ครึ่งทางแล้ว! กับทริปสุดโหด พิสูจน์สมรรถนะไฮลักซ์ รีโว่

ครึ่งทางแล้ว! กับทริปสุดโหด พิสูจน์สมรรถนะไฮลักซ์ รีโว่
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

          มาถึงวันที่ 18 ของการเดินทางกันแล้วกับทริปประวัติศาสตร์ของคาราวานไฮลักซ์ รีโว่ แต่ถือเป็นวันแรกของทีมคาราวานกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีทั้งสื่อมวลชน รวมถึงผู้ใช้รถไฮลักซ์ วีโก้ และไฮลักซ์ รีโว่ จะได้เริ่มออกเดินทางบนเส้นทางสายไหมอย่างเป็นทางการ โดยตั้งต้นกันที่เมืองทาชเคนต์ของอุซเบกิสถาน

          แต่เพราะความไม่แน่นอนคือความแน่นอนในการเดินทาง ทีมคาราวานจึงต้องเจอกับการเปลี่ยนแผนกะทันหัน เนื่องจากเมืองทาชเคนต์กำลังจะมีการประชุมผู้นำประดับประเทศ ระบบการรักษาความปลอดภัยภายในเมืองจึงเข้มขึ้นมากและมีการปิดถนนบางเส้นทาง คาราวานไฮลักซ์ รีโว่เลยได้อยู่ชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมในเมืองทาชเคนต์ต่อกันอีก 1 วัน จากเดิมที่วางแผนไว้ว่าวันนี้จะไปพักที่เมืองซาร์มาคานด์ 

          ในวันต่อมาซึ่งเป็นวันที่ 19 ของการเดินทาง ทีมคาราวานออกเดินทางกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพราะมีระยะทางอีก 586 กิโลเมตรรอพวกเขาอยู่ ผลจากเมื่อวานทำให้วันนี้ต้องเปลี่ยนแผนจากที่จะแวะพักที่เมืองซาร์มาคานด์กลายเป็นแวะเที่ยวเฉยๆ แล้วไปพักที่เมืองบูคาร่าแทน

 

           ถนนในอุซเบกิสถานช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นถนนสี่เลน สองข้างทางเป็นที่ราบสลับกับทิวเขา แซมด้วยบรรยากาศของวิถีชีวิตแบบชนบท เนื่องจากวันนี้ทีมคาราวานต้องทำเวลากันพอดู เครื่องยนต์ใหม่  GD Efficient Boost ของไฮลักซ์ รีโว่ เลยได้โชว์สมรรถนะอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความเร็วในทางตรงหรือจังหวะเร่งแซง และนำทีมคาราวานมาถึงเมืองซาร์มาคานด์ได้ตามเวลา

          เมืองซาร์มาคานด์เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากทาชเคนต์ เป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน เพราะเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพเติร์ก อาหรับ และมองโกลในช่วงเวลาต่างๆ กัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือกองทัพที่เข้ามาปกครองเมืองนี้จะเผาเมืองเก่าทิ้ง แล้วสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา ซึ่งเมืองซาร์มาคานด์ที่เห็นปัจจุบันสร้างโดยยอดขุนพลอมิร์ ติมูร์ ผู้ทำให้เมืองซาร์มาคานด์เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิติมูริด

         สิ่งที่ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองสำคัญในอดีตอีกอย่างคือเรื่องของพิกัด เพราะตั้งอยู่บนจุดตัดเส้นทางสายไหมและมีแม่น้ำเซรัฟฟานไหลผ่าน ซาร์มาคานด์ในยุคกว่า 2,000 ปีก่อนจึงเป็นชุมทางการค้าที่เฟื่องฟู โดยเฉพาะบริเวณจัตุรัสรีจีสตาน ที่ทีมคาราวานได้แวะเยี่ยมชม

 

         จากเมืองซาร์มาคานด์ ทีมคาราวานออกเดินทางต่อไปยังเมืองบูคาร่า โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องไปให้ถึงก่อนพระอาทิตย์ตกจะได้มีโอกาสชื่นชมความงามของเมืองนี้ แต่ความที่ระยะทางระหว่างสองเมืองนี้ค่อนข้างไกลและสภาพถนนยังขรุขระ เป็นหลุมบ่อ ช่วงล่างของไฮลักซ์ รีโว่ จึงต้องรับหน้าที่ดูดซับแรงสั่นสะเทือน ซึ่งก็ไม่ทำให้ใครผิดหวังเพราะมีโครงสร้างแชสซีส์ FIRM และระบบช่วงล่าง DCS ที่ออกแบบให้โช้คอัพใหญ่ขึ้น แหนบยาวขึ้น การขับขี่โดยรวมเลยยังนุ่มนวล ไม่ต้องลุ้นไปกับแรงสั่นสะเทือน เมื่อบวกกับเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของ GD Efficient Boost ก็ทำให้ขบวนคาราวานมาถึงที่หมายตามเวลา ทันชื่นชมความงามของแสงสุดท้ายของวันกันที่จัตุรัสสำคัญที่สุดในเมือง

          เช้าวันรุ่งขึ้นถึงเวลาบอกลาเมืองบูคาร่าและประเทศอุซเบกิสถานกันแล้ว เพราะวันที่ 20 ของการเดินทางเป็นวันที่ทีมคาราวานจะเข้าสู่เติร์กเมนิสถาน ประเทศในเอเชียกลางที่ไม่มีทางออกทางทะเล

          ก่อนเดินทางไปถึงที่นั่น แทบทุกคนในทีมคาราวานมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก รู้แค่ว่าจุดหมายของวันนี้คือเมืองแมรี่ เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หลังเดินทางออกจากบูคาร่า ผ่านด่านตรวจขาออกจากอุซเบกิสถาน มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของเติร์กเมนิสถานที่เจ้าหน้าที่ใช้เวลาตรวจละเอียดพอสมควร ทุกคนก็ได้อยู่วงล้อมของภูมิประเทศแบบทะเลทรายแห้งแล้งกันอีกครั้ง 

          เส้นทางไปถึงเมืองแมรี่จัดว่าโหดหินไม่น้อย เพราะขรุขระเกือบตลอดทาง พ่วงด้วยทางโค้งเป็นระยะ ท้าทายสมรรถนะของระบบ DCS และระบบควบคุมการทรงตัว VSC แบบเต็มๆ แต่ความหนึบ ความแกร่งของไฮลักซ์ รีโว่ ก็พาให้ทุกคนผ่านช่วงนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ผ่านเมืองเก่าที่เคยเป็นที่แวะพักของกองคาราวานสินค้าในอดีตอย่างเมืองเมิร์ฟ ก่อนจะเดินทางมาถึงเมืองแมรี่ ที่พักด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเมืองอาชกาบัต เมืองหลวงเติร์กเมนิสถานในวันถัดมา

          ระยะทางจากเมืองแมรี่ถึงเมืองอาชกาบัตคือ 386  กิโลเมตร ในเช้าวันที่ 21 ของทริปประวัติศาสตร์ ทีมคาราวานจึงแวะเติมน้ำมันกันก่อนออกเดินทาง ระหว่างทางมีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาทุกคนก็คือภาพที่มีคนมายืนโบกรถอยู่เป็นระยะ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับเมืองไทยแต่ไม่ใช่เรื่องแปลกของที่นี่ เพราะสำหรับชาวเติร์กเมนิสถานแล้ว การโบกรถที่ผ่านไปมาและขอติดรถ แล้วหารค่าโดยสารกัน เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกันในประเทศนี้

          ความโหดของการเดินทางในวันนี้ยังต่อเนื่องจากเมื่อวาน เพราะสภาพถนนยังคงมาตรฐานความขรุขระได้เสมอต้นเสมอปลาย ที่เพิ่มเติมก็คืออุณหภูมิที่พุ่งไปแตะ 40 องศาเซลเซียสในช่วงบ่าย แต่ต่อให้ร้อนขนาดนี้ก็ทำอะไรระบบปรับอากาศของไฮลักซ์ รีโว่ไม่ได้ ยิ่งได้เครื่องดื่มเย็นๆ ที่เก็บไว้ในช่อง  Cool Box ของรถแล้ว ทีมคาราวานก็ยังสดชื่นกันได้ตลอดทาง



 

          ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง คาราวานไฮลักซ์ รีโว่สุดแกร่งก็มาถึงเมืองอาชกาบัตที่ความสวยงามอลังการของเมืองนี้ทำเอาทุกคนตะลึงไปตามๆ กัน เพราะอาคารสำคัญส่วนใหญ่ของเมืองสร้างด้วยหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี ซึ่งความ โอ่อ่านี้เป็นผลมาจากการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ใต้ผืนดินที่นำรายได้มหาศาลมาให้ประเทศ

          หลังจากเข้าที่พักแล้ว ทีมคาราวานก็ได้ออกมาสำรวจความงามของเมืองแบบใกล้ชิดยิ่งขึ้นในช่วงเย็นต่อเนื่องจนถึงค่ำ โดยแวะตลาดประจำเมือง นั่งรถบัสชมเมืองผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ รวมถึงชิงช้าสวรรค์หินอ่อนที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองและสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อเตรียมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนอินดอร์เกมส์ในปีหน้าด้วย งานนี้บอกเลยว่าสมาชิกในทริปเพลินกับการเก็บภาพสวยๆ ของเมืองที่สวยด้วยสีขาวโพลนของหินอ่อนทั้งเมืองอย่างอาชกาบัตกันอย่างมาก

          ยังไม่ถึงครึ่งทางก็มีเซอร์ไพรส์มากขนาดนี้แล้ว อยากรู้แล้วว่าต่อไปจะมีอะไรรอ “ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน ทริป...บทพิสูจน์จริงระดับโลก” อยู่อีกบ้าง ติดตามทริปประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไปพร้อมกับเราได้ทาง www.toyota.co.th/hiluxrevocaravantrip และร่วมสนุกกับแคมเปญ “อ่านแล้วแชร์” เพียงคลิกแชร์แล้วใส่ #hiluxrevocarantrip ลุ้นรับไอเท็มคู่ใจนักเดินทางอย่าง GoPro Hero4 และของรางวัลอื่นๆ อีกเพียบ หรือที่ทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/toyotahiluxthailand

 

 




[Advertorial]