BMW 325i คูเป้ สปอร์ต "อารมณ์สปอร์ตไม่เคยเปลี่ยน"

BMW 325i คูเป้ สปอร์ต "อารมณ์สปอร์ตไม่เคยเปลี่ยน"

BMW 325i คูเป้ สปอร์ต "อารมณ์สปอร์ตไม่เคยเปลี่ยน"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

 

 

ซีรีส์ 3 คูเป้ รุ่นปัจจุบันเป็นรถที่บีเอ็มดับเบิลยูสร้างขึ้นมาโดยแพลตฟอร์มเฉพาะกล่าวคือ ไม่ได้ใช้ร่วมกับซีรีส์ 3 ซีดานทั่วไปเหมือนกับรุ่นก่อน

เพราะฉะนั้น จึงจะเห็นได้ว่ารถค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราได้เห็นอิสระของการออกแบบทั้งภายนอกหรือว่าภายใน ของบรรดาวิศวกรอย่างเต็มที่

3 คูเป้ เป็นรถแบบ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งเป็น 4 ที่นั่งจริงๆ จะนั่ง 5 คงไม่สะดวก เพราะว่าตรงกลางไม่ได้ออกแบบเป็นเบาะ แต่ทำเป็นพื้นที่วางของวางแก้ว  ซึ่งเบาะด้านหลังนั้นเป็นเบาะที่ผู้ใหญ่นั่งได้สบายๆ แม้จะไม่ใหญ่โตเท่ากับเบาะคู่หน้าก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าคนออกแบบให้ความสำคัญ ก็คือ ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายที่ลึกทีเดียว เก็บของได้มาก ชนิดจะหยิบของด้านในสุดจะต้องมุดหรือเอื้อมมือเข้าไปหยิบ

3 คูเป้ ออกสู่ตลาดมาพักใหญ่แล้ว และก็เพิ่มรุ่นมาเป็นระยะๆ รวมถึง 325i Coupe Sport คันนี้ด้วยครับ

3 คูเป้ในบ้านเรามีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เบนซิน 2.0 ลิตร เบนซิน 2.5 ลิตร และเบนซิน 3.0 ลิตร ในรุ่น 335i

และในเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร เป็นตัวเดียวที่มี 2 เวอร์ชั่น อีกตัว ก็คือ 325i Coupe SE  ซึ่งมีค่าตัวอยู่ที่ 4.9 ล้านบาท ขณะที่ 325i Coupe Sport ที่มีราคาจำหน่าย 5.149 ล้านบาท

ความแตกต่างของราคากว่า 2 แสนบาท ก็ประกอบไปด้วย ตัว Sport มีชุดแต่ง M Sport ทั้งในด้านแอโรไดนามิค และช่วงล่าง ซึ่งรวมถึงล้อที่มีตรา M ติดอยู่ด้วย เบาะนั่งด้านหน้าก็เป็นแบบสปอร์ต พร้อมการตกแต่งภายในด้วยอะลูมิเนียม ชุดตกแต่งหลังคาภายใน สี Anthracite และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน หุ้มหนังแท้ แบบ M พร้อมทั้งเกียร์ Shift Paddle 

ทั้งนี้ ระบบเกียร์ของ 3 คูเป้ ทุกรุ่น เป็นแบบอัตโนมัติ 6 สปีด สเต็ปโทรนิค หรือว่าระบบเกียร์ที่ผู้ขับสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยตัวเอง โดยการดันคันเกียร์จาก D ไปด้านซ้าย ซึ่งจังหวะแรก จะกลายเป็น D Sport ก่อน จากนั้นถ้าดันขึ้นหน้า ก็เป็นการลดเกียร์ ถ้าดึงลงล่างก็เป็นการเพิ่มเกียร์ แต่สำหรับ 325i Coupe Sport นี้ มี Shift Paddle อยู่บนพวงมาลัย ทำให้สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ซึ่งระบบนี้เล่นได้จริงครับ ถ้าใครต้องการขับแบบอารมณ์สปอร์ต หรือว่าช่วงต้องการเร่งแซงแบบไม่อยากคิกดาวน์ หรือถ้าเดินทางไกลจะใช้มันเป็นอุปกรณ์แก้ง่วงก็ได้เช่นกันครับ

ย้อนกลับมาดูที่รูปทรงของรถสักหน่อยครับ ต้องถือว่าการออกแบบ 3 คูเป้ นั้นทำได้ดึงดูดสายตาดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายหรือว่ามัดกล้ามที่คม และดุดัน จำได้ว่าก่อนหน้านี้ผมขับอีกรุ่นหนึ่งไปนอนที่โรงแรมเล็กๆ แถวพัทยา ซึ่งที่จอดรถเต็ม ก็ต้องจอดแปะๆ เอาไว้ใกล้ๆ ถนน แต่ก็อุ่นใจว่ามี รปภ.ดูแลให้ แต่พอตื่นนอนตอนเช้ายิ่งอุ่นใจกว่า เพราะ รปภ.บอกว่ามีคนที่เดินผ่านไปมาหยุดดูรถทั้งคืน

ขนาดตัวถังของรถคันนี้อยู่ที่ 4,580/1,782/1,395 (มม.) ส่วนน้ำหนักรถอยู่ที่ 1,450 กก. ส่วนยางใส่มาแบบสปอร์ตเต็มที่ ด้านหน้า 225/40 R18 W ด้านหลัง 255/35 R18 W

เครื่องยนต์ 6 สูบ 24 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 218  แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 2,750-4,000 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ที่ 7.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด 245 กม./ชม. ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลจากโรงงานนะครับ

ว่ากันต่อถึงข้อมูลจากโรงงานอีกชุด นั่นคือ อัตราสิ้นเปลือง ในเมือง 12.8 ลิตร/100 กม. นอกเมือง 6.5 ลิตร/100 กม. เฉลี่ย อยู่ที่ 11.4 ลิตร/100 กม.

ข้อมูลอีกตัวหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับมันมากขึ้น อยากให้ถามไถ่พนักงานขาย มากกว่าเรื่องของแรงม้า หรือว่าของแถม ก็คือ อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัวนี้อยู่ที่ 212 กรัม/กม.

ในด้านอุปกรณ์มาตรฐานมีมากมาย ต้องบอกอย่างนั้นครับ ทั้งเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย อย่างระบบเบรก ระบบช่วยเบรก ระบบช่วยการทรงตัว ระบบช่วยแก้สถานการณ์เมื่อรถเสียหลัก ถุงลมด้านหน้า ด้านข้าง หรือว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย อาทิเช่น ระบบคีย์เลส แบบไม่ต้องหยิบกุญแจก็เปิด-ปิด ประตู สตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่ต้องควานหาให้ยุ่งยาก โดยเฉพาะหากต้องถือของเต็มไม้เต็มมือ

เบาะปรับไฟฟ้า เลือกระดับการโอบกระชับลำตัวได้ หรือว่าความยาวช่วงรองต้นขาได้ ซันรูฟ เซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน ยังมีอีกมากครับ สำหรับรถในระดับนี้ เรียกว่ามีครบก็แล้วกัน ถ้าจะไล่ให้หมด ก็คงกินพื้นที่จนหมดโดยไม่ต้องคุยถึงเรื่องอื่นกัน เอาเป็นว่าถ้าอยากดูจริงว่ามีอะไรให้มาบ้าง ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ทางการดูก็ได้ครับ www.bmw.co.th
 มาว่ากันที่ประสบการณ์การขับขี่กันดีกว่าครับ สิ่งแรกที่จะพูดถึงเมื่อไปรับรถ ก็คือ ประตูของ คูเป้ ที่ยาว เปิดได้กว้างมาก ชดเชย ความสูงของรถที่จะต้องมุดเข้าไปได้ การเข้าเบาะหลังไม่ใช่เรื่องยาก

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน อวบอ้วน จับกระชับมือ ใครไม่คุ้นอาจจะบอกว่ามันอ้วนเกินไป แต่ถ้าสักพักหนึ่งแล้วจะชิน น้ำหนักพวงมาลัยก็เช่นกัน เชื่อว่าถ้าใครไม่เคยจับจะต้องบอกว่าหนัก แต่ก็เช่นเดิมครับ ถ้าชินก็ไม่มีปัญหา และจะชอบมากขึ้นเมื่อขับที่ความเร็วสูงสัก 160-180 ซึ่งเป็นความเร็วที่ผมลองในครั้งนี้

เมื่อเข้าไปนั่งในรถ อาจจะรู้สึกว่าเสาบีอยู่ไกลตัว ดังนั้น ถ้าจะคาดเข็มขัดคงต้องเอี้ยวกันปวดเอว แต่ช้าก่อน... เพียงแค่คุณสตาร์ทรถ ด้วยการกดปุ่ม มันจะมีก้านดันเข็มขัดยื่นมาข้างหน้าให้เรา เรียกว่าเสิร์ฟกันถึงเตียงเลยทีเดียว

อารมณ์การขับก็ยังสมกับความเป็นบีเอ็มดับเบิลยู คือ สปอร์ต ขับสนุก เรียกความเร็วได้ตามใจต้องการ การควบคุมรถทำได้ง่าย สามารถเลื้อยไปมาด้วยความเร็วค่อนข้างสูง หลบหลีกคนที่ขับรถไม่รักษากฎการขับช้าเร็วบนท้องถนนที่พบเห็นทุกเมื่อเชื่อ วันได้ดีทีเดียว

แต่มีอย่างหนึ่ง คือ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าช่วงล่างบีเอ็มดับเบิลยูน่าจะแข็งกว่านี้อีกสักหน่อย

การเก็บเสียง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชมเชย เพราะแม้จะใช้ความเร็วสูงๆ แต่ภายในห้องโดยสารค่อนข้างเงียบทีเดียว

ส่วนลูกเล่นระบบนำทางจอกว้างเห็นชัดเจนนั้น ผมไม่ได้ใช้ ไม่ได้ลองมันสักเท่าไร เพราะส่วนใหญ่ต้องขับรถเอง เรียกว่าพอขึ้นรถก็รีบออกกันเลย ไม่มีเวลามาปรับตั้งมากนัก แต่ก็อาศัยจังหวะรถหยุด ลองหมุนปุ่ม iDrive เลือกการทำงานหาจุดที่น่าสนใจรอบๆ บริเวณที่รถอยู่ในเวลานั้นๆ เล่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเองครับ

ผมใช้รถไปกว่า 500 กม. ผสมผสานกันทั้งในกรุงเทพฯ และวิ่งไปกลับกรุงเทพฯ-สุพรรณ 1 เที่ยว กดดูข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ออนบอร์ด ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 11.6 ลิตร/100 กม. หารกลับออกมาแล้ว ก็คือ 8.6 กม./ลิตร

แต่ต้องบอกก่อนนิดหนึ่งว่า ถ้าบีเอ็มดับเบิลยู อยู่ในมือ คงไม่ได้ขับขี่แบบกินลมชมวิวแน่นอน


แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล