เรื่องร้อนๆ…ของกาแฟ

Penthouse

สนับสนุนเนื้อหา

การดื่มกาแฟสดกลายเป็นหนึ่งในค่านิยมของคนไทยยุคปัจจุบัน ไม่ว่าเช้า สาย บ่าย เย็น ไม่ว่าที่บ้าน สำนักงาน หรือตามร้านค้า ถ้ามีโอกาสคนจำนวนมากจะเรียกหากาแฟมาดื่ม แม้ที่ผ่านมาจะมีข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของกาแฟออกเผยแพร่ให้คอกาแฟสบายใจ แต่ใช่ว่ากาแฟจะไม่มีพิษภัยอะไรเลย-โดยเฉพาะกาแฟเย็น หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าเครื่องดื่มสุดโปรดจะทำร้ายสุขภาพได้มากขนาดนั้น

หลายคนที่อ้วนขึ้น ไม่เคยมองว่าสาเหตุหนึ่งอาจมาจากกาแฟเย็น โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตัวเองรอบคอบแล้ว ด้วยการสั่งแบบไม่หวาน ลดนมข้นหรือใส่น้ำตาลน้อยลงแล้วก็ตาม แต่ไปๆ มาๆ ก็พบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นขณะที่ปัจจัยด้านอื่นยังเหมือนเดิม หากใครกำลังเจอปัญหานี้อยู่ รวมทั้งคนที่ยังไม่เจอแต่นิยมดื่มกาแฟเย็นเป็นประจำ เราอยากให้อ่านข้อมูลต่อไปนี้เผื่อจะได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเครื่องดื่มแก้วโปรด

อันดับแรกมาดูกันว่า “กาแฟเย็น 1 แก้วมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง” จากการสำรวจของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกาแฟเย็น 1 แก้วมีมากกว่าสารกาเฟอีน เพราะกาแฟเย็นขนาด 20 ออนซ์ หรือ 600 มิลลิลิตร มีส่วนประกอบของไขมัน 22.1 กรัม โปรตีน 10.9 กรัม และคาร์โบไฮเดรต 49.4 กรัม ให้พลังงานสูงกว่า 200 แคลอรี

พลังงานที่ร่างกายได้รับจากการดื่มกาแฟเย็น ส่วนใหญ่ได้จากน้ำตาลที่มาจากนมข้น ครีมเทียมหรือไซรัปแต่งรสชาติ ในปริมาณที่มากถึง 38 กรัม หรือประมาณ 10 ช้อนชา ดังนั้นลองคิดเล่นๆ ดูว่า หากเราดื่มกาแฟเย็นเฉลี่ยวันละ 2 แก้ว นั่นก็หมายความว่าร่างกายจะได้รับปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว!

อันดับต่อมาเราควรรู้ว่า “กาแฟเย็นสูตรไหนดื่มแล้วทำลายสุขภาพมากที่สุด” แม้ในความเป็นจริงขึ้นชื่อว่ากาแฟเย็นก็ล้วนแต่ทำร้ายสุขภาพทั้งนั้น ไม่ว่าลาเต้ มอคค่า เอสเปรสโซ หรือ คาปูชิโน เพราะกาแฟแต่ละสูตรมีปริมาณน้ำตาลไม่ต่างกันเท่าไรนัก ยกเว้นเมนูที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลต เช่น มอคค่า

หากลองเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในกาแฟแต่ละสูตรจะพบว่า “ลาเต้เย็น” ให้พลังงาน 288 แคลอรี มีปริมาณน้ำตาล 3-9 ช้อนชา “คาปูชิโนเย็น” ให้พลังงาน 303 แคลอรี มีปริมาณน้ำตาล 6-9 ช้อนชา ขณะที่ “มอคค่าเย็น” ให้พลังงานสูงถึง 400 แคลอรี มีปริมาณน้ำตาล 5-9 ช้อนชา แถมยังมีน้ำตาลจากน้ำเชื่อมและผงช็อกโกแลตอีกด้วย

สำหรับกาแฟเย็นสูตรอื่นนอกเหนือไปจากที่กล่าวมา เช่น “แฟรปปูชิโน” ทั้งแบบมีวิปครีมและไม่มีวิปครีม บอกได้เลยว่ากินเข้าไปแล้วมีโอกาสอ้วนเพิ่มมากที่สุด เพราะให้พลังงานสูงถึง 561 แคลอรี และ 457 แคลอรี ตามลำดับ

นอกจากปริมาณน้ำตาลในกาแฟเย็นที่ทำให้อ้วนขึ้นและสุขภาพแย่ลง ส่วนประกอบอีกอย่างที่เราต้องระวังให้ดีคือ “ครีมเทียม” เพราะครีมเทียมมีส่วนประกอบหลักเป็นไขมัน โปรตีน และน้ำตาล ส่วนใหญ่สกัดมาจากน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว จึงมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวสูงประมาณร้อยละ 20-50 ถือเป็นไขมันทรานส์ที่ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบการทำงานของตับผิดปกติ

หากชงกาแฟเติมครีมเทียมครั้งละ 2-3 ช้อนขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน ยิ่งนานก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด

นอกจากนี้ในกาแฟเย็นยังมีกลลวงความอร่อยอีกอย่างที่เราต้องคำนึงถึง นั่นคือ “น้ำเชื่อมแต่งรสชาติ” เช่น วานิลลา ฮาเซลนัท มินต์ และ คาราเมล ซึ่งอยู่ในหมวดหมู่ของน้ำตาลไซรัป ที่ส่งผลให้แคลอรีในกาแฟแก้วโปรดเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ตามหลักโภชนาการที่ดี ร่างกายของคนเราควรได้รับพลังงานโดยเฉลี่ย 2,000 แคลอรีสำหรับผู้หญิง และ 2,500 แคลอรีสำหรับผู้ชาย ซึ่งการดื่มกาแฟเย็นเพียงแก้วเดียวก็ทำให้ร่างกายได้รับแคลอรีสูงกว่า 1 ใน 4 ของแคลอรีในอาหารรวม 3 มื้อ

สำหรับคนที่ดื่มวันละหลายแก้ว และไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากนัก จึงไม่แปลกที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากการที่ร่างกายได้รับน้ำตาลปริมาณสูง จนไม่สามารถเผาผลาญให้หมดในแต่ละวัน เกิดการเปลี่ยนสภาพเป็นไขมัน และกลายเป็นเซลลูไลต์ใต้ชั้นผิวหนังตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

นอกจากนั้น การดื่มกาแฟเย็นเกินกว่า 1 แก้วต่อวัน ร่างกายก็เสี่ยงสูงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น โรคอ้วน มะเร็งลำไส้ โรคหัวใจ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพราะน้ำตาลเป็นตัวทำลายความสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกาย

ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา สรุปได้ว่าใครที่ติดกาแฟเย็นมาก เคยกินวันละหลายแก้ว ขอให้ลดลงมาเหลือวันละแก้ว หรือหลายๆ วันสักแก้วก็ยิ่งดี วันอื่นๆ เปลี่ยนมาเป็นกาแฟร้อนดีกว่า เพราะการกินแบบร้อนจะช่วยลดปริมาณน้ำตาลและไขมันได้มากกว่า อีกทั้งยังได้รับรสชาติของกาแฟมากขึ้นด้วย

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ กาแฟสด

เรื่องล่าสุดของหมวด Grooming

ดูหมวด Grooming ทั้งหมด