เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

"เบนซ์ ภูมิสิทธ์" กับเส้นทางชีวิตมันส์ๆ จากเด็กเนิร์ดสู่เทรนเนอร์คิวทองระดับเซเลบ!

"เบนซ์ ภูมิสิทธ์" กับเส้นทางชีวิตมันส์ๆ จากเด็กเนิร์ดสู่เทรนเนอร์คิวทองระดับเซเลบ!

"เบนซ์ ภูมิสิทธ์" กับเส้นทางชีวิตมันส์ๆ จากเด็กเนิร์ดสู่เทรนเนอร์คิวทองระดับเซเลบ! เกี่ยวกับ เบนซ์ ภูมิสิทธ์

www.prachachat.net

สนับสนุนเนื้อหา

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ซีรีย์ "Thinking Out Loud คิดเสียงดัง 9 คน 9 ความคิด 9 ความสำเร็จ"

ก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้มาพูดคุยกับเทรนเนอร์คนดังระดับเซเลบคิวทอง ที่ผ่านการเทรนดาราระดับตัวพ่อ-ตัวแม่ของวงการบันเทิงมาแล้วชนิดตัวต่อตัว ตั้งแต่ สงกรานต์-ภูผา เตชะณรงค์, กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ, วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา, ชาคริต แย้มนาม, วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์, บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่, หมาก-ปริญ สุภารัตน์, คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ,แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม, ต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ลิสท์รายชื่อดาราเหล่านี้...ล้วนผ่านมือพี่เค้ามาเรียบร้อยแล้ว?

โปรไฟล์เริ่ดขนาดนี้ จินตนาการเอาไว้เลยว่า พี่กล้ามปูคนนี้จะต้องโดดเด่น เป็นสง่า มีออร่าวิ๊งๆ ระยิบระยับ ชักตื่นเต้นแล้วสิครับ แต่พอเจอตัวจริงเท่านั้นแหละ ... หน้าตาพี่เรียบร้อยมากครับ! แถมหน้าเด็กด้วย สำรวจหุ่นพี่เค้าซักพัก โอเคตัวใหญ่ตรงสเป็กเทรนเนอร์ แต่กล้ามอยู่ตรงไหน? สงสัยอยู่นาน พอถอดเสื้อเท่านั้นแหละ ซ่อนรูปชัดๆ หุ่นฟิตกล้ามเฟิร์มของจริง (แม้พี่เขาจะบอกว่ากำลังอ้วนขึ้นก็เถอะ) แต่ที่สัมผัสได้ คือความติดดิน ไม่หยิ่งต่อความสำเร็จที่มี ทำให้การสอบสวนประวัติ ครูเบนซ์-ภูมิสิทธิ์ ศิระโพธิวงศ์ เทรนเนอร์วัย 33 ปี เป็นไปอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองสุดๆ (แอบกระซิบนิดนึงว่า ก่อนมาเป็นเทรนเนอร์ ครูเบนซ์แกเป็นนักเพาะกายมาก่อนด้วย)

เบนซ์เล่าประวัติความเป็นมาของตัวเองแบบคร่าวๆ ที่สนุกเหมือนกับนั่งรถไฟตีลังกาสามตลบ! ถ้าเปรียบเป็นอาหาร ก็คงเป็นส้มตำปูปลาร้ารสจัดจ้าน ที่แม้ค้ากระหน่ำพริกลงไปแบบไม่ยั้งมือ ชีวิตของเบนซ์โตมากับการออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 12 ปี เนื่องจากสมัยก่อนเทรนเนอร์กล้ามโตรายนี้ เป็นเพียงเด็กเนิร์ดร่างกายอ่อนแอ ไม่สู้คน หรือเข้าขั้นอ่อนปวกเปียกก็ว่าได้ แถมเหนื่อยง่ายกว่าชาวบ้านเค้าอีก กีฬาปิงปองจึงตอบโจทย์ชีวิตวัยเด็กของเบนซ์ที่สุด เพราะสามารถเล่นคนเดียวได้ ไม่ต้องใช้พละกำลังมากนัก โต๊ะปิงปองที่เคยถูกเมินในศูนย์กีฬาแถวบ้าน ได้ถูกจับจองโดยเบนซ์นับแต่นั้นมา แต่ไอ้ที่ว่าเล่นๆ กลับถลำลึกลงไป เบนซ์หมั่นฝึกซ้อม ไต่ระดับจนสามารถเป็นนักกีฬาปิงปองระดับโรงเรียน แม้จะเป็นตัวสำรอง แต่นั่นถือเป็นก้าวแรกที่เปิดประตูสู่โลกนักกีฬาของเบนซ์อย่างเต็มตัว

แต่พอโตขึ้น ความสนใจก็เปลี่ยน เมื่อการตีปิงปองมันไม่เท่ห์และไม่สนองนี๊ดเบนซ์อีกต่อไป ณ ศูนย์กีฬาแถวบ้านแห่งเดิม สายตาของเบนซ์ไปหยุดที่แป้นบาสพร้อมสายตาอันเป็นประกาย กีฬานี้...กูเกิดแน่ ชีวิตช่วงมัธยมปลายเบนซ์ทุ่มให้กับการเล่นบาสเก็ตบอลเต็มตัว ก่อนจะเลิกไปเพราะภารกิจสอบเอนทรานซ์ แต่โชคชะตากลับไม่เป็นใจ เบนซ์เอนทรานซ์ไม่ติด และตัดสินใจเข้าเรียนม.กรุงเทพได้สองปี ก่อนย้ายมาเรียนสวนดุสิต คณะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สาขาธุรกิจอาหารและภัตราคาร จนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เบนซ์กลับมาออกกำลังกายแบบจริงจังอีกครั้ง

เบนซ์เข้าสู่การเล่นฟิตเนสตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตอนนั้นอายุ 21 ปี รู้สึกอยากออกกำลังกายเพราะร้างมานาน เลยกลับไปวิ่งที่ศูนย์กีฬาเดิมอีกครั้ง(หัวเราะ) คราวนี้เจอ...คนเล่นกล้าม! โอ้โห! เท่ห์มาก ถอดเสื้อทีกล้ามเป็นมัด ...ตัวโคตรใหญ่เลย มันมีที่เล่นเวทด้วย เราก็ตามพ่อไปออกกำลังกายทุกวัน แรกๆ ก็ลองไปแอบดูก่อน ว่าพวกกล้ามใหญ่ๆ เค้าเล่นกันยังไง คนไหนถอดเสื้อแล้วตัวใหญ่คือต้องดูคนนี้เล่นเลย จากนั้นก็ตามไปเล่นเบาๆ ยกดัมเบล เราก็เล่นตามแต่มั่วมาก ใช้วิธีครูพักลักจำ เล่นเอง ฝึกเอง จนผ่านมาปีกว่า เราก็อาศัยไหว้คนกล้ามใหญ่บ่อยๆ จนสนิทกัน และไปเล่นกับเค้า ไปเซฟน้ำหนักให้เค้าบ้าง

จากนั้นก็เริ่มฝึกจริงจังมากขึ้น แต่เปลี่ยนมาเล่นตอนเย็น เพราะนักกล้ามเยอะมาก เลิกเรียนคือมายิมก่อนเลย จนเราเข้าไปถามพี่ๆ เค้าว่า "พี่ มันมีที่ไหนบ้างที่มันฝึกแบบทีมชาติ" เค้าบอกว่าที่สนามไทย-ญี่ปุ่น มีนักกีฬาทีมชาติเค้าฝึกกัน ผมก็ตามไปเลย พอถึงก็โคตรอึ้ง มันต้องแบบนี้แหละ ของจริง! ผมมองรูปที่ติดผนังเลย(หัวเราะ) โห เท่ห์มาก เท่ห์กว่าอาแปะที่ศูนย์กีฬาอีก ผมคิดในหัวเลย ผมจะเป็นนักเพาะกายให้ได้ จะไม่เป็นนายแบบ เพราะเล่นกล้ามกับเพาะกายมันต่างกัน คือเล่นกล้ามเราเข้ายิมออกกำลังกาย ฝึกให้หุ่นเฟิร์ม-แข็งแรง แต่ฝึกเพาะกายจะอีกแบบกล้ามต้องสวยงามและใหญ่ตามรุ่นที่เค้ากำหนด

แต่เล่นไปเล่นมาเราก็สงสัยอีก ทำไมพวกคนกล้ามโตๆ ในรูปแม่งไม่มาเล่นเลยวะ เค้าไปเล่นที่ไหนกัน คนที่นี่ก็บอกเราว่า เค้าเปลี่ยนที่ซ้อมกันแล้ว เค้าไปทำยิมกันที่ประชาสงเคราะห์ ผมก็เอาอีก เฮ้ยพี่มันอยู่ที่ไหน? แล้วพวกเค้าเป็นทีมชาติกันเลยใช่มั้ย พอได้คำตอบคอนเฟิร์ม ผมไปทันที!

พอมาถึงที่ใหม่ เครื่องออกกำลังกายที่นี่สุดยอด เราก็เช็ครูปที่ผนังก่อนเลย โอเคใช่ กูมาถูกที่แน่นอน เลยสมัครเล่น แต่ยังเล่นมั่วๆ จำจากคนอื่นมาเหมือนเดิม พอเจอพวกทีมชาติ โอ้โห! ใช่เลย ฟินสุดๆ จากนั้นเรามาทุกวัน ไม่เล่นก็ต้องมาดูพวกเค้า จนเราทำซี้ตีเนียนได้ไปอยู่ในกลุ่มจนได้ โดยเริ่มจากไปช่วยเค้ายกไปช่วยเก็บของนี่แหละ จนเราอยากจ้างพี่เค้าเทรนด์ให้ เพราะผมไม่อยากเสียเวลาเล่นนาน ตอนนั้นการเรียนแย่มาก วิชาที่เคยเรียนเช้าเราย้ายไปบ่ายหมด ราคาค่าจ้างพี่เค้าเดือนละ 8000 ต้องขอพ่อแม่ เราจ่ายไปประมาณเกือบปีได้

วิธีคือเล่นพร้อมกับเค้าเลย จนเราอยากยกระดับตัวเองไปถึงขั้นลงแข่งขัน พี่เค้าก็ยังยืนยันว่าต้องเล่นไปเรื่อยๆ เพราะอายุกล้ามเนื้อเรายังน้อย จากนั้นก็เริ่มสอนวิธีการกิน เริ่มจากกินมื้อเล็กๆ ไม่ต้องเยอะ แล้วกินโปรตีนตามน้ำหนักตัว ไอ้เราก็คำนวณไม่เป็น ทำได้แค่แบ่งอาหารกินวันละ 5 มื้อ แต่ละมื้อจะกินอะไรก็ได้ มื้อหนึ่งข้าวหมูย่าง อีกมื้อต้มยำกุ้ง อีกมื้อกินสลัด ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนมาเป็นกิน 5 มื้อ เราเล่น 5 วัน วันละส่วน อก-ไหล่-หลัง-แขน-ขา ก็เล่นตามเค้า ไม่เคยมาวันเดียวจัดหมดทุกอย่าง เค้าบอกว่ามันมั่ว เรารู้แค่ว่าการฝึกเพาะกายต้องเล่น 5 วัน 5ส่วน

พอเล่นไปบ่อยๆ วิชาเราเริ่มเยอะขึ้นจนไม่ต้องจ้างพี่เค้าแล้ว คราวนี้เราได้ไปอยู่ในกลุ่มพี่ๆ นักเพาะกายทีมชาติเลย ในประเทศไทยกลุ่มนี้คือที่สุด ต่อมาเราก็ลองลงแข่งบ้าง ผลคือตกรอบทุกถ้วยทุกรายการ (หัวเราะ) เพราะอ้วน ตัวใหญ่ จนปี 49 เริ่มลดน้ำหนักได้ ก็ลงแข่งอีกจนได้รางวัลมิสเตอร์ไทยแลนด์ ปี 2549 ได้ที่ 4 รุ่นน้ำหนัก 75 กิโลกรัม คือรางวัลแรกในชีวิต พอเราวิชาเริ่มแกร่ง ผมเลือกรายการลงแข่งมากขึ้น รู้ว่ากล้ามเนื้อแบบผมควรลงแข่งแมตช์ไหน คือปีนั้นเรารู้ครบหมดแล้วทั้งการซ้อม การคุมอาหาร แต่ยังเทรนด์ไม่เป็น เราไม่รู้ว่าการเป็นเทรนด์เนอร์มันเป็นยังไง รู้แค่ว่าเราฝึกแบบไหนเพื่อให้ได้หุ่นที่เราต้องการและเอาไปแข่งเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าเทรนเนอร์คืออะไร

จากนักเพาะกายพลิกผันสู่การเป็นเทรนเนอร์ได้ยังไง?

ผมเริ่มเข้าสู่การเป็นเทรนเนอร์ช่วงปี49-50 เนื่องจากสนิทกับเจ้าของยิม เค้าก็เริ่มให้เราเทรนจริงๆ เราก็เฮ้ย...ดีว่ะ แถมได้เงินใช้ด้วย เรารู้แค่ว่าเป็น Personal Trainer แต่ไม่มีใบอะไรที่มันเป็นทางการ แล้วจะเป็นได้ยังไงวะ(หัวเราะ) ไม่มีความรู้เรื่องเบสิกอะไรเลย เราก็เริ่มศึกษา อ่านหนังสือ เริ่มถามคนอื่นมากขึ้น เทคนิคครูพักลักจำยังคงใช้ได้เสมอสำหรับผม (หัวเราะ) พอปี 50 เค้าเห็นผมว่างมากเลย ทางสมาคมเพาะกายเลยตั้งให้ผมเป็นโค๊ชนักกีฬาทีมชาติไทย ถึงเงินจะไม่มาก ผมก็เอา เพราะมันมีชื่อเราอยู่ในสมาคมเพาะกาย โอ้โห...เท่ห์เว้ย (หัวเราะ) มีหน้าที่ดูแลนักกีฬาทีมชาติ (พี่สิทธิ เจริญฤทธิ์) ดูแลในที่นี้คือช่วยเซฟน้ำหนักเวลาซ้อม ซึ่งมันเป็นการสอนวิธีการเทรนผมด้วยไปในตัว ผมก็เริ่มเป็นมากขึ้น และได้ไปเป็นทีมโค๊ชในกีฬาซีเกมส์ 2007 เอเชียน บีช เกมส์ 2008 ที่อินโดฯ ชิงแชมป์โลกที่เกาหลี โอ้ย...ได้ขึ้นเครื่องบินฟรี ผมก็ไปสิ แถมไปในนามทีมชาติด้วย จนถึงปี 2010 ชิงแชมป์โลกที่ดูไบ พอเสร็จสิ้นแชมป์โลกที่ดูไบ พี่สิทธิก็เลิกแข่ง ส่วนผมก็เข้าสู่การเป็นเทรนเนอร์เต็มตัว

ตอนนั้นกล้ามผมนี่น้องๆ เดอะ ฮัค แล้ว(หัวเราะ) คิดว่าถ้ายังเล่นอยู่ตามยิมเนี่ย คงไม่มีใครมาเห็นหรอก เลยไปสมัครที่ฟิตเนสแคลิฟอร์เนีย ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันเป็นช่องทางทำมาหากินหรอก แค่อยากเปลี่ยนสถานที่เล่นไปสมัครที่พารากอน แล้วตอนเล่นผมใส่เป็นเสื้อกล้ามสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น แบบที่นักกล้ามชอบใส่กัน พอเราเข้าไปเล่น ก็เริ่มสังเกตคนที่มันใส่เสื้อสีแดง เอ...พวกนี้มันใครกัน อ๋อ! พวก Personal Trainer เราก็งง เฮ้ย ทำไมหลายๆ คนมันผอม อ้วน อวบ ทุกคนแม่งเป็นแบบนี้หมดเลยหรอ ทั้งที่เรามีกล้าม แบบนี้เราก็น่าจะทำได้ดิ

ผมก็เห็นวิธีการเทรนของเค้า เฮ้ย...ทำไมมันเล่นง่ายจัง แล้วการฝึกมันก็คล้ายๆ กัน ก็เลยคิด...น่าสนใจเว้ย! เราเล่นกล้ามมามันต้องใช้ให้เป็นประโยชน์สิ ก็เริ่มหาตังค์ (ตอนนั้นยังเรียนไม่จบ) ผมตื่นเช้าไปทุกวัน เปิด 6 โมง ผมก็ไปตั้งแต่ 6 โมง เล่นจนรู้จักกับคนในนั้น เด็กมั่ง ผู้ใหญ่มั่ง ซึ่งผมตัวใหญ่สุดในนั้นเลย จนคนรู้จักเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมาคุย มาให้เรารับเทรนให้ ผมตอบตกลงแบบไม่ลังเลเลย แต่ผมไม่รู้ว่ามันไปผิดกฎระเบียบของฟิตเนสหรือเปล่า เพราะที่นี่เค้ามีเทรนเนอร์อยู่แล้ว แต่ผมก็รับเทรนนะ (หัวเราะ) ผมคิด 600 บาท ตามที่ผมเคยรับ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดราคาไหน ผมคิดแค่นี้ คือมีลูกค้ามาคนเดียวก็ดีใจแล้ว แต่นี่เริ่มจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสาม จนเป็น 5 จากนั้นเทรนเนอร์ก็เริ่มจ้องเรา ... เอาไงดีวะเทรนทีเดียว 5 คนไม่ได้แล้ว เลยเริ่มสลับเวลาเทรน คนนี้ 7 โมง คนนี้ 10 โมง ผมไม่เคยเรียนการเทรน ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ล้วนๆ จากนั้นก็เริ่มโดนเพ่งเล็งมากขึ้น ไม่อยากให้มีปัญหา เลยชวนย้ายสาขาหนี (หัวเราะ) ตอนนั้นมีสีลม สุขุมวิท เอสพลานาด พารากอน รัชโยธิน ที่เราพอไปได้ ก็เวียนไปทุกสาขาเลย (หัวเราะ) แต่พอไปที่อื่นก็ดันมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกสาขา เอาล่ะสิ เทรนเนอร์เริ่มหมั่นไส้เราแล้ว แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเจอกับดารา

ดาราคนแรกที่เบนซ์เทรนให้ แล้วเจอกันได้อย่างไร?

คนแรกที่เจอคือ แทค ภรัณยู ผมก็ไม่รู้จักหรอกว่าเค้าเป็นใคร รู้แค่ว่าไอ้คนนี้มันต้องเป็นดาราแน่เลย แต่เค้ามีเทรนเนอร์อยู่แล้วเลยไม่ได้คิดอะไร จนไปเจอแทคอีกทีในห้องน้ำพารากอน เค้าถามผมว่ามาเล่นเวทหรอ ผมบอกใช่ครับ แล้วก็ถามต่อว่าผมเป็นฟรีแลนซ์หรอเห็นหุ่นใหญ่ๆ ผมตอบใช่ แทคบอกงั้นพรุ่งนี้มาเทรนให้ผมหน่อย ผมก็บอกว่าที่นี่ไม่ได้นะ เพราะเทรนเนอร์พี่อยู่ที่นี่ เดี๋ยวมีปัญหากัน ก็กลับไปเทรนกันที่รัชโยธิน(หัวเราะ)

จนแคลิฟอร์เนียปิด ลูกค้าหายหมด จบเลยชีวิตผม งานที่มี เงินที่เคยได้จากฟรีแลนซ์ ผมชวนแทคไปสมัครฟิตเนสเฟิร์ส จนได้มาเจอกับพี่สงกรานต์ เตชะณรงค์ ก็เล่นไปเหมือนเดิม สลับกันเล่น พอหมดสัญญาผมเลยแนะนำให้พี่เค้าซื้อเครื่องไว้ที่บ้าน ผมมีโอกาสได้ไปเทรนเค้าที่บ้าน ช่วงนั้นก็ยังวิ่งฟรีแลนซ์อยู่ แต่ตอนเช้าต้องไปหาพี่สงกรานต์ จันทร์ พุธ ศุกร์

จากนั้นพี่สงกรานต์ได้ไปออกรายการพี่วู๊ดดี้ เสร็จแล้วก็มาบอกผมว่า "ผมหาลูกค้าให้คุณหนึ่งคน ถ้าคุณเทรนเค้าสำเร็จ...คุณดัง" คือตอนนั้นก็ไม่รู้จักว่าวู๊ดดี้คือใคร รู้แค่ว่าคนนี้เป็นพิธีกร (หัวเราะ) จากนั้นก็นัดผมไปที่บ้านพี่วู๊ดดี้ พอเล่นครั้งแรกผ่านไป โอเคเล่นได้ จากนั้นก็นัดผมมาเล่นตี 5 ที่บ้านเค้า พอเสร็จจากบ้านพี่วู๊ดดี้ 6 โมงเศษ ก็ต้องรีบขับรถไปหาสงกรานต์เพื่อนเทรนต่อตอน 8 โมงเช้า ผมเทรนวู๊ดดี้อยู่ 7 เดือน จนเค้าพอใจหุ่นตัวเองมาก

จากนั้นผมต้องเทรนเค้าต่ออีกเพื่องานเดินแบบของนิตยสารเมน เฮลท์ คือในช่วงเจ็ดเดือนนี้ผมเปลี่ยนสไตล์การเทรนไปพอสมควร จะมาเทรนแบบเพาะกายไม่ได้แล้ว มันคนละกลุ่มกัน สิ่งที่พี่วู๊ดดี้ต้องการคือตัวไม่ใหญ่แต่ต้องมีซิกแพ็ค จนมาถึงงานเดินแบบ พอพี่วู๊ดดี้ขึ้นเท่านั้นแหละ เสียงทุกคนฮือฮามาก มันต่างจากตอนที่เราไปโค้ชทีมชาติเลย หลังจบงานมีคนบอกผมว่า รายการเกิดมาคุยตอนที่จะถึง เป็นตอนที่พี่วู๊ดดี้จะเปลี่ยนหุ่นใหม่ "ออล นิว วู๊ดดี้" ซึ่งผมได้ออกทีวี ชีวิตผมยังเหมือนเดิมนะ แต่พอมีคนถามพี่วู๊ดดี้มากขึ้น ว่าคนนี้คือใคร จะให้เค้าเทรนได้ยังไง ติดต่อได้ยังไง จากนั้นไม่กี่วัน พี่วู๊ดดี้ ลงโปรโมทให้ทางไอจี เท่านั้นล่ะ...ได้เรื่องเลย คนติดต่อเข้ามาเยอะมาก

ต่อจากวู๊ดดี้ คือพี่ชาคริต แย้มนาม ผมไปเทรนเค้าที่คอนโด จากนั้นก็เจอวุ้นเส้น ตามด้วยบี พีระพัฒน์, หมาก-ปริญ, คิมเบอร์รี่ พอดาราเค้าลงไอจีให้ มันก็ยิ่งมีคนรู้จักมาขึ้น จนได้เทรนบอย ปกรณ์, ออม สุชา, กึ้ง ดาราส่วนใหญ่จะให้ไปเทรนที่บ้านไม่ก็คอนโด ก็วิ่งฟรีแลนซ์อยู่พักใหญ่จนเราต้องเปิดยิม-สตูดิโอของตัวเอง เราก็รับเฉพาะลูกค้าที่สามารถเข้ามาหาเราที่นี่ได้ ส่วนคนไหนที่เราพอวิ่งไปหาได้ก็ไป จากนั้นพี่บอย พีซเมคเกอร์-พี่เจี๊ยบ พิจิตตรา ก็มาอีกคู่ แทคก็พาพี่ต้นหอมเข้ามาเล่น ใหม่ดาวิกาก็โทรมาเพราะอยากเฟิร์มหุ่น ก็ไปเทรนใหม่ที่บ้าน แล้วพี่วู๊ดดี้ก็แนะนำน้าเน็กให้ไปเทรนที่บ้าน

คุณสมบัติของเทรนเนอร์ที่ควรจะมี?

คนที่จะมาทำต้องใจรัก เพราะรัก หรือชอบอะไร เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ดี นอกจากเทรนลูกค้า ตัวเทรนเนอร์ก็ต้องเฟิร์มตัวเอง รักษาหุ่นให้ลูกค้าเห็น เค้าจะได้เชื่อใจ ไว้ใจเรา เทรนเนอร์ต้องพัฒนาตัวเองตลอด รักษามาตรฐานให้ลูกค้าไม่เบื่อและรู้สึกอยากกลับมาเล่น เรื่องอาหารควรบอกเค้าหลายๆ แบบ ไม่ใช่เอะอะบอกให้กินแต่ไก่ แบบนี้ลูกค้าเบื่อแย่ (หัวเราะ) อีกเรื่องที่สำคัญคือความตรงต่อเวลาของเทรนเนอร์ อย่างผมที่ยังต้องวิ่งฟรีแลนซ์ การรักษาเวลาของลูกค้าสำคัญมาก แต่ตอนนี้ดีหน่อย ที่ผมมียิม คือตัวเองไม่สายแล้ว ขึ้นอยู่กับลูกค้าเอง (หัวเราะ ) เดี๋ยวนี้เทรนเนอร์หลายคนดูแต่ผู้หญิง สังเกตดูตามฟิตเนส เทรนเนอร์ส่วนใหญ่ต้องหล่อ ซึ่งมันสามารถดึงดูดคนเข้าไปเล่นได้ ก็เป็นการตลาดและผลประโยชน์ทางธุรกิจกันไป เทรนเนอร์ประจำฟิตเนส กับฟรีแลนซ์ต่างกัน .... เพราะเทรนเนอร์ในระบบต้องเข้าออกงานเป็นเวลา มีฐานเงินเดือนที่แน่นอน มีลูกค้า แต่ฟรีแลนซ์จะอิสระ ต้องขยันหาลูกค้าเอง

ปัจจุบันเทรนเนอร์มีเยอะแยะ อะไรคือจุดเด่น และจะได้จากเบนซ์ หากเค้าเลือกคุณ?

สิ่งที่ลูกค้าจะได้จากการเทรนของเบนซ์ ผมจะสอนให้ทานอาหารเป็น บอกเป็นไกด์ไลน์ว่าพี่น้ำหนักเท่านี้ ควรคุมอาหารโปรตีนเท่านี้ ต้องคำนวนจากน้ำหนักแล้ววิเคราะห์ให้เค้าฟัง และสอนให้เล่นเวทเป็น มันคือการสร้างวินัยเพื่อไปต่อยอดได้เอง มากกว่าเราไปปั้นหุ่นให้เค้า นั่นคือพื้นฐานที่ผมต้องการสอน

การกินอาหาร ควรเริ่มจากคุมอาหารก่อน โดยที่คุณยังไม่ต้องกินโปรตีน แค่คุณลดอาหารลง คือกินปกตินี่แหละแต่ลดอาหารหวานมันลง หรือวัตถุดิบที่มีหนัง แค่นี้น้ำหนักคุณก็ลดลงแล้ว ส่วนตัวเบนซ์กินปกตินะ คืออาหารไทยเป็นอาหารที่เน้นรสจัดจ้าน เผ็ด เค็ม ไม่เหมือนต่างประเทศที่เน้นโปรตีน ของไทยค่อนข้างหายาก จะมาหากินไก่ต้ม ผักต้ม ข้างนอกมันหายาก ก็กินส้มตำไก่ย่างกันไป(หัวเราะ) ช่วงเป็นเทรนเนอร์ผมก็กินปกติ แต่เน้นโปรตีนเป็นหลัก

เบนซ์มาถึงตรงนี้ได้ เพราะ "ความโชคดี" หรือผลจากการ "ทำงานหนัก"?

ไอ้การเป็นเทรนเนอร์เนี่ยใครก็เป็นได้ มันมีนักเพาะกายที่หันมาเป็นเทรนเนอร์แบบผมเยอะ แต่เค้าไม่มีโอกาสแบบผม ซึ่งผมมองว่ามันเป็นความโชคดีจากการทำงานหนัก เพราะผมขยันที่จะหาลูกค้า จนไปเจอดาราและมีคนรู้จักมากขึ้น ผมเชื่อมั่นว่าตัวเองมีวินัย ขยันไปเทรนวู๊ดดี้แต่เช้าผมตื่นได้ อาจโชคดีที่ผมเคยเป็นนักกีฬามาก่อน เลยทำให้ค่อนข้างเป๊ะในเรื่องระเบียบวินัย เลยคิดว่าการทำงานหนักของตัวเอง มันพาเราไปเจอเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด