ทำไมยางรถยนต์ต้องมี "ด้านนอก - ด้านใน" หากใส่ผิดจะเกิดอะไรขึ้น?

ยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่อย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยางรถยนต์บางรุ่นถึงต้องมี "ด้านนอก" และ "ด้านใน" ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนบนแก้มยาง การใส่ยางผิดด้านจะส่งผลเสียอย่างไร? บทความนี้ Sanook Auto จะพาไปหาคำตอบกัน
ทำไมยางรถยนต์ต้องมีด้านนอกและด้านใน
ยางรถยนต์ที่มี "ด้านนอก" และ "ด้านใน" กำหนดไว้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นยางประเภท Asymmetric หรือยางแบบไม่สมมาตร ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีดอกยางที่ไม่เท่ากันทั้งสองด้าน โดยด้านนอกของยางจะถูกออกแบบมาให้มีดอกยางที่เล็กและถี่กว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง ส่วนด้านในของยางจะมีดอกยางที่ลึกและกว้างกว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำออกจากหน้ายาง ป้องกันอาการเหินน้ำ (Hydroplaning) และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนถนนเปียก
การออกแบบดอกยางแบบ Asymmetric นี้ ทำให้ยางมีประสิทธิภาพในการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน หากใส่ยางผิดด้าน ประสิทธิภาพของยางก็จะลดลงอย่างมาก
หากใส่ยางรถยนต์ผิดด้านจะเกิดอะไรขึ้น
หากใส่ยางรถยนต์ผิดด้าน โดยนำด้านในของยางมาไว้ด้านนอก และนำด้านนอกของยางมาไว้ด้านใน จะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของยาง ดังนี้
- ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนลดลง - ดอกยางด้านนอกที่ถูกออกแบบมาให้ยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง จะกลายเป็นด้านใน ทำให้ประสิทธิภาพในการเข้าโค้งลดลง รถอาจมีอาการลื่นไถลได้ง่าย
- ประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลง - ดอกยางด้านในที่ถูกออกแบบมาให้รีดน้ำ จะกลายเป็นด้านนอก ทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลง เสี่ยงต่อการเกิดอาการเหินน้ำบนถนนเปียก
- การสึกหรอของยางไม่สม่ำเสมอ - การใส่ยางผิดด้านจะทำให้ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้อายุการใช้งานของยางสั้นลง
- เสียงดังรบกวน - ยางที่ใส่ผิดด้านอาจทำให้เกิดเสียงดังรบกวนขณะขับขี่
ดังนั้น การใส่ยางรถยนต์ให้ถูกด้านตามที่ระบุไว้บนแก้มยางจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ดีที่สุด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



