Nissan Micra 2021 ปรับไมเนอร์เชนจ์เพิ่มความสดใหม่ในยุโรป

Nissan Micra 2021 ปรับไมเนอร์เชนจ์เพิ่มความสดใหม่ในยุโรป

     Nissan Micra 2021 ใหม่ ปรับไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกในตลาดยุโรป เพิ่มรุ่น N-Design และ N-Sport พร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.0 ลิตร แต่ไร้วี่แวววางจำหน่ายในประเทศไทยเช่นเคย

     Nissan Micra 2021 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5 รุ่นย่อยในตลาดยุโรป จากเดิมที่มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย โดยเพิ่มสองรุ่นย่อยใหม่ คือ N-Design และ N-Sport นอกเหนือไปจากรุ่น Visia, Acenta และ Tekna พร้อมทั้งสามารถเลือกออปชั่นเป็นไฟหน้าแบบ LED ได้ทุกรุ่นย่อย

Nissan Micra 2021Nissan Micra 2021

     สำหรับ Micra N-Sport จะถูกตกแต่งภายนอกเน้นความสปอร์ตด้วยชุดแต่งสีดำ พร้อมฝาครอบกระจกมองข้างสีดำ ติดตั้งไฟหน้าและไฟตัดหมอกแบบ Full LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงล้ออัลลอย Perso สีดำขนาด 17 นิ้ว ส่วนห้องโดยสารถูกหุ้มเบาะนั่งด้วยวัสดุ Alcantara

     ขณะที่รุ่น N-Design สามารถเลือกตกแต่งภายนอกและฝาครอบกระจกมองข้างด้วยโครเมียมหรือสีดำเงา พร้อมล้ออัลลอย Genki ขนาด 16 นิ้ว ขณะที่ห้องโดยสารภายในติดตั้งเบาะนั่งหุ้มวัสดุผ้าสีดำ-เทา และแผงคอนโซลตกแต่งด้วยวัสดุคล้ายหนัง อีกทั้งสามารถเลือกตกแต่งห้องโดยสารด้วยสีส้ม Energy Orange ได้

Nissan Micra 2021Energy Orange Interior

     ส่วน Tekna เน้นความทันสมัยด้วยระบบอินโฟเทนเมนท์ NissanConnect รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay/Android Auto พร้อมระบบนำทาง TomTom เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เสริมด้วยระบบเสียงคุณภาพสูง Bose Personal ที่ฝั่งลำโพงไว้บริเวณพนักพิงศีรษะผู้ขับขี่

     นอกจากนี้ ยังถูกติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ Nissan Intelligent Mobility เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ประกอบด้วย ระบบแสดงภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor, ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหว Moving Object Detection และระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Warning

Nissan Micra 2021Bose Personal

     ลูกค้ายังสามารถเลือก Safety Pack เป็นออปชั่นเสริมในรุ่นย่อยต่างๆ ประกอบด้วย ระบบไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist, ระบบเตือนรถออกนอกเลน Intelligent Lane Intervention, ระบบอ่านป้ายจราจร Traffic Sign Recognition และระบบช่วยเบรกพร้อมตรวจจับคนเดินถนน Forward Emergency Braking with Pedestrian Recognition

     Nissan Micra โฉมดังกล่าวนี้มียอดจำหน่ายทั่วยุโรป 34 ประเทศไปแล้ว 230,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017

 

กำลังโหลดข้อมูล