ฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์แตกต่างกันอย่างไร

ฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์แตกต่างกันอย่างไร

ฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์แตกต่างกันอย่างไร
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์แตกต่างกันอย่างไร

ฟิลเลอร์ (Filler) : เป็นสารเติมเต็ม มีอยู่ 2 ชนิด คือชนิดฟิลเลอร์แบบถาวร หรือที่เรารู้จักกันในชื่อพาราฟิน และอีกชนิดคือแบบไม่ถาวร หรือไฮยาลูโรนิก แอซิด (HA) ซึ่งเป็นสารคงความชุ่มชื้นของผิวในร่างกายตามธรรมชาติ ฟิลเลอร์ใช้ฉีดเข้าไป เพื่อเติมเต็มผิวบริเวณร่องลึกให้ตื้นขึ้นมา แต่จะใช้เติมเต็มรอยที่เราเห็นถึงแม้จะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า อย่างเช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา

โบท็อกซ์ (Botox) : เป็นชื่อการค้าของยา ซึ่งชื่อเต็มๆ ก็คือโบทูลินั่มท็อกซิน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างและสกัดจากแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) โบท็อกซ์ยังรักษาอาการเหงื่อออกเยอะ ตามบริเวณมือ เท้า รักแร้ หรือลดกล้ามเนื้อทำให้ดูเล็กลง ฉะนั้นการฉีดโบท็อกซ์ ก็เพื่อลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นตรงหน้าผาก รอยตีนกา รอยย่นตรงหว่างคิ้วเวลาขมวดคิ้ว


หลังจากฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ จะคงสภาพได้นานแค่ไหน

 
ฟิลเลอร์ (Filler) : สำหรับฟิลเลอร์ต้องแยกประเภทดังนี้ ได้แก่ HA Filler (ไฮยาลูโรนิกแอซิด) จะมีลักษณะคงตัว ใช้ในการฉีดเติมเต็มในส่วนที่ขยับย่อยๆ เช่น ร่องแก้ม ปาก อยู่ได้ 4-6 เดือน แต่ถ้าเป็นการฉีดทดแทนไขมันที่เสื่อมใต้ผิว เติมเต็มคางหรือจมูก จะอยู่ได้ 1-2 ปี อีกประเภทคือ Filler แบบ Skin Booster อันนี้จะเป็นลักษณะเป็นเจลนิ่ม ใช้ฉีดตื้นๆ ในผิวฉ่ำน้ำ เติมเต็มส่วนที่บางๆ แก้ปัญหาหลุมสิว อยู่ได้ 6 เดือน

โบท็อกซ์ (Botox) : การฉีดโบท็อกซ์ซ์ในแต่ละจุด จะส่งผลให้อายุขัยนั้นแตกต่างกัน โดยการฉีดโบท็อกซ์ซ์ลดริ้วรอย บริเวณใบหน้าส่วนบน จะสามารถอยู่ได้ 3-6 เดือนเท่านั้น ส่วนการฉีดโบท็อกซ์ซ์ลดกราม แขน น่อง จะอยู่ได้ 6-12 เดือน โบท็อกซ์ซ์ลดกลิ่นตัว ลดเหงื่อ อยู่ได้ 4-6 เดือน โบท็อกซ์ซ์ลดความมันและลดรูขุมขน อยู่ได้ 3 เดือน

ผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์

ฟิลเลอร์ (Filler) : การฉีดฟิลเลอร์ จะส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวที่มีอยู่เดิม เกิดการเสื่อมสลายไปบ้าง และหลังการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรงมาก เช่น เกิดผื่นแดง จุดแดง หรือจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์จากรอยเข็มที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง หรือเกิดรอยนูนเมื่อฉีดปริมาณมากเกินไป หรือฉีดตำแหน่งที่ตื้นเกินไป หรือปัญหาการไหลย้ายของฟิลเลอร์ และถ้าฉีดฟิลเลอร์มากเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่ออักเสบและติดเชื้อได้ ในบางรายอาจส่งผลเสียอย่างมาก คืออาจทำให้เส้นเลือดตีบและเสียชีวิตได้

โบท็อกซ์ (Botox) : หลังการฉีดโบท็อกซ์ซ์อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ เช่น หนังตาบนตก คิ้วตก มุมปากตก รูปปากเบี้ยว รอยจ้ำเลือดตำแหน่งที่ฉีดยา การเกิดภูมิต้านทานต่อโบท็อกซ์ซ์ และอาจพบอาการตาแห้งหลังการฉีด แต่ถ้าฉีดโบท็อกซ์มากเกินไป จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และผลข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ คือ มีความรู้สึกเจ็บที่ใบหน้า ปวดศีรษะ ผิวเห่อแดง มีอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook