รีวิว Toyota Hilux Revo 2015 ใหม่ สวยลงตัว ขับสนุก อ็อพชั่นเพียบ

รีวิว Toyota Hilux Revo 2015 ใหม่ สวยลงตัว ขับสนุก อ็อพชั่นเพียบ
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     Toyota Revo 2015 ใหม่ เป็นรถกระบะที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลามหลังจากถูกเปิดตัวไปช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นแบรนด์เจ้าตลาดในไทย ประกอบกับความสดใหม่ที่ไม่มีใครเทียบได้ ณ วินาทีนี้ ช่วยกระตุ้นตลาดรถกระบะของไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

     Sanook! Auto จึงไม่พลาดที่จะเข้าร่วมทดสอบ โตโยต้า รีโว่ 2015 ใหม่ บนเส้นทางพิษณุโลก-อุดรธานี เพื่อกลับมาบอกเล่าประสบการณ์การขับขี่ให้คุณผู้อ่านได้รับทราบกัน

     โตโยต้า รีโว่ ใหม่ ถือเป็นรถกระบะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวถังหรือแชชซีส์ ซึ่งวิศวกรของโตโยต้าลงทุนจับตะแคงตัวถังรถ ทั้งรีโว่ ใหม่ และวีโก้ แชมป์ เดิม เพื่อพิสูจน์ให้เราเห็นกันชัดๆ เลยว่า แม้แต่แชสซีส์ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่หมดจริงๆ (ติดตามได้ในช่วงท้ายๆ ของบทความครับ)

     โตโยต้า รีโว่ ตัวที่เราได้รับทดสอบในครั้งนี้ เป็นรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู 2.8G 4x4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ซึ่งถือว่าเป็นตัวท็อปสุดของรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน หากขยับขึ้นไปก็จะเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดนั่นเอง

 

     ก่อนอื่นเราขอพาไปดูรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน โดยรวมแล้ว โตโยต้า รีโว่ ใหม่ ถูกออกแบบให้ถูกคล้ายกับรถเก๋งมากขึ้น ซึ่งความสวยงามก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน แต่เท่าที่เราดูแล้วก็ถือว่าโฉบเฉี่ยว ลงตัวไม่เบา มีกลิ่นอายของเก๋งซีดานร่วมค่ายอย่าง ‘วีออส’ และ ‘อัลติส’ อยู่ไม่น้อย

     ไฟหน้าในรุ่น 2.8G ดับเบิ้ลแค็บ เป็นไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ร่วมสมัย กระจังหน้าโครเมี่ยมซี่แนวนอนขนาดใหญ่ออกแบบให้เชื่อมไฟหน้าทั้งสองข้างเข้าไว้ด้วยกัน กันชนด้านล่างติดตั้งไฟตัดหมอกแบบฮาโลเจนทรงกลม ล้อมด้วยกรอบสีดำ

     ไฟหน้าของ ไฮลักซ์ รีโว่ ทุกรุ่น มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ เริ่มกันตั้งแต่รุ่นซิงเกิ้ลแค็บเลยทีเดียว ซึ่งตำแหน่ง OFF บนก้านไฟเลี้ยวปกตินั้น จะถูกแทนที่ด้วยตำแหน่ง AUTO รวมไปถึงไฟ Daytime Running Light (ในรุ่นรองเป็นแบบฮาโลเจน) และระบบ Follow-me-home ที่หน่วงเวลาปิดไฟหน้าให้ 30 วินาที สำหรับส่องทางเข้าบ้านหรือหากุญแจอะไรก็ว่ากันไป

 

     ไล่มาทางด้านข้าง จะเห็นเส้นสายที่ออกแบบให้โป่งนูนกว่ารุ่นก่อน ช่วยเพิ่มลุคบึกบึนมากขึ้น ติดตั้งมือจับประตูแบบโครเมี่ยม บันไดข้างสีดำ ตัวถังวางอยู่บนล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางแบบ All Terrain ขนาด 265/65 R17

     ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายทรงสามเหลี่ยมแนวตั้ง พร้อมไฟตัดหมอกหลังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในกรณีฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัด (แต่หากอากาศดีก็อย่าเผลอไปเปิดเสียล่ะ! อาจโดนสาปแช่งแบบไม่รู้ตัวได้ ฮาๆ) ติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED บริเวณฝากระบะท้าย พร้อมกันชนท้ายตกแต่งด้วยโครเมี่ยมพร้อมแผ่นกันลื่นสีดำ

 

     ขยับเข้ามาภายในห้องโดยสารเห็นได้ชัดว่าปรับปรุงให้มีความเป็นรถเก๋งมากขึ้นเช่นกัน ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ ตัดด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสีน้ำตาล ฝั่งผู้ขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง (เดินหน้า-ถอยหลัง-ขึ้น-ลง) ฝั่งผู้โดยสารปรับได้ 4 ทิศทาง เบาะหลังมาพร้อมที่พักแขนแบบพับเก็บได้ มีช่องสำหรับวางแก้วให้ 2 ตำแหน่ง พร้อมตัวเบาะที่สามารถปรับยกขึ้นแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร

 

     คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก พร้อมแถบสีเงิน พร้อมช่องแอร์ตกแต่งด้วยสีเงินเหนือคอนโซลหน้า ไล่ลงมาเป็นเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส รองรับแผ่น DVD ได้ มีพอร์ต USB และ AUX มาให้ พร้อมบลูทูธสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเพื่อการสนทนาและฟังเพลงในตัวเครื่อง ติดตั้งระบบนำทาง T-Connect มาให้ ขับกำลังเสียงผ่านลำโพงรอบคัน 6 จุด รวมถึงใช้แสดงผลจากกล้องมองหลังได้อีกด้วย

 

     ติดตั้งระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Single-zone ปรับอุณหภูมิขึ้น-ลงได้ทีละ 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งความรวดเร็วในการทำความเย็นนั้น ขึ้นชื่อว่าโตโยต้าก็หายห่วงได้เลย นอกจากนั้นยังติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาให้ด้วย โดยช่องแอร์จะอยู่หลังคอนโซลกลาง ให้ความแรงลมค่อนข้างดี ขณะกล่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางยังติดตั้งช่องจ่ายไฟแบบ 220 โวลต์มาให้ สามารถใช้ปลั๊กไฟบ้านทั่วไปมาเสียบได้อย่างสบายๆ

 

     หน้าปัดบอกความเร็วเป็นแบบเรืองแสง Optitron พื้นหลังสีฟ้า ตัวหนังสือสีขาว อ่านง่าย สบายตา พร้อมหน้าจอสี MID แบบเดียวกับที่พบใน ‘คัมรี่’ สำหรับแสดงข้อมูลการขับขี่, ระบบนำทาง, ระบบความบันเทิง ฯลฯ

     พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน หุ้มด้วยหนัง สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง (สูง-ต่ำ-เข้า-ออก) แผงปุ่มด้านซ้ายสำหรับควบคุมระบบเครื่องเสียง ด้านขวาไว้สำหรับควบคุมหน้าจอ MID พร้อมก้านควบคุมระบบ Cruise Control ติดตั้งไว้ด้านใน

 

     ติดตั้งปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ทำงานคู่กับกุญแจอัจฉริยะ กระจกหน้าต่างทั้ง 4 บาน สามารถเปิด-ปิดได้แบบอัตโนมัติ พร้อมเซ็นทรัลล็อคที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนดไว้ นอกจากนั้น คอนโซลด้านหน้ายังมีฟังก์ชั่น Cool Box ที่ดึงความเย็นจากท่อลมแอร์มาหมุนเวียนในกล่องเก็บของสำหรับแช่เครื่องดื่มหรือขนมอะไรก็แล้วแต่ เรียกว่าเป็นน้องๆตู้เย็นเลยทีเดียว

 

     เครื่องยนต์ของ โตโยต้า รีโว่ ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยคันที่เราทดสอบติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ รหัส 1GD-FTV (High) ความจุ 2.8 ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า (PS) ที่ 4,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 2,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะแบบ iMT (จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวอธิบายให้ฟังช่วงทดสอบครับ)

     ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบแหนบซ้อนที่ถูกปรับปรุงให้นั่งสบายมากขึ้น ระบบเบรกแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม ตามสไตล์รถกระบะทั่วไป นอกจากนั้นยังติดตั้งระบบ Diff-lock ที่ช่วยล็อคเฟืองท้ายช่วยกระจายแรงบิดล้อคู่หลังทั้งสองข้างให้เท่าๆกัน เพื่อให้ผ่านอุปสรรคบนทางออฟโรดได้ง่ายขึ้น

 

     ตัวถังของ รีโว่ ใหม่ มีความยาวตลอดแนวที่ 5,330 มม. กว้าง 1,855 มม. สูง 1,815 มม. ความยาวฐานล้อ 3,085 มม. พร้อมระยะต่ำสุดถึงพื้น 286 มม. ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เราเคยเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง (อ่านที่นี่) ซึ่งถือว่าตัวถังของรีโว่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถกระบะที่เราเปรียบเทียบในครั้งนั้น

     ด้านระบบความปลอดภัยนั้น Revo ใหม่ ติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ได้แก่ คู่หน้า, หัวเข่าฝั่งคนขับ, ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย ระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบควบคุมการส่ายของเทรลเลอร์ด้านท้าย TSC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัด HAC ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาด DAC ขณะที่ภายในห้องโดยสารติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดครบทั้ง 5 ที่นั่ง มาพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติสำหรับเบาะคู่หน้า

 

     ถึงเวลาที่เราจะมาพูดถึงการขับขี่กันเสียที โดยเส้นทางที่เราใช้ทดสอบในครั้งนี้ เราเดินทางจากสนามบินพิษณุโลก มุ่งหน้าไปยังตัวเมืองจังหวัดอุดรธานี รวมระยะทางแล้วเกือบๆ 400 กิโลเมตรเลยทีเดียว ซึ่งระหว่างทางมีให้ทดสอบทั้งช่วงขึ้นเขา ลงเขา รวมถึงทางราบ ที่ช่วยให้เราได้ทดสอบกันอย่างครบอรรถรส

 

     เริ่มต้นออกเดินทางผู้เขียนเองมีโอกาสทดลองเป็นผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งถือว่าเป็นรถกระบะที่สามารถโดยสารด้านหลังได้สบายในระดับหนึ่ง ตัวพนักพิงเบาะหลังถูกเซ็ทให้เอนพอประมาณ สามารถโดยสารไกลๆได้แบบไม่ปวดหลัง แต่ทว่าก็ยังมีคู่แข่งอย่างไทรทันที่เบาะหลังสามารถโดยสารได้สบายกว่านี้ ขณะที่พื้นที่ช่วงขาสำหรับผู้โดยสารด้านหลังยังดูคับแคบไปนิด สำหรับผู้เขียนที่มีความสูง 173 เซนติเมตร กับเบาะหน้าที่ถูกปรับเลื่อนให้เข้ากับผู้โดยสารอีกคนที่มีความสูงประมาณ 180 เซนติเมตร

     แต่สิ่งที่ประทับใจสำหรับผู้โดยสารตอนหลังคือการที่ติดตั้งราวจับบริเวณเสากลางมาให้เพิ่มขึ้นอีกข้างละ 1 อัน ซึ่งมีประโยชน์ในการขึ้น-ลง รวมถึงการยึดเหนี่ยวในขณะเข้าโค้ง เป็นต้น ขณะที่ช่องแอร์ด้านหลังให้ความเย็นสบาย สามารถกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง

 

     ขณะที่แรงสะเทือนจากช่วงล่างนั้น ทางวิศวกรของโตโยต้าเองระบุว่า โตโยต้า รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บนี้ ถูกออกแบบเน้นความสบายในการโดยสารยิ่งขึ้น ด้วยช่วงล่างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพถนนเมืองไทยโดยเฉพาะ ซึ่งจากการทดลองนั่งดูก็พบว่า มีความนิ่มขึ้นจากเดิมค่อนข้างชัดเจน

     หลังจากแวะรับประทานอาหารกันที่ภัตตาคารเมืองหล่ม ในเขตอำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ผู้เขียนเองก็ได้มาเป็นผู้ขับขี่บ้าง ซึ่งความประทับใจแรกคงหนีไม่พ้นอัตราเร่งจากแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ประกอบกับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด ที่เรียกได้ว่ากดเป็นมา มีพละกำลังให้ใช้แบบเหลือเฟือ

 

     การขับขี่ด้วยความเร็วสูงนั้น ด้วยอัตราทดเกียร์ธรรมดา 6 สปีด นอกจากจะช่วยถ่ายทอดพละกำลังได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังช่วยทดรอบเครื่องยนต์ที่ความเร็วสูง เพื่อไม่ให้รอบสูงจนเกินไป โดยความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์เพียง 1,500 รอบต่อนาทีที่ตำแหน่งเกียร์ 6 หากขยับขึ้นมาที่ 2,000 รอบต่อนาที ก็จะได้ความเร็วถึง 130 กม./ชม. เลยทีเดียว (อ้างอิงตามหน้าปัดของรถ)

     น้ำหนักพวงมาลัยถูกเซ็ทมาค่อนข้างดีไม่เบาโหวงจนเกินไป รวมถึงอัตราทดพวงมาลัยแบบพอดีๆ ไม่ไวและไม่ช้าจนเกินไป ให้ความมั่นใจมากขึ้นในความเร็วสูง ความหนาของตัวพวงมาลัยก็ให้ความกระชับมือดีทีเดียว ถือเป็นพวงมาลัยในกลุ่มรถกระบะที่ผู้เขียนแทบไม่มีปัญหาอะไรกับมันเลย

 

     อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชมเชยคือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารของรีโว่ใหม่ ที่จะมีให้ได้ยินชัดๆก็เห็นจะเป็นเสียงลมตั้งแต่ระดับความเร็ว 140 กม./ชม.ขึ้นไป นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงลมปะทะจากภายนอก, เสียงเครื่องยนต์, เสียงจากพื้นถนนถือว่าเงียบมาก สามารถสนทนากับผู้โดยสารข้างๆ ได้แบบไม่ต้องตะเบงเสียงให้ระคายคอเลย

     ช่วงล่างนั้น แม้ว่าจะถูกปรับจูนให้นุ่มนวลขึ้นกว่ารุ่นก่อน แต่การเกาะถนนก็ถือว่ายังทำได้ดี สามารถเล่นโค้งลึกๆ ในระดับความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม. ได้อย่างไม่ยากเย็น โดยรวมให้ความรู้สึกหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังพอสัมผัสได้ถึงความแข็งอยู่บ้าง ซึ่งหากขับผ่านผิวถนนที่มีสภาพขรุขระ ช่วงท้ายของตัวรถก็มีอาการกระเด้งกระดอนให้เห็นอยู่นิดหน่อย

 

     ระบบเกียร์ธรรมดาแบบ iMT 6 สปีด มาพร้อมปุ่มเปิด-ปิดฟังก์ชั่นการทำงานของระบบ iMT ซึ่งโตโยต้าระบุว่าช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ราบเรียบยิ่งขึ้น จากการทดลองใช้งานก็พบว่า ระบบ iMT จะคำนวณรอบเครื่องยนต์ไว้ล่วงหน้าเมื่อมีการโยกคันเกียร์ไปยังตำแหน่งต่างๆ ทั้งการเปลี่ยนขึ้นและเปลี่ยนลง โดยช่วงเสี้ยววินาทีก่อนที่คลัทช์จะถูกปล่อย รอบเครื่องยนต์จะถูกปรับให้เข้ากับความเร็วที่สัมพันธ์กับตำแหน่งเกียร์นั้นๆทันที ส่งผลให้ไม่มีอาการสะดุดในช่วงปล่อยคลัทช์ (ซึ่งอาการที่ว่านี้จะพบบ่อยในผู้ที่เพิ่งหัดขับรถเกียร์ธรรมดาใหม่ๆนั่นเอง)

 

     ภายหลังเสร็จสิ้นการทดสอบ รีโว่ ใหม่ ทางทีมวิศวกรของโตโยต้าเองก็ไม่รอช้าเชิญท้าพิสูจน์ข้อสงสัยของใครหลายคนที่ยังแคลงใจว่า แท้จริงแล้ว ‘รีโว่’ ยังคงใช้แพล็ตฟอร์มเดียวกับ ‘วีโก้’ เดิมหรือไม่? ดังนั้น ทีมงานของโตโยต้าเองจึงได้จับเอาทั้ง ‘รีโว่’ และ ‘วีโก้’ มายกตะแคงข้างๆกัน เพื่อวัดแชสซีส์กันจุดต่อจุดเลยว่าเป็นของใหม่จริงหรือไม่กันแน่ ซึ่งข้อสรุปก็ออกมาตามที่เห็นในภาพนี่แหละครับ โดยรวมแล้วมันแสดงให้เห็นถึงว่า แชสซีส์ของ รีโว่ มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า วีโก้ ในแทบจะทุกจุด ซึ่งจากการคำนวณแสดงให้เห็นว่าแชสซีส์ของ ‘รีโว่’ ใหม่ แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมถึง 44 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

 

     สรุป Toyota Revo 2015 ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ใหม่ ปรับปรุงภายนอกสวยงามลงตัว ทันสมัยยิ่งขึ้น เพิ่มอ็อพชั่นภายในเทียบได้กับรถเก๋ง กำลังเครื่องยนต์ดี แรงบิดมหาศาล ช่วงล่างปรับปรุงนิ่มขึ้น แต่ยังติดท้ายกระดอนนิดๆ เกียร์ธรรมดามาพร้อมลูกเล่นเอาใจมือใหม่  พวงมาลัยน้ำหนักดีขึ้น ห้องโดยสารเก็บเสียงเยี่ยม ถือเป็นการปรับปรุงของค่ายเจ้าตลาดที่น่าประทับใจรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

 

     ราคา Toyota Hilux Revo 2015 ดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อนสี่ล้อ

  • 2.4E ราคา 899,000 บาท
  • 2.8G ราคา 1,069,000 บาท *รุ่นที่ใช้ในการทดสอบ
  • 2.8G AT ราคา 1,139,000 บาท

 

     ขอขอบคุณผู้บริหารและฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญทีมงานเข้าร่วมทดสอบด้วยดีเสมอมา

 

 

ติดตามSanook! Auto