คาราวานไฮลักซ์ รีโว่ บุกยุโรป...สวยตะลึงทุกเส้นทาง!

คาราวานไฮลักซ์ รีโว่ บุกยุโรป...สวยตะลึงทุกเส้นทาง!
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

          มาถึงช่วงสุดท้ายในทวีปเอเชียกันแล้ว! 

          วันที่ 35 ของการเดินทาง ทีมคาราวานไฮลักซ์ รีโว่ บอกลาทวีปนี้กันที่เมืองอิสตันบูล เพื่อมุ่งหน้าสู่ยุโรป โดยข้ามช่องแคบบอสฟอรัสเข้าสู่อิสตันบูลฝั่งยุโรป ก่อนจะต่อไปที่เมืองพลอฟดิฟ ประเทศบัลแกเรีย ซึ่งเส้นทางนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะสื่อมวลชนกลุ่มที่ 5 ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงตอนเช้ามืด

          ส่วนคณะสื่อมวลชนกลุ่มที่ 4 นั้นก่อนจะกลับก็ยังได้สำรวจเมืองอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในตุรกี และยังพิเศษตรงที่เป็นเมืองเดียวของตุรกีที่มีพื้นที่อยู่ในทั้งยุโรปและเอเชีย โดยมีช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดะแนลส์ เป็นตัวคั่น

          นอกจากจะได้เดินชมวิถีชีวิตของชาวเมืองแล้ว ไฮไลท์ที่ทีมคาราวานและนักเดินทางที่มาเที่ยวเมืองนี้พลาดไม่ได้ คือ Blue Mosque หรือมัสยิดสีฟ้า เป็นสุเหร่าที่สร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ.1609-1616 ชื่อมัสยิดสีฟ้ามีที่มาจากกระเบื้องสีฟ้าจากอิชนิค เป็นลวดลายดอกไม้ต่างๆ ภายในสุเหร่า อีกที่ที่ต้องแวะก็คือ ฮายาโซฟีอา พิพิธภัณฑ์ที่เคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์ทอดอกซ์มาก่อนจะเป็นสุเหร่า และเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน 


          หลังจากสำรวจเมืองกันแล้วก็ได้เวลาที่คณะสื่อมวลชนกลุ่มที่ 5 จะเดินทางต่อไปยังเมืองพลอฟดิฟ กับระยะทางอีก 446 กิโลเมตร ผ่านทางช่องแคบบอสฟอรัสเพื่อเข้าสู่ทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการและทดสอบสมรรถนะของไฮลักซ์ รีโว่กันต่อไป

          เพราะฉะนั้นภารกิจแรกของวันนี้ก็คือการข้ามชายแดนจากตุรกีเข้าบัลแกเรีย ซึ่งช่วงออกจากตุรกีนั้นสำหรับการตรวจคนเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับรถต้องผ่านเครื่องสแกนกันหลายรอบ ทีมคาราวานจึงถือโอกาสพักผ่อนกันในรถโดยใช้บลูทูธฟังเพลงและเอาโน้ตบุ๊คมาทำงาน ต่างกับด่านขาเข้าของบัลแกเรียที่ใช้เวลาตรวจเอกสารไม่นานก็ผ่านไปได้แล้ว

          เนื่องจากวันนี้ทีมคาราวานมาถึงเมืองพลอฟดิฟที่เป็นจุดหมายกันตอนดึก การสำรวจเมืองและการชิมโยเกิร์ตต้นตำรับเลยต้องยกยอดไปวันรุ่งขึ้นแทน

          วันที่ 36 ของทริปซึ่งนับเป็นวันแรกของการผจญภัยในยุโรปอย่างเต็มตัว ทีมคาราวานเริ่มต้นวันด้วยการชมเมืองเก่าพลอฟดิฟ ผ่านเส้นทางที่เป็นถนนคนเดินเส้นหลักของเมือง ให้บรรยากาศงดงามแบบคลาสสิก 

          เต็มอิ่มกับความคลาสสิกกันแล้ว ก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่เมืองรูเซ ชายแดนของประเทศบัลแกเรีย ระยะทางช่วงนี้เรียกว่าได้ทดสอบสมรรถนะของไฮลักซ์ รีโว่กันแบบเต็มๆ  เพราะบางช่วงถนนขรุขระก็ต้องอาศัยระบบช่วงล่าง DCS ที่แน่นและหนึบ ช่วงที่ขึ้นเขาและเป็นเลนสวน ก็ได้พวงมาลัยที่ให้ความแม่นยำในการเข้าโค้งมาช่วย ทำให้ทีมคาราวานเดินทางได้อย่างมั่นใจตลอดเส้นทางจนกระทั่งถึงยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ที่จารึกถึงการปลดแอกของบัลแกเรีย

          ต่อจากช่วงนี้ สองข้างทางถนนเป็นธรรมชาติสลับกับเขตชุมชน ทำให้บางจังหวะต้องเร่งแซงรถใหญ่ที่ขับอยู่ด้านหน้าเป็นระยะๆ เพราะเป็นถนนสองเลน แต่ก็ได้ระบบเกียร์ Sequential Shift มาทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ GD Efficient Boost ได้อย่างลงตัวเหมาะกับสภาพถนน 

          คาราวานไฮลักซ์ รีโว่ พาทุกคนมาถึงเมืองรูเซในที่สุด เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของบัลแกเรีย มีจุดเด่นตรงสถาปัตยกรรมแบบนีโอบาโรกและนีโอรอโกโก จนมีฉายาว่าเป็น “กรุงเวียนนาน้อย”

          ทีมคาราวานพักที่เมืองรูเซ 1 คืนก็ได้เวลาเดินทางข้ามประเทศอีกครั้ง จุดหมายของวันที่ 37 ในการเดินทางก็คือเมืองบราซอฟที่อยู่ห่างออกไป 274 กิโลเมตร

          โชคดีที่ด่านตรวจขาออกของบัลแกเรียและด่านตรวจขาเข้าของโรมาเนียใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ตรวจเช็คหนังสือเดินทางก็ผ่านกันไปได้ ทีมคาราวานก็เลยได้เห็นทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มไวกว่าที่คิด ทั้งยังได้แวะกินมื้อเที่ยงกันที่เมืองบูคาเรสต์ เมืองหลวงของโรมาเนีย ซึ่งเส้นทางเข้าสู่เมืองนั้นการจราจรวุ่นวายพอสมควร ทำให้ไฮลักซ์ รีโว่ทั้ง 9 คันต้องพยายามขับเกาะกลุ่มกัน จนต้องเร่งเครื่องยนต์และแตะเบรกกันตลอดเวลา จุดนี้เลยทำให้ได้พิสูจน์สมรรถนะของ Power Engine ที่ตอบสนองได้ดีในทุกสถานการณ์

           จากเมืองบูคาเรสต์ เป้าหมายต่อไปที่หลายคนรอคอยก็คือ ปราสาทบราน หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ปราสาทแดรกคูล่า เป็นปราสาทบนยอดเขาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโรมาเนีย งานนี้ก็เลยต้องขึ้นเขากันอีกครั้ง ซึ่งช่วงล่าง DCS ก็ยังเอาอยู่ทุกโค้ง ทุกทางชันเหมือนเดิม

           หลังจากเยี่ยมชมตัวปราสาทกันทั้งภายนอกและภายในอย่างใกล้ชิดแล้ว ทีมคาราวานก็เข้าสู่เมืองบราซอฟ เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ยุคหิน วันนี้มีช่วงเวลาให้ได้เดินเล่นในเมืองกันพอสมควรก่อนจะกลับเข้าที่พักและเตรียมตัวสำหรับการเดินทางวันต่อไป

           ต่อกันที่วันที่ 38 ของการเดินทาง วันนี้ทีมคาราวานยังคงอยู่ในโหมดสัมผัสเสน่ห์เมืองเก่าของโรมาเนีย เป้าหมายต่อไปในประเทศนี้ก็คือเมืองมรดกโลกเซียไวร่า เมืองเก่าสุดคลาสสิก และเมืองออราเดีย ที่เป็นชายแดนระหว่างโรมาเนียและฮังการี

           ที่เมืองเซียไวร่า สถานที่ที่สร้างความประทับใจให้กับทีมคาราวานทุกคนก็คือหอนาฬิกาโบราณอายุกว่า 600 ปี ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมวิวเมืองจากด้านบนได้ ถัดจากที่นี่ก็คือเมืองออราเดียที่ห่างจากชายแดนเพียงแค่ 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น 

           ความพิเศษของวันนี้อยู่ตรงที่เป็นวันที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโรนัดชิงชนะเลิศ บรรยากาศภายในเมืองจึงคึกคักเป็นพิเศษจนต้องเรียกว่าเป็นโชคดีของทีมคาราวานที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศช่วงนี้พอดี

           นับจากวันแรกที่เดินทางจนถึงวันนี้ ทีมคาราวานที่มีไฮลักซ์ รีโว่ 9 คันและฟอร์จูนเนอร์อีก 1 คัน รับมือกับสภาพถนนและสภาวะอากาศมาแล้วครบทุกรูปแบบ ทั้งภูเขา ทะเลทราย เขตเมือง ที่ราบ ฝนตก ลูกเห็บ พายุทะเลทราย และอากาศที่ร้อนเฉียด 50 องศา ยังไม่นับทางโค้งนับพันๆ และทางขึ้น-ลงเขาอีกไม่รู้สักเท่าไร แต่ไม่ว่าอุปสรรคจะเป็นแบบไหน ความหนึบ ความแกร่ง ความทน ความอึดของรถก็ทำให้ผ่านมาได้หมด

           เข้าวันที่ 39 ของการเดินทาง เป้าหมายของวันนี้คือเมืองดังอย่างบูดาเปสต์ ที่ได้รับการขนานนามว่า กรุงปารีสแห่งยุโรป คาราวานเริ่มเดินทางโดยออกจากเมืองออราเดีย ผ่านชายแดนโรมาเนีย-ฮังการี และเข้าสู่ถนนไฮเวย์ 4 เลนของฮังการี ที่เปิดโอกาสให้ได้ทดสอบสมรรถนะอัตราเร่งของเครื่องยนต์ GD Efficient Boost อีกครั้ง ซึ่งแม้จะผ่านการเดินทางมาหลายสิบวัน แต่สมรรถนะก็ยังไม่ตก บวกกับระบบช่วงล่าง DCS สุดหนึบและพวงมาลัยที่ควบคุมง่ายแล้ว การขับขี่ก็ลงตัวและถึงบูดาเปสต์ภายในเวลาไม่นาน

          ทีมคาราวานเริ่มสำรวจเมืองบูดาเปสต์ที่จุดท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Fisherman Bastion ที่สร้างโดยกลุ่มชาวประมงฮังกาเรียน ในปี ค.ศ.1905 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความกล้าหาญของชาวประมงที่สละชีวิตปกป้องบ้านเมืองในยามที่มองโกลรุกรานในช่วงศตวรรษที่ 13 

          พอถึงเวลาเย็นก็ได้เวลาดื่มด่ำกับวิวพระอาทิตย์ตกดินโดยมีแม่น้ำดานูบเป็นฉากหน้า ให้บรรยากาศโรแมนติกที่ทุกคนประทับใจ ก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

           มาถึงวันที่ 40 ของการเดินทาง โจทย์ใหญ่ของทีมคาราวานวันนี้ก็คือการข้ามชายแดนมากถึง 5 ประเทศในวันเดียว รวมระยะทางทั้งหมด 690 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่เมืองเบิร์ชเทสกาเตน ประเทศเยอรมนี

           ทีมคาราวานล่ำลาเมืองบูดาเปสต์กันด้วยการเก็บภาพมุมสูงของเมือง แล้วออกเดินทางกันแต่เช้า สภาพถนนช่วงนี้เป็นถนน 4 เลนเลยใช้ความเร็วกันได้เต็มที่ เครื่องยนต์ GD Efficient Boost เลยได้ทำงานแบบเต็มกำลัง ที่สำคัญคือจะเร่งเร็วแค่ไหน ภายในห้องโดยสารก็ยังนิ่งสนิท ไม่ส่าย ไม่เสียสมดุล

          อย่างที่บอกว่าวันนี้เป็นวันแห่งการเดินทางข้ามชายแดน ทีมคาราวานที่เริ่มจากฮังการีเดินทางเข้าสู่ชายแดนประเทศสโลวาเกีย ต่อด้วยสาธารณรัฐเช็ก ผ่านต่อไปยังออสเตรีย การขับรถผ่านหลายประเทศในวันเดียวแบบนี้ทำให้ได้ฟังคลื่นวิทยุของแต่ละประเทศ ที่คนขับสามารถหาคลื่นวิทยุได้ง่ายๆ ด้วยปุ่มบังคับบนพวงมาลัยที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน

          บางช่วงของการเดินทางในวันนี้มีเม็ดฝนมาทักทายทีมคาราวานบ้างเป็นระยะๆ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ได้ทดสอบสมรรถนะช่วงล่าง DCS ในสภาวะที่ถนนเปียกลื่นและทางโค้งกว้าง สลับเนินเขาขึ้น-ลง

 

          ในที่สุดทีมคาราวานก็มาถึงเมืองเบิร์ชทาสการ์เดนของเยอรมนี เป็นเมืองท่องเที่ยวท็อปฮิตเมืองหนึ่งของประเทศนี้ แต่เนื่องจากถึงที่พักกันค่อนข้างค่ำแล้ว ทีมคาราวานจึงพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้นแทน

          หลังจากผ่านการเดินทาง 5 ประเทศใน 1 วัน พอถึงวันที่ 41 โปรแกรมวันนี้จึงค่อนข้างชิลล์เมื่อเทียบกับเมื่อวาน โดยจุดหมายของวันนี้คือเมืองลินซ์ ประเทศออสเตรีย ที่อยู่ห่างไปแค่ 206 กิโลเมตรเท่านั้น ทีมคาราวานเลยมีเวลาแวะเที่ยวเคลสไตน์เฮาส์ หรือรังอินทรีย์ สถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อแห่งหนึ่งของเยอรมนี เพราะเป็นอาคารที่คนสนิทของฮิตเลอร์สร้างให้เป็นของขวัญวันเกิดของฮิตเลอร์ ในปีที่เขาอายุครบ 50 ปี

          แต่กว่าจะไปถึงที่นี่ได้ คณะคาราวานต้องผ่านเส้นทางขึ้นเขาที่มีความโค้งและความชันพอสมควร แต่แน่นอนว่า ช่วงล่าง DCS ของไฮลักซ์ รีโว่ ก็ยังเอาอยู่แบบหายห่วง ทำให้ทุกคันมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และแม้ว่าช่วงลงเขาจะมีฝนเข้ามาทำการเดินทางลำบากขึ้นกว่าขาขึ้น แต่ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชันอัตโนมัติ DAC, ระบบควบคุมการทรงตัว VSC, ระบบเบรก ABS และระบบเสริมแรงเบรก BA ก็ทำให้เส้นทางอันตรายกลายเป็นเส้นทางที่ปลอดภัย

        

          ระหว่างทางเข้าสู่เมืองลินซ์ ทีมคาราวานได้โบนัสพิเศษเป็นธรรมชาติที่สวยงามของข้างทางที่ล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอลป์ ทีมคาราวานพักกันที่เมืองนี้เพื่อจะเตรียมตัวเข้าสู่อีกหนึ่งบททดสอบในวันรุ่งขึ้น นั่นคือยอดเขากลอสกล็อกเนอร์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในออสเตรีย ที่มีทั้งความสวยและความท้าทาย

          เหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้น การเดินทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ก็จะจบลงแล้ว ร่วมเกาะติดโค้งสุดท้ายของการเดินทางได้ทาง www.toyota.co.th/hiluxrevocaravantrip และทาง www.facebook.com/toyotahiluxthailand

 

 

 

 

[Advertorial]