รีวิว Suzuki Ertiga Dreza ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ปรับหรูขึ้น สมรรถนะเกินคาด

รีวิว Suzuki Ertiga Dreza ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ปรับหรูขึ้น สมรรถนะเกินคาด
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

      ที่ผ่านมา Suzuki Ertiga ถูกทำตลาดในบ้านเราแบบเงียบๆ ทำให้หลายคนมองข้ามรถครอบครัวรุ่นนี้ไปอย่างน่าเสียดาย น่าเสียดายตรงไหนน่ะหรือครับ? ก็มันเป็นเอ็มพีวีรุ่นเล็กที่มีสมรรถนะดีพอๆกับคู่แข่ง หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไป!


      หลังจากที่ Ertiga โฉมปัจจุบันทำตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงเข็นตัวไมเนอร์เชนจ์ตามมาเพื่อเพิ่มความสดใหม่ในตลาด ซึ่งคราวนี้มาพร้อมรูปลักษณ์หน้าตาที่หรูหรากว่าเดิม รวมถึงฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย

      บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเชิญทีมงาน Sanook! Auto เข้าร่วมทดสอบสมรรถนะของ Suzuki Ertiga ใหม่ บนเส้นทางพิษณุโลก-สุโขทัย-อุตรดิตถ์ รวมระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ซึ่งเท่าที่สัมผัสก็บอกได้เลยว่า หากใครกำลังมองหารถครอบครัว 7 ที่นั่ง ในระดับราคา 6 แสนกลางๆ ไปจนถึง 7 แสนบาทต้นๆ อย่าเพิ่งมองข้ามรถรุ่นนี้ไปโดยเด็ดขาด!

 

      Suzuki Ertiga ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ซึ่งดีไซน์ภายนอก-ภายในของทั้ง 2 รุ่น แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มต้นด้วยรุ่น GL ที่เป็นรุ่นรอง ซึ่งมีหน้าตาที่ดูสวยเรียบกว่า ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ขณะที่ภายในยังคงจัดวางห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มีระบบปรับอากาศให้ทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ ทั้งด้านหน้าและหลังเช่นกัน ขณะที่ขุมพลังเหมือนกับรุ่นท็อปทั้งหมด

      แต่คันที่เราทดสอบในครั้งนี้ เป็นรุ่นท็อปสุดที่มีชื่อพ่วงท้ายว่า Dreza (อ่านว่า เดรซ่า) ซึ่งมีรูปลักษณ์ต่างออกไปจากรุ่น GL อย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมดูแล้วทางซูซูกิคงพยายามทำให้ Ertiga ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ เป็นรถเอ็มพีวีรุ่นเล็กที่แฝงด้วยความหรูหรามากขึ้น

 

      ด้านหน้าของ Ertiga Dreza ติดตั้งไฟหน้าแบบฮาโลเจนทรงเดิม แต่เปลี่ยนกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีลวดลายที่ดูหยาดย้อยสวยงาม ตกแต่งกันชนด้วยแถบโครเมี่ยมขนาดใหญ่ พาดตลอดแนวกันชนจากซ้ายไปขวา มุมกันชนติดตั้งไฟแบบ LED และไฟตัดหมอก

 

      ขณะที่ด้านข้างเพิ่มเติมจากรุ่นเดิมด้วยสเกิร์ตที่ตกแต่งด้วยแถบโครเมี่ยม พร้อมกระจกมองข้างแบบมีไฟเลี้ยวในตัว สามารถปรับและพับได้ด้วยไฟฟ้า ไล่มาด้านท้ายยังคงติดตั้งไฟท้ายทรงเดิม แต่เพิ่มแถบสีแดงบริเวณประตูหลังต่อเนื่องมาจากชุดไฟท้าย ตกแต่งด้วยโครเมี่ยมพร้อมปั๊มชื่อ ERTIGA ขนาดใหญ่เอาไว้ กันชนแบบสปอร์ตถูกออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน

 

      ด้านท้ายยังถูกติดตั้งเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลังแบบ 2 จุด พร้อมปุ่มปิดการทำงานไว้ภายในรถเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น

      นอกจากนั้น ยังติดตั้งสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 และล้ออลูมิเนียมอัลลอยสีทูโทนขนาด 15 นิ้ว พร้อมยางขนาด 185/65 R15

 

      ห้องโดยสารภายในของรุ่น Dreza ตกแต่งด้วยสีเบจพร้อมลายไม้ คอนโซลกลางติดตั้งเครื่องเสียงขนาด 2 DIN รองรับ CD ได้ 1 แผ่น รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB ขับกำลังเสียงผ่านลำโพงรอบคัน 6 ตัว ซึ่งเป็นทวีตเตอร์จำนวน 2 ตัวติดตั้งไว้ด้านหน้า พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบริเวณพวงมาลัย

      ไล่ลงมาเป็นแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศแบบหมุน ใช้งานง่าย เลื่อนลงมาอีกจะพบกับช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ และช่อง USB ติดตั้งไว้ด้านใน สามารถใช้วางโทรศัพท์หรือของกระจุกกระจิกได้ รวมถึงช่องวางแก้วน้ำจำนวน 1 ใบ นอกจากนั้น ยังมีช่องวางแก้วน้ำแบบพับเก็บได้ บริเวณช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ช่วยให้เครื่องดื่มคงความเย็นได้ด้วย

 

      ด้านฝั่งผู้ขับขี่จะพบกับพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ดีไซน์คุ้นหน้าคุ้นตาดี สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้เท่านั้น ไม่สามารถเลื่อนเข้า-ออกได้ ติดตั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงไว้ด้านซ้ายมือ มาตรวัดความเร็วดีไซน์เรียบๆ แต่บอกข้อมูลที่จำเป็นได้ครบครัน รวมถึงอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น ที่หลายค่ายเปลี่ยนไปใช้เป็นแบบไฟสัญลักษณ์กันหมดแล้ว

      ชุดมาตรวัดยังประกอบไปด้วยหน้าจอแสดงผลสำหรับบอกอัตราสิ้นเปลือง และค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมัน รวมถึงอุณหภูมิภายนอกตัวรถได้

 

      จุดเด่นของ Ertiga ก็คือเบาะนั่งแบบ 3 แถว ที่รองรับการโดยสาร 7 ที่นั่งได้จริง โดยเบาะแถวที่ 2 สามารถปรับพับได้แบบ 60:40 สามารถเลื่อนหน้า-หลังได้ ปรับเอนได้เพิ่มความสบายในการโดยสาร ติดตั้งพนักพิงศีรษะให้ 2 ตำแหน่ง รวมถึงมีที่วางแขนแบบพับได้มาให้

      ขณะที่เบาะนั่งแถว 3 สามารถแยกพับแบบ 50:50 แต่ไม่สามารถปรับเอนได้ มีพนักพิงศีรษะให้ 2 ตำแหน่ง

 

      ซึ่งผู้เขียนที่มีความสูง 173 เซนติเมตร สามารถโดยสารเบาะนั่งแถว 3 ได้อย่างสบายๆ ไม่อึดอัด พื้นที่เหนือศีรษะเหลือช่องพอให้สอดมือเข้าไปได้ เพียงแต่ต้องเลื่อนเบาะนั่งแถวที่ 2 ขึ้นไปข้างหน้า ก็จะเหลือพื้นที่วางขาให้กับผู้โดยสารแถว 3 อย่างเหลือเฟือ ส่วนคนที่นั่งแถว 2 ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอึดอัด เพราะยังมีพื้นที่วางขาให้อยู่พอประมาณ ถือเป็นเอ็มพีวีรุ่นเล็กที่ออกแบบพื้นที่ภายในมาให้รองรับการใช้งานได้จริง

      แต่หากโดยสารกันแบบเต็มคันจริงๆ ก็จะทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังลดลงไป จะวางได้ก็ต้องเป็นกระเป๋าเดินทางแบบผ้าขนาดย่อมเยาเสียหน่อย ดังนั้น หากจะใช้เดินทางไปค้างคืนต่างจังหวัดแบบ 6-7 คนเต็มคัน คงต้องพิจารณาในจุดนี้ด้วย แต่หากเป็นการเดินทางระยะสั้นๆ เช่น ไปทานข้าว ไปเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับ ฯลฯ อันนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

 

      ทั้ง Suzuki Ertiga Dreza และรุ่น GL ติดตั้งเครื่องยนต์รหัส K14B ความจุ 1,373 ซีซี 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด ซึ่งหากใครเห็นสเป็คอาจเบือนหน้าหนี แต่ เออร์ติก้า ไมเนอร์เชนจ์ ใหม่ มีการรีดน้ำหนักลงจากเดิมอีก 70 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควรเลยทีเดียว

      ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังแบบทอรชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรก มีช่องระบายความร้อน ด้านหลังแบบดรัมเบรก

      ระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล็อคและกระจายแรงเบรก ABS/EBD กุญแจนิรภัย Immobilizer ป้องกันกุญแจผี รวมถึงเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ 3 จุด จำนวน 4 ที่นั่ง และแบบ 2 จุด จำนวน 3 ที่นั่ง

 

เริ่มต้นออกเดินทางกันเลยดีกว่า

      การทดสอบครั้งนี้อย่างที่บอกไปแต่ต้นแล้วว่า รถที่เราขับเป็นรุ่น ‘Dreza’ ซึ่งใช้ขุมพลังและช่วงล่างแบบเดียวกับรุ่น GL ทุกประการ จึงพอให้สามารถใช้อ้างอิงร่วมกันได้

      อัตราเร่งของ Ertiga นั้น แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์ขนาดเพียง 1.4 ลิตร แถมยังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด แต่กลับสามารถไต่ความเร็วได้อย่างทันใจ คันที่เรานั่งมีผู้โดยสารรวมคนขับทั้งหมดอยู่ถึง 4 คน แต่กลับไม่มีความรู้สึก ‘อืด’ ให้เห็นเลย เครื่องยนต์ยังคงสามารถพาผู้โดยสารหนุ่มทั้งสี่ พุ่งทะยานไปแตะความเร็วระดับเดินทางไกลได้อย่างสบายๆ

 

      ด้านอัตราทดเกียร์นั้น คงต้องยอมรับว่ายังไงเกียร์ 4 สปีด คงไม่ลื่นไหลต่อเนื่องเหมือนกับค่ายอื่นที่ใช้เกียร์ 5 สปีดขึ้นไป หรือเกียร์จำพวก CVT ได้ แต่การใช้งานจริงก็ไม่ได้น่ารำคาญแต่อย่างใด ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ยังคงอยู่ในระดับเกียร์อัตโนมัติทอร์คคอนเวิตเตอร์ทั่วไป ไม่ได้ถึงกับดีเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้ช้าอืดอาดเหมือนรถบางค่ายในตลาด

      ช่วงล่างเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่า Ertiga ทำการบ้านมาได้ดีในรถระดับนี้ ยังคงให้ความมั่นใจแม้ใช้ความเร็วระดับ 100-120 กม./ชม. ช่วงล่างไม่แข็งไม่นิ่มจนเกินไป สามารถโดยสารได้สบายๆ หากพื้นถนนมีลักษณะขรุขระ ก็พอจะออกอาการแข็งให้เห็นบ้าง แต่โดยรวมถือว่าเป็นรถที่นั่งสบาย ไม่เครียด ไม่อึดอัด สำหรับการเดินทางไกลทั้งครอบครัว

      ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของ Ertiga คือ ห้องโดยสารที่แม้ว่าจะมีขนาดโอ่โถ่ง ใหญ่โต แต่ตัวเบาะกลับมีฟองน้ำที่ค่อนข้างนุ่มนิ่มไปนิด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้าถ้าต้องนั่งนานๆ รวมถึงดีไซน์ตัวเบาะเองที่ไม่ค่อยมีเว้าซัพพอร์ตร่างกายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่นักหากใช้งานจนชิน

 

      สรุป Suzuki Ertiga ถือเป็นรถเอ็มพีวีขนาดเล็กที่รองรับการใช้งานได้ 7 ที่นั่งจริง ปรับไมเนอร์เชนจ์ดีไซน์หรูหรายิ่งขึ้น สมรรถนะเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร จัดว่าเกินตัว ช่วงตีนต้นจัดจ้านใช้ได้ แม้นั่งกัน 4 คนก็ไม่รู้สึกอืด ตีนปลายแผ่วไปบ้าง แต่ใช้งานในย่านความเร็วตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อ็อพชั่นที่ให้มาแม้ไม่ถึงกับฟู่ฟ่าอลังการ แต่ก็ถือว่าครบ เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

      Suzuki Ertiga ทั้งรุ่น GL และ Dreza น่าจะตอบโจทย์บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวสัก 5-7 คน อยากได้รถที่เดินทางไปไหนได้ทั้งบ้าน ไม่ต้องแบ่งกันไป 2 คัน ในงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก หากจะใช้งานคนเดียวหรือสองคน ก็กระฉับกระเฉง คล่องตัว แถมยังได้พื้นที่เก็บสัมภาระบานตะไท ถือเป็นรถที่ไม่ควรมองข้ามอีกคันครับ



ราคาจำหน่าย 2016 Suzuki Ertiga ไมเนอร์เชนจ์ ใหม่ มีดังนี้:-

  • Suzuki Ertiga GL ราคา 655,000 บาท
  • Suzuki Ertiga Dreza ราคา 715,000 บาท *รุ่นที่ใช้ในการทดสอบ

 

     ขอขอบคุณคณะผู้บริหารและทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบรถยนต์และอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี