
อยากโอนชื่อรถให้คนในครอบครัว ต้องทำอย่างไร มีคำตอบที่นี่
ปกติการโอนชื่อรถหลายคนอาจจะคิดว่าเฉพาะตอนที่ขายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถโอนรถเป็นชื่ของผู้ที่ได้ใบขับขี่ไม่ว่าจะเป็น ลูกที่เพิ่งได้ใบขับขี่, คู่ชีวิต, หรือญาติสนิท ซึ่งหลายคนว่าขั้นตอนมันยุ่งยากในการเตรียมเอกสาร แต่สำหรับวันนี้ Sanook Auto จะมาแนะวิธีโอนชื่อรถจากชื่อคุณเป็นคนในครอบครัวแบบง่ายๆ พร้อมแล้วเริ่มได้เลย
5 ขั้นตอนใหญ่ๆ เปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในครอบครัว
1. เช็กให้ชัวร์ก่อนไปขนส่ง
ก่อนจะเดินทางไปกรมการขนส่งทางบก ให้ตรวจสอบสภาพ "รถ" และ "เอกสาร" ให้พร้อม และรถจะต้องผ่านเงื่อนไขดังนี้
-
รถต้อง "ปลอดภาระ": ถ้าผ่อนกับไฟแนนซ์อยู่ ต้องปิดยอดและโอนกรรมสิทธิ์จากไฟแนนซ์มาเป็นชื่อคุณก่อน ถึงจะสามารถโอนต่อให้คนในครอบครัวได้ครับ
-
ภาษีรถต้อง "ไม่ขาด": ตรวจสอบว่ารถยนต์มีการชำระภาษีประจำปีครบถ้วน ไม่ขาดเกิน 3 ปี (ถ้าขาดเกินต้องชำระให้เรียบร้อยก่อน)
-
รถไม่ติด "อายัด": เช็กให้ชัวร์ว่ารถไม่มีประวัติถูกอายัดจากคดีความใดๆ

2. เตรียมเอกสารให้พร้อม
เอกสารคือหัวใจสำคัญของการโอนรถ! เตรียมให้ครบ ทั้งของผู้โอน (เจ้าของรถปัจจุบัน) และผู้รับโอน (คนในครอบครัว) ที่จะต้องเตรียมเอกสารดังนี้
-
ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนรถ) ตัวจริง: เอกสารสำคัญที่สุด อย่าลืมเด็ดขาด!
-
บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง: ของทั้ง "ผู้โอน" และ "ผู้รับโอน"
-
หนังสือมอบอำนาจ (กรณีจำเป็น): ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองคนไม่สามารถไปดำเนินการที่ขนส่งด้วยตัวเองได้ ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ (มีขายที่ขนส่ง หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์) โดยต้องติดอากรแสตมป์ 10 บาท/ฉบับ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ
-
แบบคำขอโอนและรับโอน: แบบฟอร์มมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก สามารถขอได้ที่ขนส่ง หรือดาวน์โหลดมาเตรียมล่วงหน้าก็ได้ครับ กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนและลงลายมือชื่อให้เรียบร้อย
3. ยื่นเอกสารที่ขน
เมื่อเอกสารพร้อม รถพร้อม ก็ออกเดินทางสู่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดที่คุณสะดวกได้เลย! แต่มีเอกสารเกี่ยวกับรถและอื่นๆที่ต้องทำดังนี้
-
นำรถเข้ารับการตรวจสภาพ (กรณีจำเป็น):
-
รถยนต์ส่วนบุคคล: ที่จดทะเบียนมาแล้ว เกิน 7 ปี
-
รถจักรยานยนต์: ที่จดทะเบียนมาแล้ว เกิน 5 ปี
-
รถมีการดัดแปลงสภาพ: เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถ
-
คุณสามารถไปตรวจที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ใกล้บ้าน หรือไปตรวจที่ขนส่งได้เลย
-
-
ยื่นเอกสารที่ช่องบริการโอนรถ: เมื่อเอกสารครบถ้วน และรถผ่านการตรวจสภาพ (ถ้ามี) ก็นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่ช่องบริการโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้อง
-
ชำระค่าธรรมเนียม: เจ้าหน้าที่จะแจ้งยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณก็ชำระเงินและรับใบเสร็จมา
-
รอรับใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียน) ฉบับใหม่: หลังจากชำระเงิน เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก้ไขข้อมูลในเล่มทะเบียนให้เป็นชื่อเจ้าของใหม่ โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่นานในวันเดียว คุณก็จะได้เล่มทะเบียนรถที่อัปเดตเรียบร้อยกลับบ้านไปเลย
4. ค่าใช้จ่ายเท่าไร?
ค่าใช้จ่ายหลักๆ ในการโอนรถไม่ได้แพงอย่างที่คิดครับ ยกเว้นค่าอากรแสตมป์ที่ขึ้นอยู่กับมูลค่ารถ:
-
ค่าคำขอโอน: 5 บาท
-
ค่าธรรมเนียมการโอน (ค่าโอนกรรมสิทธิ์): 100 บาท
-
ค่าธรรมเนียมการตรวจสภาพรถ:
-
รถจักรยานยนต์: 10 บาท (ตรอ.) / 50 บาท (ขนส่ง)
-
รถยนต์: 150 บาท (ตรอ.) / 200 บาท (ขนส่ง)
-
-
ค่าอากรแสตมป์: ตัวนี้แหละที่ต้องเตรียมเผื่อไว้! คิดตามราคาประเมินของรถยนต์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด หรือราคาซื้อขายจริง (ถ้าสูงกว่า) โดยคิด 0.5% ของราคาประเมิน (ทุกๆ 100,000 บาท คิด 500 บาท)
-
ตัวอย่าง: ถ้าประเมินรถได้ 500,000 บาท จะเสียค่าอากรแสตมป์ 2,500 บาท
-
-
ค่าแก้ไข/บันทึกรายการในเล่มทะเบียน: 50 บาท
5. เรื่องอื่นๆ ที่ต้องรู้
สุดท้ายแล้วมีเรื่องที่ต้องรู้ให้คุณต้องคิดก่อนที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ไมว่าจะเป็น
-
หากมีการระบุวันที่โอนในเอกสาร แนะนำให้รีบไปดำเนินการภายใน 15 วันนับจากวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ
-
เพื่อความสะดวกและลดเวลารอคิว ลองใช้แอปพลิเคชัน DLT Smart Queue จองคิวล่วงหน้าก่อนไปขนส่งได้เลย
-
หากเป็นการให้เปล่าแก่คนในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาซื้อขายก็ได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากแบบคำขอโอนและรับโอนเป็นหลัก
-
แม้ส่วนใหญ่จะใช้บัตรประชาชนตัวจริง แต่การเตรียมสำเนาเอกสารสำคัญเผื่อไว้ (เช่น สำเนาบัตรประชาชน) ก็ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น หากเจ้าหน้าที่ร้องขอเพิ่มเติม
ดังนั้นการโอนชื่อรถให้คนในครอบครัว ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่เตรียมพร้อมทั้งเอกสารและตัวรถ ก็สามารถดำเนินการให้จบได้ภายในวันเดียวจบ แค่ทำตามนี้ก็ย้ายง่ายๆ แล้วครับ