ขับรถมานานเพิ่งรู้! ท่าจับพวงมาลัยที่ "ดีที่สุด" อาจไม่ใช่ตำแหน่ง 10 โมง 10 นาที

ขับรถมานานเพิ่งรู้! ท่าจับพวงมาลัยที่ "ดีที่สุด" อาจไม่ใช่ตำแหน่ง 10 โมง 10 นาที

ขับรถมานานเพิ่งรู้! ท่าจับพวงมาลัยที่ "ดีที่สุด" อาจไม่ใช่ตำแหน่ง 10 โมง 10 นาที
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

จับพวงมาลัยตำแหน่งไหนปลอดภัยที่สุด? ครูสอนขับรถญี่ปุ่นเผย ท่า 10 โมง 10 นาที อาจไม่ใช่คำตอบ

จับพวงมาลัยตำแหน่งไหนดีที่สุด? ครูสอนขับรถญี่ปุ่นเผย ไม่จำเป็นต้องจับ 10 โมง 10 นาทีเสมอไป พร้อมเทียบวิธีจับ 9 และ 3 หรือ 8 และ 4 นาฬิกา

หลายคนที่เคยเรียนขับรถน่าจะคุ้นเคยกับคำแนะนำให้จับพวงมาลัยในตำแหน่ง "10 โมง 10 นาที" หรือเปรียบเสมือนการวางมือซ้ายไว้ที่ 10 นาฬิกา และมือขวาไว้ที่ 2 นาฬิกา ซึ่งเป็นวิธีที่ครูสอนขับรถนิยมแนะนำกันมานาน แต่เมื่อเทคโนโลยีรถยนต์พัฒนาไป วิธีจับพวงมาลัยที่เหมาะสมก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ล่าสุด ครูสอนขับรถชาวญี่ปุ่นเปิดเผยว่า การจับพวงมาลัยรถยนต์ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกาอีกต่อไป เพราะยังมีตำแหน่งอื่นที่ช่วยให้ควบคุมรถได้ดี โดยเฉพาะตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา รวมถึง 8 และ 4 นาฬิกา ซึ่งอาจเหมาะกับการขับรถบางสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งจับพวงมาลัยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมรถและความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยบริเวณพวงมาลัย

ทำไมสมัยก่อนถึงสอนให้จับพวงมาลัย 10 โมง 10 นาที?

เว็บไซต์ไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น grape เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ "ชิมะ" (Shima) ครูสอนขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินช่อง YouTube ชื่อ 教習指導員バイクチャンネルmysimasima เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 โดยพูดถึงวิธีจับพวงมาลัยที่เหมาะสมกับรถยนต์ในปัจจุบัน

ชิมะอธิบายว่า ในอดีตโรงเรียนสอนขับรถมักแนะนำให้ผู้เรียนจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา เนื่องจากรถยนต์รุ่นเก่ามีพวงมาลัยที่ค่อนข้างหนัก และการหมุนพวงมาลัยจำเป็นต้องใช้แรงมากกว่ารถยนต์ยุคใหม่

การวางมือในตำแหน่งดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับขี่มีระยะในการออกแรงหมุนพวงมาลัย และสามารถควบคุมรถที่มีระบบบังคับเลี้ยวแบบเดิมได้สะดวกขึ้น จึงกลายเป็นท่าจับพวงมาลัยที่ได้รับความนิยมและถูกสอนต่อกันมาเป็นเวลานาน

แต่ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่มีระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ ทั้งแบบไฮดรอลิกและไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการหมุนพวงมาลัยอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องจับพวงมาลัยในตำแหน่งสูงเหมือนรถยนต์สมัยก่อน

จับพวงมาลัย 9 และ 3 นาฬิกา ทำไมถึงได้รับคำแนะนำมากขึ้น?

สำหรับรถยนต์ยุคใหม่ ชิมะระบุว่า การจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา เป็นอีกวิธีที่เหมาะสมและช่วยให้ควบคุมพวงมาลัยได้ดี โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

ตำแหน่งนี้หมายถึงการวางมือซ้ายไว้ทางด้านซ้ายของพวงมาลัยที่ 9 นาฬิกา และมือขวาไว้ทางด้านขวาที่ 3 นาฬิกา หากมองพวงมาลัยเป็นหน้าปัดนาฬิกา มือทั้งสองข้างจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

ข้อดีคือช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมพวงมาลัยได้อย่างสมดุล และมีช่วงการเคลื่อนไหวของแขนสำหรับปรับทิศทางรถเมื่อจำเป็น โดยไม่ต้องยกมือขึ้นไปอยู่บริเวณด้านบนของพวงมาลัยมากเกินไป

นอกจากนี้ สมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ยังแนะนำให้จับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้างที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา เพราะช่วยให้ควบคุมรถและตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา มีข้อดีอย่างไร?

  • ควบคุมพวงมาลัยได้สมดุล เพราะมือทั้งสองข้างอยู่บริเวณด้านข้างของพวงมาลัย
  • ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้ดี ช่วยให้มีระยะหมุนพวงมาลัยเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวาง
  • ลดความเสี่ยงจากตำแหน่งมือที่สูงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน
  • เหมาะกับพวงมาลัยรถยนต์ยุคใหม่ ที่ออกแบบให้ใช้แรงหมุนน้อยลงและมีระบบช่วยผ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรปรับตำแหน่งเบาะและพวงมาลัยให้เหมาะกับสรีระของตัวเอง เพื่อให้สามารถจับพวงมาลัยได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องเหยียดแขนจนตึง

ขับรถบนทางด่วนหรือทางหลวง จับพวงมาลัย 8 และ 4 นาฬิกาได้ไหม?

อีกหนึ่งคำแนะนำที่น่าสนใจจากครูสอนขับรถญี่ปุ่น คือผู้ขับขี่สามารถปรับตำแหน่งมือให้ต่ำลงมาอยู่ที่ 8 และ 4 นาฬิกาได้ในบางสถานการณ์ เช่น การขับรถบนทางด่วนหรือทางหลวงที่ต้องเดินทางต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ตำแหน่งดังกล่าวหมายถึงการวางมือซ้ายไว้บริเวณ 8 นาฬิกา และมือขวาไว้บริเวณ 4 นาฬิกา ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาเล็กน้อย

การจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ต่ำลงอาจช่วยให้ผู้ขับขี่บางคนวางแขนได้อย่างเป็นธรรมชาติและลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ แต่ต้องมั่นใจว่ายังสามารถจับพวงมาลัยได้อย่างมั่นคงและควบคุมรถได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

ทั้งนี้ ตำแหน่ง 8 และ 4 นาฬิกาไม่ได้หมายความว่าเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับการขับทางด่วนทุกกรณี เพราะการเลือกตำแหน่งมือควรพิจารณาร่วมกับรูปทรงพวงมาลัย สรีระของผู้ขับขี่ และความสามารถในการควบคุมรถ

คู่มือการขับขี่ของ Saskatchewan Government Insurance ประเทศแคนาดา ระบุว่า ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา รวมถึง 8 และ 4 นาฬิกา เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการจับพวงมาลัย โดยตำแหน่งที่สะดวกที่สุดอาจแตกต่างกันตามความกว้างของไหล่และรูปทรงพวงมาลัย

เปรียบเทียบ 3 ตำแหน่งจับพวงมาลัย แบบไหนเหมาะกับการขับรถ?

ตำแหน่งจับพวงมาลัย ลักษณะการจับ สิ่งที่ควรรู้
10 และ 2 นาฬิกา มือทั้งสองข้างอยู่ค่อนไปทางด้านบน เป็นท่าที่นิยมใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ใช่ตัวเลือกที่แนะนำเป็นหลักสำหรับรถที่มีถุงลมนิรภัย
9 และ 3 นาฬิกา มืออยู่ด้านซ้ายและขวาในระดับใกล้เคียงกัน เป็นตำแหน่งที่แนะนำอย่างแพร่หลาย ช่วยให้ควบคุมพวงมาลัยได้ดีและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
8 และ 4 นาฬิกา มืออยู่บริเวณด้านล่างซ้ายและด้านล่างขวา เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่จับได้ถนัด แต่ต้องมั่นใจว่ายังควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการขับขี่ทั่วไป ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านความปลอดภัยหลายแห่ง ส่วนตำแหน่ง 8 และ 4 นาฬิกาอาจใช้เป็นทางเลือกได้ หากเหมาะกับสรีระและรถยนต์ที่ใช้งาน

จับพวงมาลัยผิดตำแหน่ง อาจเพิ่มความเสี่ยงเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

นอกจากความสะดวกในการควบคุมรถแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่คำแนะนำเรื่องตำแหน่งจับพวงมาลัยเปลี่ยนไป คือการใช้งานถุงลมนิรภัยในรถยนต์สมัยใหม่

ถุงลมนิรภัยฝั่งผู้ขับขี่ติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางพวงมาลัย และจะพองตัวอย่างรวดเร็วเมื่อระบบตรวจพบการชนที่เข้าเงื่อนไข หากผู้ขับขี่วางแขนหรือมืออยู่ในตำแหน่งที่ขวางการทำงานของถุงลม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณมือ แขน หรือใบหน้า

สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NHTSA) จึงแนะนำให้จับพวงมาลัยโดยวางมือทั้งสองข้างไว้ด้านนอกของขอบพวงมาลัย และหลีกเลี่ยงการจับบริเวณด้านบนในลักษณะที่อาจทำให้แขนอยู่ในแนวการทำงานของถุงลมนิรภัย

เอกสารของ NHTSA ยังอธิบายว่า วิธีจับพวงมาลัยแบบ 10 และ 2 นาฬิกาไม่ใช่วิธีที่แนะนำสำหรับรถยนต์บางประเภทที่มีพวงมาลัยขนาดเล็กและติดตั้งถุงลมนิรภัย เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

5 วิธีจับพวงมาลัยให้ถูกต้อง ลดอาการเมื่อยล้าและช่วยให้ขับรถปลอดภัย

ครูสอนขับรถชาวญี่ปุ่นเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การบังคับตัวเองให้จับพวงมาลัยในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งตลอดเวลา แต่ต้องเลือกท่าทางที่สามารถควบคุมรถได้ดี และไม่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่จำเป็น

1. จับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้าง

การจับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้างช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องปรับทิศทางอย่างรวดเร็ว ควรหลีกเลี่ยงการขับรถด้วยมือเดียวเป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุจำเป็น

2. ไม่กำพวงมาลัยแน่นจนเกินไป

ควรจับพวงมาลัยให้กระชับแต่ไม่เกร็ง เพราะการกำแน่นตลอดเวลาอาจทำให้กล้ามเนื้อมือ แขน และไหล่เกิดความเมื่อยล้า รวมถึงทำให้การควบคุมพวงมาลัยไม่เป็นธรรมชาติ

3. ปรับเบาะนั่งให้เหมาะกับสรีระ

ควรปรับเบาะให้สามารถเหยียบแป้นควบคุมรถได้เต็มที่ และจับพวงมาลัยโดยข้อศอกงอเล็กน้อย ไม่ต้องเหยียดแขนจนสุดหรือเอนตัวเข้าใกล้พวงมาลัยมากเกินไป

4. หลีกเลี่ยงการจับพวงมาลัยด้านบนตลอดเวลา

การจับพวงมาลัยด้วยมือเดียวบริเวณ 12 นาฬิกา หรือวางแขนพาดผ่านกึ่งกลางพวงมาลัย อาจทำให้ควบคุมรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเพิ่มความเสี่ยงจากการทำงานของถุงลมนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

5. เลือกตำแหน่งที่ควบคุมรถได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ไม่ว่าจะเลือกจับตำแหน่ง 9 และ 3 หรือ 8 และ 4 นาฬิกา ควรมั่นใจว่าสามารถหมุนพวงมาลัยได้อย่างมั่นคงและแม่นยำ โดยไม่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งมืออย่างลนลานเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด

สรุป จับพวงมาลัยตำแหน่งไหนดีที่สุดสำหรับรถยุคใหม่?

คำแนะนำจากครูสอนขับรถญี่ปุ่นและหน่วยงานด้านความปลอดภัยสะท้อนว่า การจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในอดีต ไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถยนต์ยุคปัจจุบันอีกต่อไป

โดยตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาเป็นรูปแบบที่ได้รับคำแนะนำอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยให้ควบคุมรถได้ดีและลดความเสี่ยงจากการวางแขนสูงเกินไปเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน ส่วนตำแหน่ง 8 และ 4 นาฬิกาเป็นทางเลือกที่ใช้ได้สำหรับผู้ขับขี่บางคน หากยังควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกท่าจับพวงมาลัยที่เหมาะกับสรีระและรูปทรงพวงมาลัยของรถแต่ละคัน โดยจับให้มั่นคง ไม่เกร็งแขนหรือไหล่มากเกินไป และพร้อมตอบสนองต่อสถานการณ์บนท้องถนนอยู่เสมอ เพราะการขับรถที่ปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยสมาธิและการควบคุมรถอย่างเหมาะสมด้วย

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. grape Japan - 『10時10分』はもう古い? 現在の正しいハンドルの握り方とは (4 พฤศจิกายน 2026)
  2. National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) - Using Efficient Steering Techniques
  3. Saskatchewan Government Insurance - Driver's Handbook: Steering
  4. AAA - How to Handle Unexpected Situations on the Road
  5. AARP - Steering Wheel Hand Position and What You Need to Know
  6. Ctwant
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล