เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

รู้จัก "หญิงน้ำปรุง จรุงจิตร" เน็ตไอดอลผู้ปลุกกระแสใส่ชุดไทย

รู้จัก "หญิงน้ำปรุง จรุงจิตร" เน็ตไอดอลผู้ปลุกกระแสใส่ชุดไทย

รู้จัก "หญิงน้ำปรุง จรุงจิตร" เน็ตไอดอลผู้ปลุกกระแสใส่ชุดไทย เกี่ยวกับ หญิงน้ำปรุง จรุงจิตร

S! Women

สนับสนุนเนื้อหา

หญิงน้ำปรุง จรุงจิตร ฉายาเน็ตไอดอลสายไทย ซึ่งเป็นคนเดียวกับ นายชรัมภ์ ประคองทรัพย์ แรกเริ่มเดิมทีเธอเป็นเพียงสาวประเภทสองคนหนึ่ง แต่เมื่อลุกขึ้นมาสวมชุดไทยที่ดูจะเหมาะกับงานจัดดอกไม้ที่เธอทำ การแต่งกายและผลงานของเธอก็ถูกแชร์ต่อในโลกโซเชียลจนทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักจนปัจจุบันเพจส่วนตัวของเธอมีผู้ติดตามแล้วกว่า 2 หมื่นคน

 

ใส่ชุดไทย แต่โดนหาว่า “บ้า”

“บ้าหรือเปล่า ไม่เต็มหรือเปล่า” เป็นความคิดของคนที่เห็นหญิงน้ำปรุงใส่ชุดไทยในชีวิตประจำวัน แต่เพราะเธอเป็นคนไม่คิดมาก มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองรักชอบ เธอจึงไม่แคร์สายตาหรือคำพูดของใคร และใส่ชุดไทยเรื่อยมาเป็นเวลาหลายปี

“ชอบชุดไทยมาตั้งแต่จำความได้ เห็นคุณแม่ คุณป้า คุณยายที่เป็นสังคมบ้านนอกใส่ชุดไทยไปวัด ไปงานประเพณี เราก็มองว่าสวยดี มีเอกลักษณ์ จึงเกิดคำถามว่าทำไมคนไม่ชอบใส่ ถ้าเรามีโอกาสเราก็คงใส่ และส่วนตัวก็ชอบเก็บของเก่า ผ้าของคุณยาย เริ่มเก็บมาตั้งแต่เด็กๆ นี่ก็คือจุดเริ่มต้นแต่งชุดไทย โดยเอาผ้าที่เก็บไว้มาใส่ออกงานจัดดอกไม้ที่ตัวเองทำ ตอนแรกแต่งแบบแฟนซีก่อน จากนั้นค่อยแต่งจริงจังหลังเรียนจบปริญญาตรี”

ความคิดของคนอื่นมักมองว่าชุดไทยไม่เหมาะกับอากาศในบ้านเรา แต่สำหรับเธอกลับเห็นว่าชุดไทยเป็นชุดที่ใส่สบาย แต่เป็นเพราะคนไทยสมัยนี้ไม่ได้แต่งชุดไทยกันจนชินจึงคิดไปเองว่าไม่สบายตัว กลับกันถ้าจะให้คนเฒ่าคนแก่ที่สวมผ้าถุงหันมาใส่กางเกงก็คงรู้สึกไม่สบายตัวเหมือนกัน

 

จัดดอกไม้จนได้โกอินเตอร์

ส่วนหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าการสวมชุดไทยของเธอไม่แปลกเพราะเธอมีอาชีพเป็นนักจัดดอกไม้ และมักต้องทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม ชุดไทยจึงช่วยเล่าเรื่องราวความเป็นไทยและบอกตัวตนของเธอได้ชัดเจน

“จริงๆ เราฝันอยากเป็นครู เพราะรู้สึกว่าเป็นครูได้เจอความสดใสของเด็ก ถ้าเป็นหมอเจอแต่คนป่วย เป็นตำรวจเจอแต่คนมีทุกข์มาหา แต่ก็ไม่ได้เป็น สอบข้อเขียนผ่านแล้วแต่ตกสัมภาษณ์เพราะเค้าพูดว่า “ดิฉันคงรับคุณไว้ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคุณเป็นกระเทย” เราก็เลยผิดหวัง แต่ไม่ท้อเพราะเรามีงานทำอยู่แล้ว เราจัดดอกไม้ตั้งแต่อยู่ม.3 ได้รายได้วันละ 50 บาท ก็เลยไปฝึกงานกับร้านจัดดอกไม้ อาศัยครูพักลักจำ”

หลังจากนั้นหญิงน้ำปรุงก็มีโอกาสรับงานจัดดอกไม้เพิ่มมากขึ้นจากค่าแรงวันละ 50 บาทเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 500 บาท จนทำให้เธอมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 30,000-50,000 บาท ทั้งๆ ที่เรียนหนังสือไปด้วย แต่ตอนนี้หญิงน้ำปรุงบอกว่าถ้าเป็นช่างดอกไม้แล้วรับงานเอง รายได้ตกเดือนละประมาณ 80,000 บาท

 

ฝีมือของหญิงน้ำปรุงปรากฏต่อสายตาของคนทั่วไปจนมีโอกาสเดินทางไปจัดดอกไม้ที่ต่างประเทศ ทำให้เธอได้แสดงฝีมือทั้งการจัดดอกไม้ งานแกะสลัก ทำขนม เย็บปักถักร้อย

“เวลาชาวต่างชาติเห็นทุกคนจะอึ้งหมด บางคนสงสัยว่าเอาดอกไม้มาร้อย มาเย็บได้อย่างไร เขาจะสงสัยว่าเราทำทั้งหมดเหรอ ก็ตอบเขาไปเบาๆ ว่า “Look at me” ชาวต่างชาติเค้าจะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ แค่เอาใบตองมาพับเป็นกระทงเค้าก็อึ้งกันแล้ว”

สำหรับงานที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเธอมากที่สุดคืองานจัดดอกไม้ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเพื่อต้อนรับกษัตริย์ประเทศมาเลเซีย เพราะในชีวิตไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสเข้าไปจัดดอกไม้ในวัง

 

รักความเป็นไทย แต่ไม่ตกยุค

แม้จะสวมชุดไทยมาตั้งแต่เรียนอยู่ปี 3 แต่หญิงน้ำปรุงกลับกลายเป็นกระแสเมื่อไม่นานมานี้เพราะโดยส่วนตัวเธอก็อยู่ในโลกโซเชียลอยู่แล้วบวกกับความโดดเด่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านเพจส่วนตัวจึงทำให้ทุกวันนี้จำนวนแฟนเพจของเธอเพิ่มขึ้นทุกวัน

“แม้เราจะสะสมของเก่าแต่เราก็ไม่ได้หัวโบราณนั่งเกินหมาก เวลาเราไปไหนเราก็ใส่ชุดไทย อยู่บ้านก็แต่งชุดไทย ทำงานก็แต่งชุดไทย เพื่อนๆ ในกลุ่มก็รับรู้ว่ามีหญิงน้ำปรุงที่ไหนก็ต้องมีชุดไทยที่นั่น เวลาไปต่างจังหวัดที่สามารถหาชุดไทยแต่งได้เราก็พยายามหาผ้าชุดที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนั้นๆ แล้วถ่ายรูปโพสตามโลเกชั่นของจังหวัดนั้นๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับวิถีชีวิตของคนแถวนั้น”

อย่างที่ทราบกันว่าเธอสะสมผ้าไทยด้วย ผ้าที่สะสมนั้นมีจำนวนหลายร้อยผืน ซึ่งล้วนเป็นผ้าที่เก็บไว้เพื่อสวมใส่จริง สำหรับผ้าที่มีราคาสูงที่สุดคือผ้าราคา 30,000 บาทของจังหวัดราชบุรี

 

แข็งแกร่งอยู่ได้เพราะ “อารมณ์ดี”

ถึงแม้ปัจจุบันการยอมรับในเพศทางเลือกจะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจว่าสำหรับสังคมไทยแล้วเรื่องนี้ยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หญิงน้ำปรุงผู้ที่เคยถูกปฏิเสธการเข้าทำงานเพียงเพราะเธอคือสาวประเภทสองกลับไม่เคยท้อ หรือเครียด นั่นเป็นเพราะได้ความรักและความเข้าใจจากครอบครัว

“เพราะเราเป็นสาวประเภทสองและแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้าน ก็มีคนมองว่าเป็นเด็กบ้านนอก เป็นกระเทยหัวโปก แต่เพราะเราเป็นคนอารมณ์ดีและครอบครัวก็เป็นคนอารมณ์ดีกันทั้งบ้าน คุณแม่จะสอนว่าอย่าไปเครียดลูก อย่าไปท้อ ถ้าใครว่ายังไงก็ช่างมันเถอะ เราก็อยู่ของเราไป เราไม่ทำให้ใครเดือดร้อนและไม่ต้องมีใครมาทำให้เราเดือดร้อนก็พอแล้ว มีคำพูดหนึ่งที่แม่จำได้ดีและเป็นแนวคิดของเราเสมอคือ “หล่อนเคยเห็นหมาร้องไห้ไหม อย่าไปร้องไห้ให้ใครเห็นนะอายหมามันลูก” เหตุการณ์ทุกอย่างจะทำให้เราเก่ง แม่จะพูดเสมอ อย่าเอาเปรียบใครและอย่าให้ใครมาเอาเปรียบเรา แค่นี้พอแล้ว

 

บางทีการเลือกชุดไทยขึ้นมาสวมใส่อาจไม่ได้สื่อถึงความรักในเนื้อผ้า หรือการสวมใส่สบาย และบอกความเป็นไทยเท่านั้น แต่การเลือกสวมชุดไทยของหญิงน้ำปรุงสะท้อนว่าเธอเลือกเส้นทางของเธอเองตามสิ่งที่เธอชอบด้วยความมั่นใจ และนี่น่าจะเป็นสาระสำคัญที่เราได้จากเธอคือเลือกทำในสิ่งที่รักเพื่อชีวิตที่มีความสุขของตัวเอง

 

เรื่องล่าสุดของหมวด ผู้หญิงอยากรู้

ดูหมวด ผู้หญิงอยากรู้ ทั้งหมด