อยากโอนชื่อรถให้คนในครอบครัว ต้องทำอย่างไร มีคำตอบที่นี่
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/au/0/ud/19/95847/5-thing-trans.jpgอยากโอนชื่อรถให้คนในครอบครัว ต้องทำอย่างไร มีคำตอบที่นี่

อยากโอนชื่อรถให้คนในครอบครัว ต้องทำอย่างไร มีคำตอบที่นี่

แชร์เรื่องนี้

ปกติการโอนชื่อรถหลายคนอาจจะคิดว่าเฉพาะตอนที่ขายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถโอนรถเป็นชื่ของผู้ที่ได้ใบขับขี่ไม่ว่าจะเป็น ลูกที่เพิ่งได้ใบขับขี่, คู่ชีวิต, หรือญาติสนิท ซึ่งหลายคนว่าขั้นตอนมันยุ่งยากในการเตรียมเอกสาร แต่สำหรับวันนี้ Sanook Auto จะมาแนะวิธีโอนชื่อรถจากชื่อคุณเป็นคนในครอบครัวแบบง่ายๆ พร้อมแล้วเริ่มได้เลย

5 ขั้นตอนใหญ่ๆ เปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในครอบครัว

1. เช็กให้ชัวร์ก่อนไปขนส่ง

ก่อนจะเดินทางไปกรมการขนส่งทางบก ให้ตรวจสอบสภาพ "รถ" และ "เอกสาร" ให้พร้อม และรถจะต้องผ่านเงื่อนไขดังนี้

  • รถต้อง "ปลอดภาระ": ถ้าผ่อนกับไฟแนนซ์อยู่ ต้องปิดยอดและโอนกรรมสิทธิ์จากไฟแนนซ์มาเป็นชื่อคุณก่อน ถึงจะสามารถโอนต่อให้คนในครอบครัวได้ครับ

  • ภาษีรถต้อง "ไม่ขาด": ตรวจสอบว่ารถยนต์มีการชำระภาษีประจำปีครบถ้วน ไม่ขาดเกิน 3 ปี (ถ้าขาดเกินต้องชำระให้เรียบร้อยก่อน)

  • รถไม่ติด "อายัด": เช็กให้ชัวร์ว่ารถไม่มีประวัติถูกอายัดจากคดีความใดๆ

 20230621134252_571480126

2. เตรียมเอกสารให้พร้อม 

เอกสารคือหัวใจสำคัญของการโอนรถ! เตรียมให้ครบ ทั้งของผู้โอน (เจ้าของรถปัจจุบัน) และผู้รับโอน (คนในครอบครัว) ที่จะต้องเตรียมเอกสารดังนี้

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนรถ) ตัวจริง: เอกสารสำคัญที่สุด อย่าลืมเด็ดขาด!

  • บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง: ของทั้ง "ผู้โอน" และ "ผู้รับโอน"

  • หนังสือมอบอำนาจ (กรณีจำเป็น): ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองคนไม่สามารถไปดำเนินการที่ขนส่งด้วยตัวเองได้ ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ (มีขายที่ขนส่ง หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์) โดยต้องติดอากรแสตมป์ 10 บาท/ฉบับ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

  • แบบคำขอโอนและรับโอน: แบบฟอร์มมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก สามารถขอได้ที่ขนส่ง หรือดาวน์โหลดมาเตรียมล่วงหน้าก็ได้ครับ กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนและลงลายมือชื่อให้เรียบร้อย

3. ยื่นเอกสารที่ขน 

เมื่อเอกสารพร้อม รถพร้อม ก็ออกเดินทางสู่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดที่คุณสะดวกได้เลย! แต่มีเอกสารเกี่ยวกับรถและอื่นๆที่ต้องทำดังนี้

  1. นำรถเข้ารับการตรวจสภาพ (กรณีจำเป็น):

    • รถยนต์ส่วนบุคคล: ที่จดทะเบียนมาแล้ว เกิน 7 ปี

    • รถจักรยานยนต์: ที่จดทะเบียนมาแล้ว เกิน 5 ปี

    • รถมีการดัดแปลงสภาพ: เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถ

    • คุณสามารถไปตรวจที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ใกล้บ้าน หรือไปตรวจที่ขนส่งได้เลย

  2. ยื่นเอกสารที่ช่องบริการโอนรถ: เมื่อเอกสารครบถ้วน และรถผ่านการตรวจสภาพ (ถ้ามี) ก็นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่ช่องบริการโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้อง

  3. ชำระค่าธรรมเนียม: เจ้าหน้าที่จะแจ้งยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณก็ชำระเงินและรับใบเสร็จมา

  4. รอรับใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียน) ฉบับใหม่: หลังจากชำระเงิน เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก้ไขข้อมูลในเล่มทะเบียนให้เป็นชื่อเจ้าของใหม่ โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่นานในวันเดียว คุณก็จะได้เล่มทะเบียนรถที่อัปเดตเรียบร้อยกลับบ้านไปเลย

car-plate 

4. ค่าใช้จ่ายเท่าไร? 

ค่าใช้จ่ายหลักๆ ในการโอนรถไม่ได้แพงอย่างที่คิดครับ ยกเว้นค่าอากรแสตมป์ที่ขึ้นอยู่กับมูลค่ารถ:

  • ค่าคำขอโอน: 5 บาท

  • ค่าธรรมเนียมการโอน (ค่าโอนกรรมสิทธิ์): 100 บาท

  • ค่าธรรมเนียมการตรวจสภาพรถ:

    • รถจักรยานยนต์: 10 บาท (ตรอ.) / 50 บาท (ขนส่ง)

    • รถยนต์: 150 บาท (ตรอ.) / 200 บาท (ขนส่ง)

  • ค่าอากรแสตมป์: ตัวนี้แหละที่ต้องเตรียมเผื่อไว้! คิดตามราคาประเมินของรถยนต์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด หรือราคาซื้อขายจริง (ถ้าสูงกว่า) โดยคิด 0.5% ของราคาประเมิน (ทุกๆ 100,000 บาท คิด 500 บาท)

    • ตัวอย่าง: ถ้าประเมินรถได้ 500,000 บาท จะเสียค่าอากรแสตมป์ 2,500 บาท

  • ค่าแก้ไข/บันทึกรายการในเล่มทะเบียน: 50 บาท 

5. เรื่องอื่นๆ ที่ต้องรู้

สุดท้ายแล้วมีเรื่องที่ต้องรู้ให้คุณต้องคิดก่อนที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ไมว่าจะเป็น

  • หากมีการระบุวันที่โอนในเอกสาร แนะนำให้รีบไปดำเนินการภายใน 15 วันนับจากวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ

  • เพื่อความสะดวกและลดเวลารอคิว ลองใช้แอปพลิเคชัน DLT Smart Queue จองคิวล่วงหน้าก่อนไปขนส่งได้เลย

  • หากเป็นการให้เปล่าแก่คนในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาซื้อขายก็ได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากแบบคำขอโอนและรับโอนเป็นหลัก

  • แม้ส่วนใหญ่จะใช้บัตรประชาชนตัวจริง แต่การเตรียมสำเนาเอกสารสำคัญเผื่อไว้ (เช่น สำเนาบัตรประชาชน) ก็ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น หากเจ้าหน้าที่ร้องขอเพิ่มเติม

ดังนั้นการโอนชื่อรถให้คนในครอบครัว ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่เตรียมพร้อมทั้งเอกสารและตัวรถ ก็สามารถดำเนินการให้จบได้ภายในวันเดียวจบ แค่ทำตามนี้ก็ย้ายง่ายๆ แล้วครับ