5 จุดเสียบ่อยของรถ EV มือสอง แบตเตอรี่หลักไม่ใช่ปัญหาอันดับต้น
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/au/0/ud/20/100255/ex-1.jpg5 จุดเสียบ่อยของรถ EV มือสอง แบตเตอรี่หลักไม่ใช่ปัญหาอันดับต้น

5 จุดเสียบ่อยของรถ EV มือสอง แบตเตอรี่หลักไม่ใช่ปัญหาอันดับต้น

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

เมื่อพูดถึงการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง หลายคนมักกังวลเรื่องแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นอันดับแรก เพราะหากเสียขึ้นมาอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ข้อมูลการเคลมประกันล่าสุดจากสหราชอาณาจักรกลับพบว่า ปัญหาที่เจ้าของรถ EV มือสองเจอบ่อยส่วนใหญ่เป็นระบบไฟฟ้าทั่วไป ช่วงล่าง และแบตเตอรี่ 12 โวลต์ มากกว่าความเสียหายของแบตเตอรี่ขับเคลื่อนก้อนใหญ่

5 จุดเสียบ่อยของรถ EV มือสอง

Warrantywise บริษัทผู้ให้บริการรับประกันรถยนต์ในสหราชอาณาจักร ได้วิเคราะห์ข้อมูลคำร้องขอค่าซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง พบปัญหาที่ปรากฏบ่อย 5 อันดับ ดังนี้

1. เซ็นเซอร์และระบบไฟฟ้า (Electrical Components)

  • ค่าซ่อมเฉลี่ย: 810 ปอนด์ (ประมาณ 35,000 บาท)
  • ค่าซ่อมสูงสุด: 3,270 ปอนด์ (ประมาณ 141,000 บาท)

รถยนต์ไฟฟ้ามีระบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ทั้งเซ็นเซอร์ กล่องควบคุม และโมดูลต่าง ๆ เมื่อใช้งานไปนาน ๆ อุปกรณ์เหล่านี้อาจเกิดความผิดปกติจากความร้อน ความชื้น หรือการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ส่งผลให้ไฟเตือนขึ้นหรือระบบบางอย่างทำงานผิดปกติ

2. ระบบเซ็นทรัลล็อก (Central Locking System)

  • ค่าซ่อมเฉลี่ย: 900 ปอนด์ (ประมาณ 39,000 บาท)
  • ค่าซ่อมสูงสุด: 4,060 ปอนด์ (ประมาณ 175,000 บาท)

ระบบล็อกประตูในรถยุคใหม่เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ กุญแจอัจฉริยะ และระบบรักษาความปลอดภัย หากมอเตอร์ล็อก กล่องควบคุม หรือสายไฟมีปัญหา อาจทำให้ปลดล็อกประตูไม่ได้ หรือระบบ Keyless Entry ทำงานผิดปกติ

3. On-board Charger

  • ค่าซ่อมเฉลี่ย: 2,160 ปอนด์ (ประมาณ 93,000 บาท)
  • ค่าซ่อมสูงสุด: 10,455 ปอนด์ (ประมาณ 450,000 บาท)

On-board Charger เป็นอุปกรณ์ที่แปลงไฟ AC จากเครื่องชาร์จบ้านให้เป็นไฟ DC เพื่อชาร์จแบตเตอรี่หลัก หากชาร์จรถด้วยไฟบ้านเป็นประจำ อุปกรณ์นี้จะทำงานทุกครั้ง จึงมีโอกาสเสื่อมตามอายุการใช้งาน หรือได้รับผลกระทบจากไฟกระชากและความร้อน

4. ช่วงล่างและปีกนก (Suspension Arms)

  • ค่าซ่อมเฉลี่ย: 1,230 ปอนด์ (ประมาณ 53,000 บาท)
  • ค่าซ่อมสูงสุด: 4,120 ปอนด์ (ประมาณ 177,000 บาท)

แม้รถ EV จะมีชิ้นส่วนเครื่องยนต์น้อยกว่ารถน้ำมัน แต่มีน้ำหนักตัวรถมากกว่าเนื่องจากชุดแบตเตอรี่ ส่งผลให้ช่วงล่าง ปีกนก บูช ลูกหมาก และโช้กอัพรับภาระมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่ใช้งานบนถนนขรุขระเป็นประจำ

5. แบตเตอรี่ 12 โวลต์

  • ค่าซ่อมเฉลี่ย: 535 ปอนด์ (ประมาณ 23,000 บาท)
  • ค่าซ่อมสูงสุด: 990 ปอนด์ (ประมาณ 43,000 บาท)

แม้รถ EV จะใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงในการขับเคลื่อน แต่ยังต้องอาศัยแบตเตอรี่ 12 โวลต์ในการจ่ายไฟให้ระบบควบคุม หน้าจอ ระบบเปิด-ปิดรถ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากแบตเตอรี่ลูกนี้เสื่อม รถอาจสตาร์ทไม่ติดหรือเปิดระบบไม่ได้ แม้แบตเตอรี่หลักจะยังมีไฟเหลืออยู่ก็ตาม

ระบบไฟฟ้าทั่วไป เช่น เซ็นเซอร์และระบบเซ็นทรัลล็อก เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด ขณะที่อุปกรณ์ที่มีค่าซ่อมสูงที่สุดในกลุ่มนี้คือ On-board Charger ซึ่งทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับจากเครื่องชาร์จ AC ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงสำหรับเก็บในแบตเตอรี่รถยนต์ โดยเคสที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดแตะ 10,455 ปอนด์เลยทีเดียว

charging-mg4-jul726101_batch

รถ EV ต้องเช็คช่วงล่างบ่อย?

แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีเครื่องยนต์ ระบบไอเสีย หรือเกียร์แบบรถน้ำมัน แต่ยังมีชิ้นส่วนพื้นฐานอย่างปีกนก ลูกหมาก บูช และโช้กอัพที่สึกหรอได้ตามการใช้งาน อีกทั้งรถ EV มักมีน้ำหนักมากจากชุดแบตเตอรี่ จึงอาจเพิ่มภาระให้กับระบบช่วงล่าง โดยข้อมูลพบว่าค่าซ่อมปีกนกเฉลี่ยอยู่ที่ 1,230 ปอนด์ และเคสสูงสุดเกิน 4,100 ปอนด์ หรือประมาณหลักแสนได้เลย

แบตเตอรี่แรงดันสูงไม่ได้เสียบ่อยอย่างที่คิด

แบตเตอรี่แรงดันสูงที่ใช้ขับเคลื่อนรถไม่ติดอยู่ใน 5 อันดับปัญหาที่พบมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่จะไม่มีโอกาสเสีย แต่สะท้อนว่าความเสียหายลักษณะนี้พบค่อนข้างน้อยในชุดข้อมูลดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแบตเตอรี่มีความทนทานและมักได้รับการรับประกันจากผู้ผลิตนานกว่าชิ้นส่วนอื่นของรถ

อย่างไรก็ตาม หากแบตเตอรี่แรงดันสูงเกิดปัญหาขึ้นจริง คำร้องขอค่าซ่อมมีมูลค่าเฉลี่ยมากกว่า 6,400 ปอนด์ จึงยังเป็นจุดสำคัญที่ผู้ซื้อรถ EV มือสองต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจ 

leaf-jul6263_batch

ซื้อรถ EV มือสองควรตรวจอะไรบ้าง?

  • ตรวจสุขภาพแบตเตอรี่หรือ SOH เพื่อดูความจุที่เหลือเมื่อเทียบกับตอนรถใหม่
  • ทดลองชาร์จทั้ง AC และ DC เพื่อตรวจสอบพอร์ตชาร์จและ On-board Charger
  • สแกนระบบไฟฟ้า เพื่อค้นหา Error Code จากเซ็นเซอร์หรือกล่องควบคุมต่าง ๆ
  • ตรวจแบตเตอรี่ 12 โวลต์ เพราะมีผลต่อการปลดล็อกและการเปิดระบบของรถ
  • ทดลองขับบนถนนหลายรูปแบบ ฟังเสียงจากช่วงล่าง และตรวจอาการรถดึงหรือสั่น
  • ตรวจประวัติการซ่อมและการรับประกัน โดยเฉพาะระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน

สรุป รถ EV มือสองน่ากลัวหรือไม่?

ข้อมูลชุดนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ซื้อรถ EV มือสองไม่ควรตรวจเฉพาะแบตเตอรี่แรงดันสูงเท่านั้น เพราะปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าอาจเป็นระบบไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อก On-board Charger ช่วงล่าง และแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ซึ่งบางรายการมีค่าใช้จ่ายสูงไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวมาจากรถที่อยู่ภายใต้กรมธรรม์ของ Warrantywise ในสหราชอาณาจักร จึงไม่ได้สะท้อนรถ EV ทุกคันหรือค่าซ่อมในประเทศไทยโดยตรง แต่สามารถใช้เป็นแนวทางว่าก่อนซื้อรถไฟฟ้ามือสอง ควรตรวจสภาพรถทั้งระบบ ไม่ใช่ดูเพียงระยะทางและสุขภาพแบตเตอรี่ก้อนใหญ่เท่านั้น

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :Carscoops