หรูและประหยัด E300 BlueTEC HYBRID บนเส้นทาง กัวลาลัมเปอร์ – กรุงเทพ กว่า 1,500 กิโลเมตร

หรูและประหยัด E300 BlueTEC HYBRID บนเส้นทาง กัวลาลัมเปอร์ –  กรุงเทพ กว่า 1,500 กิโลเมตร
Grandprix

สนับสนุนเนื้อหา

Test_BENZ_E300_KL_BKK_01

     ช่วงก่อนวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญให้ร่วมทริปพิเศษ “Mercedes-Benz E300 BlueTEC HYBRID Test Drive” ขับบนเส้นทางจากเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อพิสูจน์ความประหยัดเชื้อเพลิง ความสะดวกสบาย ตลอดจนระบบความปลอดภัยในการขับขี่ทางไกล ด้วยระยะทางกว่า 1,500  กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 วัน

Test_BENZ_E300_KL_BKK_17

     สำหรับกิจกรรม “Mercedes-Benz E 300 BlueTEC HYBRID Test Drive” ถือเป็นครั้งแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ เมอร์เซเดส-เบนซ์  ประเทศมาเลเซีย ในการร่วมจัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์บนเส้นทางไกลระหว่างประเทศ จากเมืองกัวลาลัมเปอร์ เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ด้วยระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร โดยมีสื่อมวลชนไทยและมาเลเซียเป็นผู้ทดสอบ

     มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทดสอบสมรรถนะของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 300 BlueTEC HYBRID รวมถึงการได้สัมผัสประสบการณ์ความสะดวกสบาย และระบบความปลอดภัยในการขับขี่ทางไกล (Long Distance Driving Comfort, Efficiency & Safety) รวมถึงสมรรถนะจากเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนี่คือการไม่หยุดนิ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในความมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ดีเซลไฮบริด เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน และลดปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Test_BENZ_E300_KL_BKK_29

     มาพูดกันถึงตัวรถกันก่อน..เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 300 BlueTEC HYBRID นับได้ว่าเป็นรถหรูที่ประหยัดพลังงานมากที่สุดรุ่นหนึ่งในโลก และยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์หรูที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริด ซึ่งเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเมอร์เซเดส-เบนซ์

     ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แถวเรียง 4 สูบเทอร์โบคู่ ที่มีขนาดเล็กลงอยู่ที่ 2,143 ซีซี แต่มีแรงม้าสุงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบต่อนาที และอีก 27 แรงม้าจากมอเตอร์ไฟฟ้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที และอีก 280 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้า มีการออกสตาร์ทที่เงียบและช่วยลดการสันดาปของเครื่องยนต์ แต่ยังคงให้พละกำลังเช่นเดิม

Test_BENZ_E300_KL_BKK_06

โดยองค์ประกอบต่างๆ ของระบบไฮบริด เช่น ระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องยนต์สามารถผสานรวมกับเครื่องยนต์สันดาปภายในได้โดยตรง โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจากการทดสอบตามสเปคของประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 19.5 – 20 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 107-110 กรัม/กิโลเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  แบบ DIRECT SELECT เสริมฟังก์ชั่น ECO Start/Stop เพื่อความประหยัดที่มากขึ้น

Test_BENZ_E300_KL_BKK_21

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 300 BlueTEC HYBRID ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยใหม่ที่เรียกว่าระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” โดยระบบนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) โปรแกรมการควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® พนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints ที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บกรณีที่ถูกชนจากด้านหลังถุงลมนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

Test_BENZ_E300_KL_BKK_24

และยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST) ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบช่วยเบรก (BAS) ระบบเบรก (ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ระบบช่วยเตือนการขับให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist) และกล้องแสดงภาพด้านหลัง (reversing camera) เป็นต้น

Test_BENZ_E300_KL_BKK_15

     มาต่อกันที่การแข่งขัน…ต้องบอกก่อนว่าทริปนี้เป็นทริปที่ถูกจัดขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย แต่แม่งานหลักคือมาเลเซียและจัดขึ้นแบบเร่งด่วนจนทางทีมงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แทบไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพจึงช่วยประสานให้ทริปนี้สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้

     แต่คนที่ตั้งหลักแทบไม่ทันกลับเป็นสื่อมวลชนจากประเทศไทยนี่แหละ ที่หลังจากจบงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ก็รับไม้หวดงานนี้กันต่อทันที ซึ่งมีเพียง 3 สื่อเท่านั้นที่ตอบรับในการร่วมทริปนี้ (จากเดิมควรจะมี 6 สื่อ) และเซอร์ไพรส์มากกว่านั้นเมื่อรู้ว่าครั้งนี้เป็นการแข่งขับแบบประหยัดอีกด้วย ไม่ใช่ขับทดสอบสมรรถนะแบบทั่วไป…เอาล่ะ เป็นไงเป็นกัน

Test_BENZ_E300_KL_BKK_14

     โดยสื่อไทยที่ร่วมทริปด้วยกัน คือ เดลินิวส์, Autobild Thailand และ Gpinews.com ซึ่งเราได้ตกลงร่วมกันแล้วว่า จะขับกันตามความเร็วภายใต้กฎหมายกำหนดของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใช้งานจริงๆ จะประหยัดสักแค่ไหน ส่วนการแข่งขันทีมไทยบอกเลยว่า..ไม่ซีเรียส

     วันแรกของการเดินทาง…ขับชิลบนพื้นถนนที่เรียบ จนน่าอิจฉา สำหรับรถที่ใช้เป็น E300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic จำนวน 6 คัน แบ่งเป็นทีมมาเลเซีย 3 คัน ขับคันละ 2 คน ส่วนทีมไทยขับกันคนละคันแบบเหมามือเดียว 1,500 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นวันแรกจาก The Saujana Hotel Kuala Lumpur สิ้นสุดที่โรงแรมเซนทารา หาดใหญ่ ระยะทางราว 534 กิโลเมตร

     รถทุกคันตั้งพิกัดในเนวิเกเตอร์เอาไว้แล้ว  พร้อมแล้วก็บิดกุญแจออกสตาร์ท…เงียบกริป!!  ไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์สตาร์ทเลยสักนิด จนไม่แน่ใจว่าสตาร์ทติดแล้วรึยัง (หากขับด้วยความเร็วไม่เกิน 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จนเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อยแล้ว เครื่องยนต์จึงจะติดขึ้นมา)

Test_BENZ_E300_KL_BKK_02

     แต่หลังจากออกสตาร์ทได้ไม่นาน ทีมไทยก็หลง!! เพราะ GPS เจ้ากรรมของแต่ละคันกลับหาเส้นทางลัดให้ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิทยุบอกจุดนัดพบบริเวณหน้าด่านทางด่วนกันใหม่ ไม่เป็นไร บอกแล้วว่าทีมไทย..ไม่ซีเรียส

     เส้นทางในวันนี้ถือว่าขับได้สบายๆ เพราะด้วยพื้นผิวถนนในมาเลเซียตลอดการเดินทาง ค่อนข้างเรียบมากๆ เรียบจนน่าอิจฉา ยิ่งขับด้วย E300 BlueTEC HYBRID ที่มีระบบกันสะเทือนที่นุ่มนวลอยู่แล้ว ทำให้ขับเพลินจนไม่อยากลงจากรถ

     ที่มาเลเซียจำกัดความเร็วเมื่อขับออกนอกเมืองเอาไว้ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยบางเส้นทางจำกัดไว้ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งวันนี้ทีมไทยใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การขับระยะทางไกลที่นี่ถือว่าไม่เครียดและขับง่าย เพราะรถแต่ละคันค่อนข้างเคารพกฎจราจรมาก อาจจะเพราะด้วยบทลงโทษที่ชัดเจนจึงทำให้ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนกฎ (ต่างกับไทยลิบลับ)

Test_BENZ_E300_KL_BKK_22

     เมื่อถึงด่านพรมแดนสะเดา คุณดอม อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ก็มารับช่วงอำนวยความสะดวกมาจนถึงโรงแรมเซนทารา หาดใหญ่ จบวันแรกผู้เขียนทำอัตราสิ้นเปลืองในวันนี้อยู่ที่ 5.4 ลิตร/100 กิโลเมตร (18.5 กิโลเมตรต่อลิตร)…แต่ทีมมาเลเซียทำได้ถึง 4.5 ลิตร/100 กิโลเมตร (22 กิโลเมตรต่อลิตร)

     ห๊า…ทำไมถึงได้ต่างกันถึงขนาดนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะทีมไทยมีน้ำหนักบรรทุกมากกว่า (สัมภาระอุปกรณ์กล้อง ขาตั้ง กระเป๋าเสื้อผ้าท้ายรถและนั่งกัน 3 คน) ซึ่งก็ไม่น่าจะทำอัตราสิ้นเปลืองได้ต่างกันขนาดนี้..จึงต้องเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ

   Test_BENZ_E300_KL_BKK_05

     วันที่สอง เส้นทางภาคใต้ของไทย ยังคงสวยงามเสมอ เริ่มต้นเช้าวันใหม่ เริ่มออกเดินทางกันต่อ วันนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่โรงแรมโซฟิเทล จ.ชุมพร ขับรถกันอีกราว 500 กิโลเมตร หลังจากที่ครุ่นคิดถึงการทำอัตราสิ้นเปลืองของทีมมาเลเซีย ทำให้ทีมไทยยอมไม่ได้ ต้องเอาจริงกันหน่อย วันนี้จึงวางแผนกันใหม่ น้ำมันยังเหลืออยู่ในถังอีก ¾ ถัง (ความจุเต็มถัง 80 ลิตร) รถของผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ไม่ขอแข่งด้วย แต่จะขับแบบใช้งานจริงเหมือนเดิม

Test_BENZ_E300_KL_BKK_04

     ส่วน Autobuild Thailand จับมือร่วมสู้กันเต็มที่ ว่าแล้วก็เริ่มออกเดินทาง ด้วยการเดินคันเร่งเนียนๆ ขับด้วยโหมด E ความเร็วเฉลี่ย 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รอบเครื่องไม่เกิน 1,500 รอบต่อนาที ใช้ Cruise Control ในช่วงทางตรงยาวๆ อาศัยขับตามรถบรรทุกเพื่อลดแรงต้านเป็นครั้งคราว ขับชิดจนไฟเตือนแจ้งอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งที่แผนหน้าปัทม์ในรอบความเร็วจะมีสัญลักษณ์พร้อมไฟแดงเตือนขึ้น รวมถึงมีสัญญาณเสียงเตือนขึ้นพร้อมๆ กัน

Test_BENZ_E300_KL_BKK_07

     ในระหว่างที่ขับอยู่นั้น ก็มองบรรยากาศสองข้างทางไปด้วย ทำให้เป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อขับรถให้ช้าลง ทำให้เห็นสิ่งสวยงามรอบตัวได้มากขึ้น ที่ทางหลวงหมายเลข 4 บนภาคใต้ของไทยนั้น ต่างจากเมื่อ10 กว่าปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง สองข้างทางร่มรื่นเป็นส่วนใหญ่ ผิวถนนถึงแม้จะมีชำรุดบ้าง แต่โดยรวมถือว่าค่อนข้างดี แม้จะไม่ได้เป็นเส้นทางที่ขับลัดเลาะไปตามชายทะเล ก็ยังสัมผัสได้ถึงดินแดนแห่งหมู่เกาะและท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ หวังอยู่ลึกๆ ในใจว่า ทริปนี้จะมีโอกาสให้เห็นน้ำทะเลบ้างรึเปล่าหนอ..

Test_BENZ_E300_KL_BKK_09

     คิดไปเพลินๆ ทีมมาเลเซีย 3 คัน ก็เร่งความเร็วแซงหน้าไปซะแล้ว ตอนนี้คันของผู้เขียนอยู่ที่ 4.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (23 กิโลเมตรต่อลิตร) มองดูที่อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย ค่อยพอสู้กับเค้าได้หน่อยสิน่า..ขับต่อกันไปยาวๆ จนเวลาผ่านไป 4 ชั่วโมง ซึ่งอีก 30 กิโลเมตร จะถึงที่พัก เจ้า GPS ก็ทำงานได้อย่างชาญฉลาดมาก นำทางด้วยเส้นทางลัดแบบเข้าป่าเข้าสวนอีกกว่า 18 กิโลเมตร ทำเอาทีมมาเลเซียเริ่มกังวลแล้วว่า GPS จะพาเข้าสวนลึกเข้าไปถึงไป

     จังหวะนี้ทาง Autobild Thailand มีโอกาสดี เร่งแซงหน้าเพื่อไปดักถ่ายภาพสวยๆ มาให้ชมกัน แต่แล้วความมึนก็เกิดขึ้นเมื่อขับเลยถนนเส้นเล็กๆ ที่ GPS นำทางมา เพราะสัญญาณดีเลย์ ทำให้ต้องปรับเส้นทางกันใหม่ โดยผู้เขียนอาศัยนำทางเอง (โดยมอง GPS ไปด้วย เพื่อความชัวร์) เพราะด้วยความคุ้นเคยในการขับรถลุยสวน ยังไงเส้นทางก็จะต้องออกไปที่ถนนใหญ่อยู่ดี

Test_BENZ_E300_KL_BKK_30

     แต่แล้วเกิดอะไรขึ้นอีก!! ทีมมาเลเซียที่ขับตามมา กลับทิ้งระยะห่างออกไปเกือบ 500 เมตร (ขนาดนี้แล้วยังจะเน้นขับประหยัดกันอีก หรืออยากซึมซับบรรยากาศแมกไม้สองข้างทาง) ผู้เขียนจึงต้องชะลอรถเพื่อให้ขบวนชิดๆ กัน เนื่องจากเสียเวลาลุยสวนอยู่นาน จนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ซึ่งถ้าหมดแสง รับรองว่าแถวนั้นจะดูอึมครึมและน่ากลัวจะมีพลังงานบางอย่างที่จ้องมองเราอยู่ก็ได้….

     และพอพ้นเขตสวนเข้าสู่ถนนใหญ่ ขับตรงไปถนนเลียบชายทะเลเพียงอึดใจ ก็ถึงจุดหมายปลายทางของวันนี้ เช็คอัตราสิ้นเปลืองยังคงอยู่ที่ 4.3 ลิตร/100 กิโลเมตร สบายล่ะ มีลุ้น

Test_BENZ_E300_KL_BKK_28

     วันสุดท้าย มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ..สู้สุดใจ ความหวังหมู่บ้าน จากอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ ผู้เขียนกลายเป็นความหวังหมู่บ้านในทันที โดยมี Autobuild Thailand ตามมาที่ 4.8 ลิตร/100 กิโลเมตร และเดลินิวส์ที่ขับแบบใช้งานจริง ความเร็วเฉลี่ย 90-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 5.0 ลิตร/100 กิโลเมตร

     สำหรับวันสุดท้ายนี้ เหลือระยะทางอีกราว 470 กิโลเมตร มีจุดพักกินข้าวบ่าย (กินข้าวช่วงบ่ายกันทุกวัน) ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ หัวหิน วันนี้ค่อนข้างขับแบบสบายๆ จนลืมไปเลยว่า หากขับรถทางไกลผู้เขียนจะเริ่มมีอาการเมื่อยหลังตั้งแต่ช่วง 150 กิโลเมตรแล้ว แต่นี่ขับมาจนถึงวันสุดท้ายและผ่านมาแล้ว 800 กว่ากิโลเมตร ยังไม่มีอาการปวดเมื่อยหลังเลย นี่คงเป็นข้อดีของเบาะนั่งปรับไฟฟ้าที่รองรับสรีระที่หลากหลายของผู้ขับขี่

Test_BENZ_E300_KL_BKK_23

     สำหรับวันนี้ ผู้เขียนพยายามทำอัตราสิ้นเปลืองให้ต่ำลง แต่กลับไม่เป็นผล แม้จะพยายามใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานอยู่บ่อยครั้ง (เมื่อความเร็วรถอยู่ในระดับหนึ่ง แล้วลดความเร็วลงถึงระดับที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถรักษาความเร็วนิ่งๆ ได้ มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยหมุนล้อรถ โดยที่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน และเมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าจนแบตเตอรี่เหลือน้อย เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาทำงานอีกครั้ง สามารถสังเกตได้จากมาตรวัดวงซ้าย)

     ขับมาจนถึงจุดพักกินข้าว อัตราสิ้นเปลืองก็ยังคงที่ไม่ลดลง..คิดว่าคงจะทำได้เท่านี้ แต่เมื่อได้ยินมาว่าทีมมาเลเซียคันหนึ่งทำได้ 4.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (25 กิโลเมตรต่อลิตร) และปิดแอร์ขับมาตั้งแต่อยู่ในมาเลเซีย…เท่านั้นล่ะ ปริศนาทุกอย่างกระจ่างแจ้ง ลืมนึกถึงไปเสียสนิท ซึ่งตลอดเส้นทางทีมไทยเราขับรถเปิดแอร์แบบเย็นฉ่ำมาตลอดทาง ถึงจะเห็นว่าทีมมาเลเซียดูจะอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้เอะใจสักนิด…

 

Test_BENZ_E300_KL_BKK_08

     เอาล่ะ รู้อย่างนี้แล้ว ขอลองขับปิดแอร์ดูสักหน่อยจะเป็นไรไป ว่าแล้วออกเดินทางช่วงสุดท้ายจากหัวหินสู่ โชว์รูม เมอร์เซเดส-เบนซ์ Autohaus พระราม2 อีกราว 180 กิโลเมตร ผู้เขียนปิดแอร์ขับไปอีกราว 60 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองแจ้งมาที่ 4.2 ลิตร/100 กิโลเมตร แต่ไม่ไหวแล้ว ร้อนเหลือทน อุณหภูมิภายนอก 37 องศาเซลเซียส ส่วนภายในนั่งขับกันจนตัวเปียก นึกในใจว่า ขับรถหรูขนาดนี้ จะมานั่งทนปิดแอร์ขับประหยัดขนาดนี้ทำไม…พอแล้วล่ะ เปิดแอร์ขับปกติดีกว่า

     จนถึงสุดหมายปลายทางคันของผู้เขียนก็ยังอยู่ที่ 4.2 ลิตร/100 กิโลเมตร (23.8 กิโลเมตรต่อลิตร) ยังเหลือน้ำมันอีกครึ่งหนึ่งของ ¼ ถัง โดยหน้าจอแจ้งว่ายังสามารถขับต่อได้อีก 92 กิโลเมตร ส่วนคันของ Autobuild Thailand อยู่ที่ 4.6 ลิตร/100 กิโลเมตร ปิดท้ายด้วยเดลินิวส์ 5.0 ลิตร/100 กิโลเมตร ยกแชมป์ให้กับทีมมาเลเซียไปครอง ความพยายามเป็นเลิศจริงๆ (อึดทนร้อนขนาดนี้ ให้พี่เค้าไปเถอะครับ)

     แต่หากคิดอัตราสิ้นเปลืองตั้งแต่ออกมาจากกัวลาลัมเปอร์มาถึงกรุงเทพ คันของผู้เขียนมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 4.7 ลิตร/100 กม. (21.2 กม./ลิตร) โดยทีมมาเลยเซียทำได้ดีที่สุดคือ 4.3 ลิตร/100 กม. (23.2 กม./ลิตร)

Test_BENZ_E300_KL_BKK_11

     โดยสรุปแล้ว หากจะคำนวณกันตรงๆ ด้วยถังน้ำมันขนาด 80 ลิตร ของ E300 BlueTEC HYBRID เครื่องยนต์ดีเซล เมื่อขับด้วยความเร็วแบบใช้งานปกติ น่าจะมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ราว 20 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ประหยัดที่สุด อีกทั้งยังให้อารมณ์การขับที่คล่องแคล่ว ภายนอกโฉบเฉี่ยวสะดุดตา ภายในหรูหราสมราคา อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ทำให้ E300 BlueTEC HYBRID ในวันนี้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในวันวานไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ และแน่นอนว่าไม่มีรถรุ่นไหนที่ดีที่สุด แต่ E300 BlueTEC HYBRID เป็นรถที่คุ้มค่าที่สุดในสายตาของผู้เขียนเอง ขอให้คำนิยามสั้นๆ เอาไว้ว่า “ประหยัด กว้างขวางนั่งสบาย และคุ้มค่า” จริงๆ นะ

Test_BENZ_E300_KL_BKK_03

ขอขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อความสะดวกตลอดการเดินทาง  

เรื่อง : พุทธิ ผาสุข

เรียบเรียงข้อมูลโดย www.gpinews.com ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th  

 

ข้อมูลเทคนิค

รถยนต์ประกอบในประเทศ ราคา 3,790,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  

รายละเอียดด้านเทคนิค

จํานวนกระบอกสูบ / การจัดเรียง  แถวเรียง 4 สูบ

ความจุกระบอกสูบ (ซีซี)    2,143

กําลังเครื่องยนต์ กิโลวัตต์ / แรงม้า ที่รอบต่อนาที   150 (204) / 4,200

แรงบิด ( นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบต่อนาที )   500 / 1,600-1,800

กําลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า กิโลวัตต์ / แรงม้า   20 (27)

แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้า (นิวตันเมตร)   280

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. (วินาที)   7.5

ความเร็วสูงสุดประมาณ (กม./ชม.)   242

อัตราสิ้นเปลืองน้ํามัน (กม./ลิตร) เฉลี่ย   23.8-24.4

อัตราส่วนกําลังอัด    16.2

ระยะฐานล้อ (มม.)   2,874

ความสูง (มม.)    1,474

ความกว้าง (มม.)   1,854

ความยาว (มม.)    4,879

น้ําหนักรถเปล่า (กก.)   1,845

น้ําหนักที่สามารถบรรทุกได้ (กก.)   585

น้ําหนักรวม (กก.)   2,430

พื้นที่บรรทุกของ (ลิตร)  505

ความจุถังน้ํามัน (ลิตร)   80

ขนาดยาง – หน้า   245 / 40 R18

ขนาดยาง – หลัง   245 / 40 R18