นั้นๆ ด้วยการ "เว้นระยะห่างจากคันหน้าให้ปลอดภัยอยู่เสมอ" การมีระยะห่างที่มากพอ จะทำให้คุณมีเวลามากขึ้นในการเบรกอย่างนุ่มนวล ซึ่งปลอดภัยกว่าการเบรกแบบหัวทิ่ม

ส่วนการให้สัญญาณกับคันหลังถ้าไม่มีไฟ ESS หรือเบรคฉุกเฉิน การกดไฟกระพริบเตือน คันหลังตั้งแต่ระยะไกลๆ ก็จะทำให้คันหลังรู้สถานการณ์ข้างหน้าได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าผ่านพันไปแล้ว ต้องกดปิดไฟกระพริบออก เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ด้วยเช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่มเรื่องไฟฉุกเฉิน

สุดท้ายนี้การที่รถมีอุปกรณ์บอกคันหลังว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะดีกว่า ถ้าเราขับรถเคารพกฏจราจรให้เคร่งครัดด้วยเช่นเดียวกันครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล