เมาแล้วขับปี 2569 โทษเท่าไหร่? เกณฑ์แอลกอฮอล์ ค่าปรับ และโทษทำผิดซ้ำ

เมาแล้วขับปี 2569 โทษเท่าไหร่? เกณฑ์แอลกอฮอล์ ค่าปรับ และโทษทำผิดซ้ำ

เมาแล้วขับปี 2569 โทษเท่าไหร่? เกณฑ์แอลกอฮอล์ ค่าปรับ และโทษทำผิดซ้ำ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

การดื่มแล้วขับไม่ใช่เพียงความผิดที่จบด้วยการเสียค่าปรับ เพราะอาจตามมาด้วยโทษจำคุก การพักหรือเพิกถอนใบขับขี่ การตัดคะแนนความประพฤติ และหากเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โทษจะเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ

สำหรับปี 2569 จากการตรวจสอบข้อมูลกฎหมายและแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่พบการประกาศเปลี่ยนอัตราโทษหลักจากปี 2568 แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแผนเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินคดีความผิดจราจร รวมถึงข้อหาเมาแล้วขับ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ

แอลกอฮอล์เท่าไหร่จึงถือว่าเมาแล้วขับ?

ผู้ขับขี่ทั่วไปจะถือว่าเมาสุราเมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

แต่บางกลุ่มใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า โดยถือว่าผิดเมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้แก่

  • ผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ถือใบอนุญาตขับรถแบบชั่วคราว หรือใบขับขี่อายุ 2 ปี
  • ผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ
  • ผู้ขับขี่ที่ใช้ใบอนุญาตผิดประเภท หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต

batchchatgptimagejul16,20

เมาแล้วขับครั้งแรก มีโทษอย่างไร?

กรณีตรวจพบว่าเมาแล้วขับโดยยังไม่เกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่มีโทษดังนี้

  • จำคุกไม่เกิน 1 ปี
  • ปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท
  • หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 6 เดือน
  • ถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ 4 คะแนน

ทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษหนักขึ้น

ผู้ที่เคยถูกลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับ แล้วกลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จะไม่ได้รับโทษในระดับเดียวกับครั้งแรก แต่มีโทษเพิ่มขึ้นเป็น

  • จำคุกไม่เกิน 2 ปี
  • ปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท
  • ศาลลงโทษทั้งจำคุกและปรับ
  • พักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 1 ปี
  • หรืออาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

จุดที่ต้องระวังคือ การทำผิดซ้ำไม่จำเป็นต้องเกิดอุบัติเหตุก็ถูกเพิ่มโทษได้ เพียงเป็นการกระทำผิดข้อหาเมาแล้วขับซ้ำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

เมาแล้วขับจนผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

หากการเมาแล้วขับทำให้เกิดอุบัติเหตุ บทลงโทษจะเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้น โดยอาจเข้าข่ายขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต

กรณีร้ายแรงที่สุดอาจมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 บาท และถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที นอกจากนี้ ผู้กระทำผิดยังอาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทางแพ่งต่อผู้บาดเจ็บหรือครอบครัวผู้เสียชีวิตอีกด้วย

ปฏิเสธเป่าแอลกอฮอล์ รอดหรือไม่?

หลายคนเข้าใจผิดว่าหากไม่ยอมเป่าเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ เจ้าหน้าที่จะไม่มีหลักฐานดำเนินคดี แต่ในทางปฏิบัติ การปฏิเสธตรวจวัดอาจถูกสันนิษฐานและดำเนินการตามกฎหมายในลักษณะเดียวกับผู้ขับขี่ขณะเมาสุราได้

ดังนั้น การปฏิเสธเป่าไม่ได้ช่วยให้พ้นข้อหา และอาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนกว่าเดิม หากเจ้าหน้าที่สั่งให้ตรวจ ผู้ขับขี่ควรให้ความร่วมมือและใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมายแทนการหลีกเลี่ยงการตรวจ

ดื่มกาแฟ น้ำเปล่า หรือนอนพัก ช่วยให้เป่าไม่ขึ้นจริงหรือ?

ไม่มีอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดที่ทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดหายไปทันที การดื่มน้ำ กาแฟ นมเปรี้ยว อาบน้ำ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งอาจทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ไม่ได้ลดปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว

ระดับแอลกอฮอล์จะลดลงได้จากการที่ร่างกายใช้เวลาเผาผลาญเท่านั้น และความเร็วในการกำจัดแอลกอฮอล์แตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงไม่ควรใช้การคาดเดาว่า “น่าจะสร่างแล้ว” เป็นเหตุผลในการกลับไปขับรถ

ปี 2569 มีอะไรที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ?

แม้อัตราโทษหลักยังไม่เปลี่ยนจากปี 2568 แต่แผนปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติประจำปี 2569 ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายจราจร รวมถึงการดำเนินคดีผู้ขับขี่ขณะเมาสุรา โดยเฉพาะช่วงปีใหม่และสงกรานต์

กล่าวง่าย ๆ คือ กฎหมายอาจไม่ได้เพิ่มโทษใหม่ในปีนี้ แต่โอกาสเจอด่านตรวจและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังยังคงสูง โดยเฉพาะพื้นที่สถานบันเทิง เส้นทางกลับจากงานเทศกาล และช่วงกลางคืน

ดื่มแล้วเดินทางกลับอย่างไรให้ปลอดภัย?

  • กำหนดคนขับที่ไม่ดื่มตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
  • ใช้รถสาธารณะ รถแท็กซี่ หรือบริการเรียกรถผ่านแอป
  • พักค้างคืนแทนการฝืนขับกลับ
  • ฝากรถไว้ในสถานที่ปลอดภัยแล้วกลับมารับภายหลัง
  • อย่านั่งซ้อนท้ายหรือขึ้นรถกับคนที่ดื่มมาแล้ว

สรุป เมาแล้วขับปี 2569 โทษยังหนักเหมือนเดิม

ในปี 2569 ข้อหาเมาแล้วขับยังคงมีโทษจำคุก ปรับ พักใบขับขี่ และตัดคะแนนตั้งแต่ความผิดครั้งแรก หากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับสูงสุด 100,000 บาท และอาจถูกเพิกถอนใบขับขี่

ส่วนกรณีเกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผลที่ตามมาไม่ได้มีเพียงคดีจราจร แต่ยังอาจกลายเป็นคดีอาญาร้ายแรงและภาระชดใช้ค่าเสียหายตลอดชีวิต ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดจึงไม่ใช่การพยายามคำนวณว่าดื่มได้กี่แก้ว แต่คือ เมื่อดื่มแล้ว ต้องไม่ขับรถทุกกรณี

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล