Sanook! Quick Drive : hyundai Veloster สปอร์ตคุ้มค่าในราคาน่าจ่าย

Sanook! Quick Drive : hyundai Veloster  สปอร์ตคุ้มค่าในราคาน่าจ่าย
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง


                เมื่อพูดถึงรถยนต์ที่เราซื้อหากันมาอย่างต่อเนืองฝนวงกว้างนั้น รถสปอร์ต จัดว่าเป็นรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอาจจะเรียกว่าน้อย ที่สุดด้วย ส่วนหนึ่งรถสปอร์ตมีราคาแพง แต่กระนั้นท่านชายหลายคนก็ยังคิดอยากจะเป็นเจ้าของด้วย เรือนร่างและสมรรถนะที่น่าลอง อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต

                แน่นอนว่ารถยนต์สปอร์ตสักคันกับชีวิตที่ใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อบอกความสำเร็จคงจะเป็นอะไรที่ดีใช่น้อย และตลาดรถยนต์กลุ่มนี้ก็เพิ่งกลับมาคึกคักหลังเจ้าตลาดชิมลางด้วยรถสปอร์ตรุ่นใหม่ และเมื่อเร็วๆนี้ ค่ายรถยนต์เกาหลี ก็ขอส่งมาลงชิงชัยกันดูบ้าง

                การมาขิง  Hyundai Veloster  ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ค่ายรถยนต์ฮุนไดให้ความแตกต่างด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหมายไปมาก และแม้บ้างจะทราบดีว่าที่ผ่านมาฮุนไดมีรถสปอร์ตมาทำตลาด และแต่ครั้งที่จะเป็นสิ่งที่ต่างออกไปแล้วเราก็เพิ่งไปสัมผัสมันมากัน

Hyundai VelosterHyundai Veloster

Hyundai Veloster

                Hyundai Veloster  ถือว่าเป็นรถที่หลายคนจะรู้สึกสะดุดตาได้ง่ายๆตั้งแต่รักแรกพบ มันเป็นรถที่ผสานแนวคิดการออกแบบในเชิงความเป็นปัจเจกมาพันผูกเข้ากับความสปอร์ตได้ย่างลงตัวจนไม่น่าเชื่อ โดยมันมาพร้อม  2 รุ่นให้เลือก ทั้งรุ่นปถุชน ในราคา 1.299 ล้าน บาท หรือจะขอแรงอีกนิดกับรุ่น  Turbo ที่เปิดราคาจำหน่าย  1.739 ล้านบาทเป็นค่าสินสอดรถคันนี้

 

จับใจเวอร์ชั่นธรรมดา ...ขับมันส์ๆ ก็ลงตัว

                งานนี้ Hyundai  จัดเต็มด้วยการให้เราไปสัมผัสเจ้าสปอร์ตคาร์ของค่ายแบบ นิดหน่อยชิมลางก่อนที่มันจะเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ โดย  Hyundai Veloster  ใหม่ นั้นเกิดขึ้นมาเป็นสปอร์ตคาร์ที่มาพร้อมเส้นสายการออกแบบใหม่ของ Hyundai , Fluidic sculpture  ให้ความลงตัวในเส้นสายที่จรดจากด้านหน้าไปยังบั้นท้าย ให้อารมณ์สปอร์ตแต่ไม่เข้มเกินไป พร้อมความทันสมัยที่สามารถสัมผัสได้จากการออกแบบ  โดยมาพร้อมโคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์และกระจังหน้าแบบ  6  เหลี่ยม รวมถึงฝากระโปรงที่ดุมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง

                ข้างประตู มีเขียนตัวเลข  2+1  ทำเอางงเล็กๆ แต่แล้ว เราก็ได้รีบคำอธิบาย จากการออกแบบประตูของ  Hyundai Veloster  ที่เน้นในการใช้งานสูงสุดและความแตกต่างอย่างมีชั้นเชิง ตัวรถ จึงถูกทำให้มีประตูทางฝั่งคนนั่ง  2 บาน ส่วนฝั่งคนขับมี 1 บาน หรือมองอีกมุมคู่หน้า  มี 2 บาน ด้านหลังมีบานเดียว โดยมือจับประตูบานหลังจะอยู่ที่ข้างกระจกช่วยให้ดูดีมีความลงตัวยิ่งขึ้น

Hyundai VelosterHyundai Veloster

นั่งแบบจัดเต็มใน Hyundai Veloster  ก็ไม่อึดอัด

                ทีเป็นแบบนี้ก็มาจากการคำนึงให้มันเป็นรถสปอร์ตที่ไม่ได้มีดีแค่หล่อสาวกรี๊ด แต่ยังต้องพกเพื่อนหรือสร้างสัมพันธภาพด้วยการขนสาวกหรือคนรู้จักไปในรถคันนี้ ซึ่งภายในห้องโดยสารเองก็ออกแบบมาในสไตล์  2+2 ตอบโจทย์เรื่องการใช้งานที่มีความลงตัว  ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย และยังให้ความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยในรุ่นธรรมดา เบาะผ้าถูกแนะนำเข้ามา พร้อมการออกแบบที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตทันสมัย ไม่ดูยัดเยียดในเรื่องอรรถรสการขับขี่มากเกินไป คนตัวยาว182  ซ.ม. สามารถนั่งได้อย่างสบาย  แบบไม่อึดอัด เช่นเดียวกับที่นั่งตอนหลัง ที่นั่งได้จริง เรียกว่าใช้งานได้จริงแบบรถทั่วไปเลยทีเดียว

                การขับขี่ใน  Hyundai Veloster  ครั้งนี้เป็นการทดสอบสั้นๆ โดยรวมก็เรียกว่าเอาพอหอมปากหอมคอ ส่วนใหญ่ ก็เป็นการโชว์สมรรถนะของรถ เพื่อให้มีการตอบโจทย์ในการใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญต่อคำว่า "รถสปอร์ต"

                Hyundai Veloster  รุ่นธรรมดา ใต้ฝากระโปรงนั้นมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6  ลิตร  ให้กำลังสูงสุด  130 แรงม้า ที่ 6,300  รอบต่อนาที  พร้อมแรงบิดสูงสุด 157 นิวตันเมตร ที่  4,850  รอบต่อนาที พ่วงมากับระบบเกียร์อัตโนมัติ  6  สปีดพร้อม Sequential Shift  ให้ความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

                พละกำลังที่ไม่แรงมากจนน่าใจหาย ทำให้  Hyundai Veloster  เป็นรถยนต์ทีมีการตอบสนองในเรื่องสปอร์ตแบบพอเพียงในรุ่นธรรมดา และเมื่อเราพร้อม ก็ไปเริ่มกันในสถานีแรกที่เน้นในการขับขี่แบบสลาลอม หวดเพื่อดูช่วงล่างและการตอบสนอง โดยในการขับสถานีนี้ จะใช้ความเร็ว 50  ก.ม./ช.ม. แต่เอาเข้าจริงก็หวดกันไปถึง   60 ก.ม./ช.ม.  ซึ่งมากกว่าที่กำหนดแต่ Hyundai Veloster  ก็ให้การตอบสนองดี พวงมาลัยถือว่าเฉียบกับอัตราทดที่ไม่ต้องให้บิดเอี้ยวมากมาย และ ตึงมือใช้ได้ น้ำหนักไม่เบาหวิวแล้วก็ไม่หนักเกินไป พอเหมาะ ๆ การไกวพวงมาลัย ผสานเข้ากันดีกับอัตราเร่งจากเครื่องยนต์  1.6  ลิตร ซึ่ง การตอบสนองเครื่องนต์กับฝ่าเท้า ถือว่าไม่ขี้เหร่ แม้จะมีแรงม้าน้อยก็ตาม

Hyundai VelosterHyundai Veloster

ณัฐยศ ชูบรรจง นักทดสอบ Sanook! Auto

                ระหว่างทางเราก็มาถึงสถานีเปลี่ยนเลน ซึ่งในจุดนี้คือการใช้ความเร็วต่อเนื่องในการเปลี่ยนเลน และ ที่น่าประทับใจก็ไม่พ้นช่วงล่างที่ตอบสนองดีเกินราคาที่ตั้งไว้ โช๊คและสปริงร่วมมือกันอย่างดีในการคุมการทรงตัวของรถให้อยู่หมัด และไม่รีรอที่จะลดการกระแทก แม้จะแอบกระด้างด้วยความต้องการที่มันเป็นรถสปอร์ตอยู่บ้างก็ตามที

                ท้ายที่สุด เรามาถึงสถานีอัตราเร่ง สถานีสุดท้าย ซึ่งการเร่งจากจุดหยุดนิ่งในสถิต 0-100 ตามสเป็คบอกเอาไว้ว่ารุ่น ได้ราวๆ 11.5  วินาที ซึ่งความจริงน่าจะอยู่ราวๆนั้น และจากที่ดูการตอบสนองของเกียร์ดรใช้ แส่วนอัตราเร่งก็ไม่ปรู๊ดปร๊าดในช่วงแรกแต่พอล้อหมุนแรงบิดมาช่วงรอบกลาง      มันจะวิ่งเร็วชนิดไม่อายใคร แต่แน่ล่ะว่า 130  แรงม้า อาจจะโดนสวนได้ จากบรรดารถหรู หรือกระบะรุ่นใหญ่ที่สมัยนี้ ตัวเลขแรงม้าแค่นี้เร็วกว่า ซิตี้คาร์นิดหน่อย เท่านั้นเอง

 

เร้าใจตัวจริงต้องเทอร์โบเท่านั้น

                น้อยครั้งที่เราจะเห็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เทอร์โบเข้ามาขายในไทย และ  Hundai Veloster  ก็ถือว่าเป็นอีกค่ายที่มาตอบสนองในเรื่องนี้ ด้วยความต้องการในการให้รถยนต์สปอร์ตดุดันสายพันธุ์จริง ออกมาสู่ถนน ซึ่งราคาค่าตัว 1.739 ล้านบาทกับ  186 แรงม้า ถือว่าไม่ได้มากมายนัก

                Hyundai Veloster  Turbo   ภาพรวมของมันคือพี่ใหญ่ที่คมเข้ามากขึ้น สำหรับสปอร์ตเพื่อคอสปอร์ตตัวจริง โดยคุณสามารถแยกแยะได้จากภายนอก ซึ่งจะมีการตบแต่งที่เปลี่ยนไป ใบหน้าที่มีโครเมี่ยม กันชนหน้าที่ดูสปอร์ตแบบติ๋มๆ ถูกปรับให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้นในความดุดัน กันหน้ามาช่องรับอากาศขนาดใหญ่ ทำให้มีค่าสัมประสิทธ์เสียดทานลดลงเหลือเพียง  0.32  เท่านั้น

                โดยพร้อมกันนี้ยังมอบล้ออัลลอยขนาด  18 นิ้ว  พร้อมยาง 215/40/18 มาตอบโจทย์ เรื่องความหล่อ เช่นเดียวกับบั้นท้ายที่ดูดุมากขึ้น แต่ก็แอบงง กับท่อไอเสียคู่ที่ดูแปลกๆทรงทันสมัยไปเสียแบบนั้น รวมถึงยังมีซันรูฟมาให้พร้อมกันด้วย เพื่อความหล่อที่มากขึ้น

                ด้านเครื่องยนต์  Hyundai Veloster  Turbo  ปรับเอาเครื่องยนต์  1.6 ลิตรเดิมมาเพิ่มเทอร์โบแบบช่องคู่  หรือ  Twin Scroll  ซึ่งให้ความสามารถในการบูสต์เพิ่มพลังเครื่องยนต์ดีขึ้น สมรรถนะเร้าใจยิ่งกว่าเดิมราวๆ  7-8% กลับกันยังให้ความลงตัวด้วย ความประหยัดที่ขึ้น 5 % ไปพร้อมกันด้วย ตามคำกล่าวอ้างของ ฮุนได

                การเพิ่มหลังเครื่องยนต์นี้ทำให้ Hyundai Veloster Turbo   สามารถตอบโจทย์เรื่องกำลังได้สูงถึง  186 แรงม้า ที่   5,500 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่  256  นิวตันเมตรที่ 1,500-4,500 รอบต่อนาที และยังผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร  5  เช่นเดิม มันยังมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ Sequential Shift  แถมครั้งนี้ยังมาพร้อมระบบเกียร์  Paddle shift เปลี่ยนเกียร์สั่งได้ที่พวงมาลัย

                หน้าตาที่ดุดัน ทำให้เรารู้สึกอยากลองขึ้นมา และเมื่อขึ้นขับ ความสบายต่างที่ตัดเตรียมมาในห้องโดยสารถือว่าทำได้ดีและลงตัวกว่าที่รุ่นธรรมดา เบานั่งแบบหนังช่วงเพิ่มเสน่ห์ความหรู เช่นเดียวกับ ซันรูฟที่มีช่องรับแสง ทำให้มันมีความลงตัวมากขึ้น เราตัดสินใจขอเปิดขับกินลมชมวิวจัดฟีลลิ่งสปอร์ตเต็มที่พร้อมกระจกคู่หน้า เพื่อความเท่ห์แบบดูดี

                เสียเครื่องยนต์เทอร์โบเดินเงียบตอนที่เราไหลออกไป การไร้ซึงเสียงมีข้อดี เช่นเดียวกันมันก็ให้ดาบสองคมสำหรับคนชอบความแรง เพรามันดูแล้วไม่แรงเท่าไรนัก จะว่าไปความนิ่มนวลอาจจะไม่ใช่โจทย์ที่สำคัญของรุ่นนี้ และเมื่อถึงสถานีแรก ครั้งนี้เราขอลองใส่เต็มมากขึ้นที่   70  ก.ม./ช.ม.  ตอบเรื่องการควบคุมได้ดี แต่ดุเหมือนงานนี้ การเพิ่มเทอร์โบเข้ามาจะทำให้รถหนักขึ้น ซึ่งทำให้เรื่องความคล่องตัวลดลงไปบ้างเล็กน้อย แถมการเซทช่วงล่างแทบจะเรียงว่าต่างกันสิ้นเชิง สปริงดูจะหนืดกว่าเพื่อการยึดเกาะ แต่กลับกันก็ยังมีการคอบสนองที่เร็วใช้ได้แต่ไม่เท่ากับรุ่นธรรมดา ทำให้กลายเป็นว่ารุ่นธรรมดา ขับเน้นช่วงล่างจะดีกว่าอย่างชัดเจน

                เรามาถึงสถานีอัตราเร่งงานนี้ลองทำ  0-100  สไตล์ขำๆ ตามข้อมูลโชว์ตัวเลข 8.1 วินาที แต่งาน มาแบบ เปิดหน้าต่างและกระจกคู่หน้ารวมซันรูฟ นั่ง  3  คน เราได้ ตัวเลขที่ 10.2  วินาที โดยเรื่องความแรงมันแน่นอนด้วยการตอบสนองที่ดีจากชุดคันเร่งตั้งแต่ออกตัวและความนุ่มนวลและต่อเนื่องของเกียร์ก็ช่วยลดการสูญเสียกำลัง ทำให้มีความเป็นปัจเจกในตัวตนเรื่องความแรงชัดเจนที่ดีขึ้น สำหรับคอสปอร์ตตัวจริง

                แน่นอนว่า Hyundai Veloster  และ  Hyundai Veloster Turbo   อาจจะไม่ใช่รถที่ทุกคนมองหา เอาไว้ใช้งาน แต่ถ้าคุณมองหารถที่เท่ห์ เร้าใจ ตอบสนองดี ขนเพื่อนได้ รับรองว่า แค่ได้ลองขับคุณจะไม่เปลี่ยนใจจากมันเลย ... โดยเฉพาะเมื่อสามารถคบหาความแรงได้ในราคาไม่เกิน 2  ล้านบาท  ด้วยแล้ว ยิ่งน่าโดน