ผู้หญิงสร้างบ้านมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด (สุดท้าย)

ผู้หญิงสร้างบ้านมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด (สุดท้าย)

ผู้หญิงสร้างบ้านมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด (สุดท้าย) เกี่ยวกับ บ้าน

S! Home (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

อ่านตอนที่ 2 ตอนก่อนหน้า

ถึงตอนนี้ เพื่อน ๆ หลายคนที่หลวมตัวติดตามเรามา อาจจะกำลังคาดหวังว่า หน้าตาบ้านของเรา คงจะออกมาเหมือนกับบ้านต้นแบบ หรืออย่างน้อย ก็ควรจะคล้ายกับแบบบ้าน 3D ที่คุณหนุ่มทำมาให้

แหะ แหะ เราต้องขอโทษจริง ๆ ที่สร้างความคาดหวังให้เพื่อน ๆ ด้วยรูปบ้านต้นแบบที่สวยหรู และต้องโทษ "เวลา" ที่เรามีค่อนข้างมาก บวกกับความ "ฟุ้งซ่าน" และ "จินตนาการ" อันไม่สิ้นสุดของแอร์สติเฟื่อง ทำให้บ้านของเรา น่าจะเพี้ยนจากต้นแบบไปไกลโข

เริ่มต้นจากระเบียงบ้านชั้นสอง ที่ตามแบบ จะยาวมาสิ้นสุดอยู่แค่กำแพงหน้าบ้านที่มีกระจกบานใหญ่ เปิดรับแสงอุ่น ๆในตอนกลางวัน ตามสไตล์บ้านเมืองหนาว ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนและลมมรสุม ต่างกับบ้านเราที่ในปัจจุบัน เหลืออยู่เพียงแค่สองฤดู คือฤดูร้อน กับ ฤดูร้อน ship หาย และบางทีอาจจะมีพายุฝน ลมแรงบ้างประปราย เราก็เลยกังวลว่า ถ้าเราจะเอาสวยแบบบ้านต้นแบบ เราคงต้องติดแอร์ทั้งหลัง และเปิดใช้ทั้งวัน จนอาจจะโดนธนาคารยึดบ้าน เพราะเอาเงินไปจ่ายค่าไฟจนไม่พอส่งค่างวด  เราเลยต้องปรับเปลี่ยนหน้าต่างบานใหญ่ ให้เป็นประตูบานเลื่อน ที่เปิดรับลมทะเลที่วิ่งเข้าทางทิศใต้ หรือ หน้าบ้านของเราแทน และขยายระเบียงชั้นสองให้ยาวออกมานิดหน่อย เพื่อพอจะเป็นกันสาดให้กับห้องรับแขกชั้นล่างเวลาเกิดพายุฝนลมแรง เพราะเราก็ไม่ค่อยมั่นใจในระบบประตูหน้าต่างอลูมิเนียม ว่าถ้าต้องปะทะลมฝนตรง ๆ จะสามารถกันน้ำรั่วน้ำซึมได้ดีแค่ไหน เลยต้องหาตัวช่วยไว้ก่อน จะให้ติดกันสาดแบบในแบบ 3D มันก็ผิด concept บ้าน loft แบบ งง ๆ ของเราอ่ะจิ

เท่านั้นไม่พอ ด้วยความที่ดูรูปเยอะ อ๊ะ บ้านนั้นก็สวย อุ๊ย แบบนั้นก็ดี เอ๊ะ แบบนี้ก็ใช่ เราก็เลยเอาทุกอย่างที่เราชอบและน้องชายรับได้ มาลงกับบ้าน ซึ่งต้องบอกว่า ที่เราคิดว่ามันน่าจะดี คือ จินตนาการล้วน ๆ เรายังต้องรอลุ้นไปทุก ๆ ขั้นตอน ว่ามันจะออกมาหน้าตาแบบไหน และแอบเกรงว่า สุดท้ายแล้วจะบ้านเราจะออกมาคล้าย ๆ "สมเสร็จ" คือ ผสมเสร็จทุกแบบ จะสวยก็ไม่เชิง จะน่าเกลียดก็ไม่ใช่ มันดู งง ๆ ปน ๆ ไม่รู้จะนิยามยังงัยดี



เห็นภาพเสก็ต "สมเสร็จ" ของเราแล้ว อย่าเพิ่งหนีหายไปไหนนะ ตัวจริงมันอาจจะสวยก็ได้ อยู่รอลุ้นกับเราก่อน นะ นะ นะ

ประตูหน้าต่าง ก็เป็นอีกส่วนที่เราดัดแปลงจากต้นแบบ และพิมพ์เขียว เพราะเราต้องการรับแสงและลมจากธรรมชาติ เพื่อประหยัดพลังงาน ตำแหน่งหน้าต่าง จึงต้องคำนึงถึงทิศทางลมให้มาก  ลมจะไหลเวียน ต้องมีทั้งทางเข้าและทางออก เช่น ถ้าเราเปิดประตูด้านหน้าให้ลมเข้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง ควรมีประตู หรือหน้าต่าง เปิดไว้เพื่อให้ลมสามารถวิ่งผ่านออกไปได้ ถ้าลมไม่มีทางออก ถึงลมจะเข้ามาในห้อง แต่จะไม่มีการไหลของกระแสลม เราก็จะไม่รู้สึกถึงลมที่พัดผ่านตัวเรา เพราะฉะนั้นเวลาว่างตำแหน่งประตูหน้าต่าง ต้องดูว่า เราต้องการให้กระแสลมวิ่งผ่านไปอย่างไร ตำแหน่งไหนด้วย โชคดีที่บ้านเราเป็น "คลองลม" รับลมจากทิศใต้ในฤดูร้อนทางหน้าบ้าน  และรับลมเหนือในฤดูหนาวทางหลังบ้าน เลยน่าจะช่วยลดอุณภูมิในบ้านไปได้มาก แม้ไม่ได้ใช้อิฐมวลเบา

หน้าต่างชุดใหญ่ เราเปลี่ยนเป็นแบบซอยลูกฟักทั้งหมด  เพื่อให้ได้ลุคแบบ loft loft ส่วนชุดเล็ก เราเปลี่ยนเป็นหน้าต่างทรงสูงแต่แคบ เพื่อรับแสงและลม แต่ยังได้ความเป็นส่วนตัว ประมาณนี้





งบประตูหน้าต่างเป็นอีกส่วนที่ตัดออกจาก BOQ เพราะความหลากหลายทั้งตัววัสดุ และ ราคา เลยตัดปัญหา เจ้าของบ้านจัดการเองเลย ชอบแบบไหน มีงบเท่าไหร่ จัดเอง และแน่นอนว่า คนงกอย่างเรา สิ่งแรกที่คำนึงถึงก็คือ ต้องถูกและถึก UPVC วัสดุยอดนิยมของบ้านรุ่นใหม่ ๆ ถูกตัดออกไปเป็นอันดับแรกเพราะราคา 555 วัสดุที่เข้าตา มาแรงแซงโค้ง คือกรอบประตูหน้าต่างเหล็ก เพราะถูก ทน ถึก ที่สุดใบบรรดาตัวเลือกและที่สำคัญลุคดิบ ๆ ของเหล็กต้องทำให้บ้านเราดูล๊อฟท์ ลอฟท์ เท้ เท่ห์ แน่ ๆ แต่ปัญหามันอยู่ที่ เราหาช่างติดตั้งไม่ได้ เพราะโรงงานเค้าทำให้แต่กรอบ แต่เราต้องหาช่างประกอบเอง ซึ่งช่างฝีมือที่จะรับประกันเรื่องการป้องกันน้ำรั่วน้ำซึม หายากมาก เราเลยต้องตัดใจเลือกใช้อลูมิเนียมแทน ซึ่งกว่าจะลงตัว คุยกับช่างหลายรายมาก พอตกลงใจได้ จะนัดเข้ามาวัดพื้นที่ ช่างบอกคำนวณราคาผิดไปเกินครึ่งแสน หน้ามืดซิค่ะ น้องไม้โท ยังไม่กลับมาเลย พี่ต้องจ่ายเพิ่มอีกแล้วหรา เลยต้องทำการบ้านใหม่ เดชะบุญอีกแล้ว เพื่อนคุณแม่แนะนำช่างที่คุ้นเคยกันให้ เลยได้ราคาที่ยังอยู่ใน budget ค่อยยังชั่ว สเปคที่เราใช้คือ อลูมิเนียมอบดำของ schimmer หน้าตัด 1.5 สำหรับประตูหน้าต่างชุดใหญ่ และ 1.2 สำหรับหน้าต่างชุดเล็ก  ตัวบานกระทุ้งและบานสวิงเป็น 1.5 กระจกเขียวตัดแสง 6 mm. ถ้าเป็นช่องแสงก็ 8 mm. ราคารวมมุ้งลวดอยู่ที่ประมาณสองแสน พอไหว ๆ ภาพประกอบตามมาทีหลังนะคะ เราก็รอดูอยู่เหมือนกัน ว่าจะหมู่หรือจ่า หวังว่าคงจะรออีกไม่นาน

บ้านเรามีเสาและเหลี่ยมมุมค่อนข้างเยอะ ทำให้งานจับเซี้ยมกลายเป็นงานช้าง และด้วยเวลาที่จำกัด ผรม เลยขอใช้เซี้ยมสำเร็จ เพื่อประหยัดเวลา ซึ่งผลที่ออกมา ทำให้เราได้มุมเสา กรอบประตูหน้าต่าง ที่ถ้าคมกว่านี้อีกนิดเดียว คงจะได้เลือดถ้าเผลอเอามือไปโดนเข้าแน่ ๆ  อุ๊ยเสียว




ตรงชานพักบันได เราใช้เหล็กกล่องขนาด 4x4 สี่ท่อน ทำเป็นระแนงบังตา เพื่อไม่ให้สายตาคนภายนอกสามารถมองทะลุทะลวงบ้านเราได้มากเกินไปนัก เพราะแค่นี้บ้านเราก็แทบจะไม่มีอะไรเป็นความลับอีกแล้ว สังเกตเจ้าถิ่น ว่าพริ้มขนาดไหน นี้เป็นการยืนยัน ว่าบ้านน้อยของเจ้านายเราอยู่สบายจริงอะไรจริง




หลังจากรอด้วยใจระทึกมาหลายเดือน ในที่สุดบ้าน "สมเสร็จ" ของเราก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เมื่องานฉาบทั้งภายนอก ภายในเสร็จเรียบร้อย และช่างเริ่มขึ้นไปตีไม้ครอบโครงหลังคา แน่นอนว่าวัสดุที่เราเลือกใช้ ต้องเป็นไม้เทียม เราไม่ใช้ไม้จริง เพราะไม่อยากสร้างแรงบันดาลใจให้คุณปลวกชวนกันสร้างเส้นทางสายไหม จากพื้นดินสู่หลังคาบ้าน เพราะกว่าพวกท่านจะเดินทางถึง เราคงต้องสูญเสียอะไรอีกมากมาย

Concept บ้านเราคือ loft งง ๆ คนขับรถผ่าน เห็นหน้าบ้านจากทางถนนด้านข้าง จะงง ๆ ว่าทำไมสร้างบ้านเบี้ยว  แต่บ้านไม่ได้เบี้ยวนะคะ สาบานได้ มันเป็นอุบายให้คุณต้องขับรถวนผ่านหน้าบ้านเราอีกรอบ แล้วจะเห็นถึงความงามที่ซ่อนอยู่ เพ่งอีกนิด บวกกับจินตนาการอีกหน่อย รับรองสวย 555


ด้านข้างยังตีไม้ไม่เสร็จ ช่างพาลูกชายไปบวชเณรค่ะ เดี๋ยวกลับมาต่อ


มองจากหน้าบ้าน ถ้าไม่ติดม่านนี้ นึกว่าอยู่บ้าน AF ถ่ายทอดสด 24 ชม.


ตำแหน่งที่จะก่อครัวปูน




วางโต๊ะทานข้าวตรงนี้



โถงบันไดชั้นบน




มองย้อนไปทางหน้าบ้านบ้าง

ระหว่างที่รอพี่ช่างปั่นงานให้ทันกำหนด เราจะขยายความเรื่องการขอใบอนุญาต และการหาแหล่งเงินกู้เพื่อเป็นไอเดียให้กับเพื่อน ๆ ที่กะลังมีความคิดที่จะสร้างคานทองนิเวศน์เหมือนเรา หรือจะสร้างวิมานสีชมพูไว้ครองคู่กะสุดที่รัก ให้คนอิจฉาเล่น เอาเท่าที่จำได้นะคะ เพราะผ่านมาหลายเดือนละ อาจจำรายละเอียดได้ไม่หมด

อย่างที่บอกตอนแรก ว่าโดนขู่ไว้เยอะ เรื่องการขอใบอนุญาต สมัยพ่อเราท่านจะต่อเติมบ้าน เมื่อนานมาแล้ว ลองจินตนาการว่า  คุณครูตัวเล็ก ๆ (ตัวจริงใหญ่มาก) หอบหิ้วแบบพิมพ์เขียวที่อุตส่าเก็บหอมรอมริบจ้างเค้าเขียน ไปทำเรื่องที่จังหวัด แต่กลับได้เจอเจ้าหน้าที่เขี้ยวลากดิน กลั่นแกล้งให้แก้แบบพิมพ์เขียวซ้ำแล้วซ้ำอีก เอาไปตรวจ แล้วให้เอากลับไปแก้ พอแก้ตรงนี้เสร็จ บอกตรงนั้นยังไม่ถูก พอเอากลับไปแก้ตรงนั่น ก็บอกตรงนู้นยังไม่ใช่ อยู่ประมาณ 7-8 รอบ บอกมาที่ละจิ๊ด แทนที่จะบอกให้ไปแก้มาทีเดียว พ่อเราท่านก็ไม่รู้จะทำยังงัย เงินก็ไม่ได้มาก จะให้ควักจ่ายใต้โต๊ะก็ไม่มี ผ่านมาตั้งหลายเดือน ใบอนุญาตก็ไม่ผ่านซักที สุดท้ายพ่อเราเลยชวนลูกศิษย์ไปเป็นเพื่อน 2-3คนไปช่วยกันดู ไปช่วยกันฟัง ว่าแบบมันผิดตรงไหน เผื่อที่แล้ว ๆ มา พ่อฟังไม่ครบ อาจจะตกหล่นไป เลยแก้ไม่ผ่านซักที ปรากฎว่าได้ผลจ้า คราวนี้แบบผ่านฉลุย หลังจากพยายามมาหลายเดือน ถ้าเพื่อน ๆ เจอปัญหาคล้าย ๆ กัน อาจจะเอาอย่างพ่อเราก็ได้นะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา (อ้อ!! ลืมบอกไปค่ะ  ตอนนั้นพ่อเราสอนอยู่ที่โรงเรียนเทคโนโลยีไทยสุริยะค่ะ 555)        

นั่นมันเรื่องสมัยเรายังเป็นเป็นละอ่อนเนอะ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เด๋วนี้ข้าราชการส่วนใหญ่ น่ารัก เป็นมิตร พร้อมให้บริการประชาชนดีกว่าแต่ก่อนมาก แต่เพื่อความไม่ประมาท เราก็เตรียมตัวเราไปเป็นอย่างดี ทำใจไว้ก่อนเลย ว่าการติดต่อราชการ ไม่มีทางจบเรื่องได้ในครั้งเดียว ดังนั้นในครั้งแรกที่เราไปติดต่อ สำนักการช่าง ก็ตั้งใจแค่ไปรับข้อมูล เพื่อจะได้เตรียมเอกสารในการยื่นให้ครบถ้วนในครั้งต่อไป

เอกสารที่ใช้ในการยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง  ก็มี

ใบขออนุญาตก่อสร้าง (กรณีของเรายื่นพร้อมใบขออนุญาตรื้อถอน)
สำเนาโฉนดที่ดิน ที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน (ถ้ารื้อด้วยก็เตรียม 2 ชุด)
แบบพิมพ์เขียว 5 ชุด
สำเนาบัตรประชาชนผู้ขออนุญาต
สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของที่ดิน (ในกรณีผู้ขออนุญาตกับเจ้าของที่ดินไม่ใช่คนเดียวกัน)
สำเนาทะเบียนบ้าน (ของทั้งคู่)
หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดิน/เจ้าของบ้าน(กรณีรื้อถอน)
ภาพถ่ายบ้านที่ต้องการรื้อถอน
สำเนาบัตรประชาชนของสถาปนิกและวิศวกรคุมงาน(ถ้ารื้อด้วย 2 ชุด)
สำเนาใบประกอบวิชาชีพของสถาปนิกและวิศวกรคุมงาน

สังเกตมั้ยคะ ถ้าโฉนดไม่ใช่ชื่อเรา เอกสารมันดูเยอะแยะวุ่นวายมาก ต้องมีหนังสือยินยงยินยอมอะไรก็ไม่รู้มากมาย ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนสร้างเป็นคนจ่ายแท้ ๆ และมันจะยุ่งยากกว่านี้อีก ถ้าเราจะใช้โฉนดใบนี้ไปขอกู้แบงค์ เราต้องมาทำเรื่องขอเปลี่ยนชื่อผู้ขออนุญาตให้เป็นชื่อเดียวกับเจ้าของโฉนดอีก วุ้ย เยอะสิ่ง

เพราะฉะนั้น ตัดปัญหา ทำให้เรื่องมันง่ายตั้งแต่ต้นมือ เราเลยไปกราบขอรับมรดกจากคุณนายแม่ล่วงหน้า โอนสมบัติพัสถานทั้งหลายทั้งปวงมาเป็นชื่อเรา (ทำเป็นลืมว่าน้องชายก็ช่วยส่งงวดครึ่งนึง) เพื่อให้การดำเนินการขออนุญาตและขอกู้แบงค์สะดวกขึ้น เวลาต้องเซ็นเอกสารอะไร เราก็เซ็นเองเลย ไม่ต้องปวดหัวตามล่าลายเซ็นเสด็จแม่ แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนคิดว่า เครดิตตัวเองไม่พอกู้ จำเป็นต้องกู้ร่วมกับคนในครอบครัว แนะนำว่าในโฉนดควรจะมีชื่อของผู้กู่ร่วมเป็นเจ้าของร่วมกัน ยกเว้นเพื่อนคนไหนล่ำซำมากพอ ไม่ต้องง้อธนาคาร โฉนดจะเป็นชื่อใครก็ไม่ต้องไปสนใจ จัดเอกสารตามข้างบนไปยื่นได้เลยจ้า

หลังจากยื่นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ถ้าเอกสารครบถ้วน เจ้าหน้าที่ก็จะนัดเข้าไปรับใบอนุญาตรื้อถอน ซึ่งพอได้มาแล้วใครพร้อมก็รื้อไปเลย แต่เราไม่พร้อม เพราะตอนที่ยื่นขอใบอนุญาต เรายังไม่มีตังค์เลยซักกะบาท

ไม่ว่าแบบจะเริดแค่ไหน ไม่ว่าผู้รับเหมาจะเจ๋งยังงัย บ้านเราก็ไม่มีทางเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ถ้าขาดขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับราชินีเงินผ่อนอย่างเรา นั่นคือ การหาแหล่งเงินกู้  อย่างที่บอกค่ะว่าเราไม่มีเงินเก็บ มีแต่เงินเดือนที่หมุนเป็นลูกข่างทุกเดือน เป็นคน มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก แต่มีศักยภาพในการผ่อนสูง 555 สร้างบ้านครั้งนี้ เรากะจับเสือมือเปล่าเลย คือเอาเงินแบงค์มาจ่ายผรม ล้วน ๆ ซึ่งก่อนที่เราจะไปกู้แบงค์ เราต้องมั่นใจว่า ผรม รับได้กับนโยบายการจ่ายเงินของเรา เราคุยกับผรม ตรง ๆ ว่าเราไม่มีเงินสำรอง นั่นหมายความว่าเค้าต้องมีทุนสำรองในการดำเนินการก่อสร้างในช่วงแรก ๆ ก่อนที่เราจะได้เงินจากแบงค์ เค้าก็แบ่งรับแบ่งสู้ คือต่างคนต่างใหม่ ต่างคนต่างแปลกหน้า ต่างคนก็ต่างกลัว เรากลัวจ่ายเงินให้เค้าล่วงหน้าแล้วเค้าเชิดเงินหนี ผรมก็กลัวทำงานไปแล้วสำรองจ่ายไปแล้ว ถึงเวลาเราไม่จ่ายเงิน อืมมม ชักจะยากละ เราเลยพบกันครึ่งทาง คือ เราจะจ่ายล่วงหน้านิดหน่อยพอให้ผรมสั่งซื้อวัสดุมาดำเนินงานได้ และส่วนที่เหลือจะจ่ายเมื่องานแต่ละส่วนเสร็จและแบงค์เข้ามาตรวจงวดงาน พอตกลงเงื่อนไขและราคาก่อสร้างเรียบร้อย เราก็ทำ BOQ ฉบับยื่นแบงค์ขึ้นมาอีก 1 ฉบับ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นฉบับ (แพง) พิเศษ 555

เรา mark up ราคาก่อสร้างขึ้นไปชนเพดานที่เราคิดว่าน่าจะกู้ผ่าน เพราะตอนแรกคิดไว้ว่าจะได้มีเงินเหลือพอสำหรับแต่งบ้าน แต่มาตอนนี้ ต้องขอบคุณเงินก้อนนี้ที่ทำให้เราไม่ต้องเครียดมากเวลางบสร้างบ้านมันบานออกไปเรื่อย ๆ เราว่ากู้เงินสร้างบ้านเนี่ยะ เผื่อเหลือ ดีกว่าเผื่อขาดนะคะ ถ้าเหลือ เราสามารถเอาไปโปะคืนเงินต้นได้ แต่ถ้าขาด บ้านเราจะมีอาการไม่ครบสามสิบสองเอานะคะ เยอะไว้เหอะ เชื่อเรา

ก่อนจะยื่นกู้ เราเตรียมเอกสารทางการเงินทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น สลิปเงินเดือน ใบทวิ Statement และอื่น  ๆ ที่พอจะยืนยันรายได้ของเรา ไปให้แต่ละแบงค์ลองพิจารณาคร่าว ๆ ว่า หน้าตาอย่างเราเนี่ยะ พอจะกู้ได้วงเงินเท่าไหร่ ถ้าเพื่อน ๆ เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท ลองถามฝ่ายบุคคลของเพื่อน ๆดู ว่าทางหน่วยงานหรือบริษัท มีสัญญาเงินกู้พิเศษกับทางธนาคารไหนบ้างรึเปล่า โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ เพราะชีวิตจะง่ายขึ้นมาก ถ้าเรามีเงินกู้สวัสดิการ  เราจะสามารถกู้ได้วงเงินที่สูงกว่าลูกค้ารายย่อยทั่วไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ คือดีงาม  โชคร้ายของเราที่ดันหนี้เยอะ เลยอดใช้สิทธิ โชคดีของเราที่ฟ้ายังปรานี ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อนแท้คนอยากมีบ้าน อนุมัติเงินกู้ในวงเงินที่เราต้องการพอดี๊พอดี  และที่แจ่มกว่านั้นคือ เราสามารถเบิกล่วงหน้าก่อนการก่อสร้างได้ถึง 20% โดยเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีกนิดหน่อย who cares!!! 555 นาทีนี้มีเงินมากอดอุ่น ๆ ตั้ง 20% จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ช่างมัน ดีกว่าต้องมานั่งเครียด บ้านไม่คืบหน้า เพราะหมุนเงินไม่ทัน เงินก้อนแรกนี้จะได้ในวันที่เราทำนิติกรรมที่กรมที่ดิน ซึ่งกรณีของเรา ต้องหลังจากได้ทำการรื้อถอนบ้านหลังเก่าเรียบร้อยแล้ว ข้อดีอีกข้อของ ธอส คือ เราจะเบิกเงินเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรอให้เสร็จงวดงานตามที่ธนาคารกำหนดเหมือนธนาคารอื่น ๆ เพียงแต่ถ้าได้เงินล่วงหน้า 20% มาแล้ว งวดถัดไปงานต้องคืบหน้าเกิน 20% จึงจะทำเรื่องเบิกได้ โดยแแต่ละครั้ง จะมีบริษัทเอกชนเข้ามาตรวจงวดงาน และแจ้งไปยังธนาคารว่าแต่ละงวด งานคืบหน้าไปกี่ % และถ้าเงินงวดที่ประเมินน้อยเกินไป ทางแบงค์ก็อนุญาตให้เราทำเรื่องขอเบิกเงินเกินงวดงานได้อีก แต่ต้องไปทำเรื่องที่สำนักงานใหญ่ แถว ๆ พระรามเก้าเท่านั้น อะไรมันจะดีงามขนาดนี้ กราบบบค่า

สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากสร้างบ้าน แต่กลุ้มใจว่ารายได้ยังไม่มาก กลัวกู้แบงค์ไม่ผ่าน กลัวเงินไม่พอ เราขออนุญาตแนะนำ ให้เพื่อน ๆ ลองเอาเอกสารทางการเงินไปลองขอคำปรึกษาจากธนาคาร ซึ่งถ้าให้เราแนะนำ ธนาคารอาคารสงเคราะห์นี่แหละเริดสุด เข้าใจคนทำบ้าน และเข้าใจคนตังค์น้อย ลองให้ จนท คำนวณวงเงินที่เราสามารถกู้ได้คร่าว ๆ ว่ามีเท่าไหร่ จากนั้นเราค่อยมาวางแผน วางแบบ ทำบ้านตามกำลัง ตามวงเงิน ถ้าวงเงินมันน้อยนิดกระจิ๊ดริ้ด สร้างบ้านได้หลังกระจ้อยร่อยไม่พออยู่ ก็รออีกซักสามสี่ปีให้รายได้เพิ่มขึ้นอีกนิด แล้วลองไปยื่นใหม่ เรามีเวลาทั้งชีวิตในการสานฝันของเราให้เป็นจริง สู้ ๆ น้า     

หวัดดีค่า ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ยังรอลุ้น สะกิดสะเกา ให้กำลังใจกันเป็นระยะนะคะ หลังจากไปแอบซุ่มส่งข้าวส่งน้ำทีมช่างอยู่ค่อนเดือน สมเสร็จน้อยก็ค่อย ๆ คืบหน้า พอที่จะจินตนาการได้ว่า มันก็แอบหล่ออยู่นะเนี่ยะ 555 ของ ๆ ใคร  ใครก็ว่าสวยว่าเริ่ดเนอะ



ระแนงครอบโครงหลังคามาครบแล้วจ้าา  แต่ขอโทษ หลังคานี้ได้มาจากหยาดเหงื่อ หยดเลือด และรอยน้ำตาของทีมช่างกันเลยทีเดียว เพราะพอพี่เค้ากลับมาเริ่มงานหลังจากหยุดไปงานบวชหลายวัน  ก็รีบเร่งงานหลังคาให้จบ แต่แล้ว โครม!!! เสียงดังสะเทือนไปสามบ้านแปดบ้าน เสียงเรียก เสียงหวีดร้องของคนเห็นเหตุการณ์ ทำให้ทุกคน ทุกงานต้องหยุดชะงัก พี่ช่างคนหนึ่งพลาดเหยียบแผ่นกระเบื้องแตกและพลัดตกทะลุหลังคาลงมา โชคยังดี ที่พี่เค้ากอดระเบียงที่ยื่นออกมาไว้ทัน เลยได้รับบาดเจ็บแค่กระดูกเท้าแตก ถ้าพลาดกว่านี้อีกนิด และไม่มีระเบียงชั้นสองรับร่างเค้าไว้ จากความสูงเกือบ 10 เมตรนี่  บ้านเราได้เจ้าที่เพิ่มแน่ ๆ พี่เค้าเป็นคนเดียวที่ไม่สวมเข้มขัดนิรภัย  ทำงานที่สูงประมาทไม่ได้เป็นอันขาดเลยน้า

วันรุ่งขึ้นช่างที่บาดเจ็บกับแฟน และช่างอีกคนขอตัวกลับบ้าน อ้าว ซวยละ ไหงงั้นอ่ะ แล้วบ้านตรูหล่ะ แง ๆ

ช่างบอกว่า จะขอกลับไปรักษาตัวที่บ้าน พร้อมทำพิธีขอขมาเจ้าที่ และเป่ากระหม่อมตามความเชื่อท้องถิ่นของเค้า เพราะแม่ยาย(พี่เค้าบอกว่า แกเป็นแม่หมอ) โทรมาบอกว่าเห็นเจ้าที่ที่บ้านเรา 4 ท่าน ยืนมองดูตอนช่างปีนขึ้นไปบนหลังคา ประมาณว่า ทำอะไรกัน ไม่เห็นบอกท่านก่อน เรางิ ขนแขนแสตนอัพ ลุกชันตั้งแต่กระหม่อมจรดปลายเท้าก็รู้นะคะ ว่าท่านช่วยดูแลรักษาบ้านให้ แต่แบบ หนูขอรับด้วยใจ ขอระลึกถึงกันเบา ๆ นะคะ ทักแบบนี้หนูไม่ไหว ใจหล่นหมดเบย หนูเลยต้องตั้งโต๊ะบอกกล่าว ขออนุญาตท่านอีกรอบ สงสัยว่าตอนเปลี่ยนช่างชุดใหม่เข้ามา หนูยังไม่ได้บอกกล่าวท่านก่อนแน่ ๆ เลย เลยมีเรื่องให้ใจสั่นเบย (คือ เรางมงายอ่ะนะ 555 ที่บ้านขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าเจ้าที่ดูแลดีมากกก ใครมาพัก ทักกันเกือบทุกคน เหอๆ)    งานเดินไปได้จิ๊ดนึง ก็ต้องหยุดชะงักไปอีก เพราะช่างหายไปสามคน คนนึงขับรถไปส่ง อีกคนดูแลคนเจ็บ จบกัน

ถึงตอนนี้เราทำใจแระ เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั่นละกัน ขี้เกียจตั้งธง ว่าจะต้องเสร็จเดือนนั้นเดือนนี้ เพราะพอเราคาดหวัง เวลาไม่เป็นไปตามหวัง เราก็หงุดหงิดงุ่นง่าน  ยิ่งรอยิ่งช้า เลยช่างมัน ไปบินแบบลืม ๆ กลับมาทีก็แวะไปดูที ผ่านไป 2 อาทิตย์ เออ งานก็เดินเรื่อย ๆ เนอะ ช่างอีก 2 คนก็กลับมาแล้ว แถมพาเพิ่มมาอีก 2 ชีวิตเริ่มดี อิ ๆ

ตอนนี้เหลืองานหลัก ๆ คือ ฝ้า พื้น ห้องน้ำ สีและติดตั้งหน้าต่าง ซึ่งช่างอลูจะรอจนกว่างานฝ้าเรียบร้อยถึงจะเข้า ปัญหาคือช่างฝ้าเดี้ยงไปแล้ว เลยต้องรอก่อน ช่วงนี้ก็เลยมาเก็บรายละเอียดอื่น ๆ เป็นงานต่อเติมแบบด้นสด ข้อดีของการที่เราเข้าไปดูงานเองแบบเช้าถึงเย็นถึง ก็คือทำให้เราสามารถแก้งาน ปรับงานไปพร้อม ๆ กับช่างได้เลย ไม่ต้องมาคอยทุบทิ้งทำใหม่ให้เสียเวลา เสียกำลังใจ

ช่างเตรียมปรับพื้นเทปูนลานหน้าบ้านให้เรา แต่เราไม่อยากได้พื้นปูนทั้งหมด เพราะมันดูแห้งแล้ง เราอยากให้บ้านมีพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลยเทแค่ทางเดินเข้าบ้านพอ  ตอนแรกผรม บอกให้ทำประตูรั้วทางด้านขวาของตัวบ้าน จะได้ทำทางเดินตรงจากประตูรั้วไปประตูบ้านได้เลย เอิ่ม จะดีหราคะ ตามตำรา เค้าบอกว่า ประตูรั้วอยู่ด้านขวา คือตำแหน่งเสือ ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้านก็จริง แต่แบบ สำหรับผู้หญิงโสดอย่างเรา โอกาสเฝ้าคานจะมีสูงขึ้นนะ เพราะตำแหน่งมังกร (ซ้าย) ที่หมายถึงผู้ชาย จะหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว โอ้ว-มาย-ก้อด แค่คิดก็ปวดตับจี๊ด ไม่ได้นะ ถึงเราจะสร้างบ้านเองได้ แต่เราก็ยังอยากมีผู้ชายมาคอยให้ออดอ้อนออเซาะบ้างอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น ประตูรั้วก็ต้องอยู่ด้านซ้ายของตัวบ้านสิ เด๋วจะตั้งน้ำพุ น้ำตก เพิ่มเข้าไปทางซ้ายด้วย มังกรจะได้ไหลมาเทมา   อว่ะ ฮะ ฮะ ฮา

ไปทางซ้ายด้วย มังกรจะได้ไหลมาเทมา   อว่ะ ฮะ ฮะ ฮา  


เราให้ช่างก่อกำแพงด้านข้างเชื่อมระเบียงชั้นสองที่เราให้เค้าขยายออกมาเป็นกันสาดประมาณ 50 cm กับพื้นเก้าอี้ไม้ระแนงด้านล่าง เพื่อให้ได้ลุคโมเดิร์นนิด ๆ ตอนแรกช่างใช้อิฐก้อนเดียวก่อตั้งขึ้นมาบาง ๆ แบบรูปด้านบน ซึ่งมันไม่ใช่อ่ะ เราอยากให้มันมีมิติ เห็นเป็นคล้าย ๆ กรอบบัวยื่นออกมาจากตัวบ้าน จะให้ช่างก่อเป็นกำแพงสองชั้นก็ใช้เวลา ช่างเลยเพิ่มอิฐเป็นรูปตัวแอลบังตาแทน คือ มองด้านหน้าก็จะได้ความหนา แต่ตรงกลางกลวงเป็นช่อง เจ๋งเลยทีนี้ เพราะเราจะมีพื้นที่สำหรับทำชั้นวางของ หรือแขวนต้นไม้ตรงเฉลียงน้อย ๆ ของเราเพิ่มขึ้นอีก





ที่เห็นเป็นฐานปูนด้านล่างนั่น เอาไว้วางไม้พื้นเทียม เราตั้งใจจะทำเป็นเฉลียงเล็ก ๆ ไว้นั่งอ่านหนังสือ หรือ รับแขกนอกบ้าน  คล้าย ๆ แบบนี้

ทางเดินเข้าบ้านเป็นรูปตัวแอล มาจนถึงทางด้านขวาของตัวบ้าน ก่อนจะยกพื้นอีก 2 step ยาวไปจนถึงประตูบ้าน



หน้าประตูทำเก้าอี้ปูนไว้ชิดรั้วบ้านสำหรับนั่งถอด และเก็บรองเท้า จะได้ไม่ต้องมีตู้รองเท้ามาตั้งเกะกะหน้าบ้าน รับพลังชี่ได้เต็มที่ แต่เรามีลางสังหรณ์ว่านะ พออยู่ๆ ไป รองเท้ามันต้องออกลูกออกหลานเกินตู้เตี้ย ๆ นี้แน่ ๆ และนอกจากจะทำหน้าที่เป็นเก้าอี้แล้ว เจ้านี่ยังเป็นที่พบปะสังสรรค์ของเจ้านายตัวน้อยของเรากับบรรดาแฟนคลับด้วย คือนางสตรอเบอแหลมาก จนเป็นที่ชื่นชอบของพี่ข้างบ้านกับลูกสาวลูกชาย ตอนยังไม่ได้ทำบ้าน นางจะไปยืนเห่าเรียกให้เค้ามาคุยมาลูบหัวทุกวัน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน เราเลยต้องทำสะพานให้ฑูตสันถวไมตรีตัวน้อยทำงานได้สะดวก ๆ หน่อย ยังต้องอยู่ใกล้กันไปอีกนาน



ช่องว่างระหว่างรั้วบ้านกับทางเดินตั้งแต่เก้าอี้ยาวไปจนถึงสนาม เราตั้งใจจะปลูกโมกข์หรือไม่ก็สวนแนวตั้งไว้เป็นแนวกำแพงเลย จะได้เขียว ๆ สดชื่น ๆ แล้วก็ช่วยบังรั้วข้างบ้านด้วย พอดีให้ ผรม ของพี่ข้างบ้านเค้าทำไปเลยเพราะบ้านเค้าเสร็จก่อน  แต่มันไม่ค่อยจะเข้ากับบ้านเราเท่าไหร่

และ อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเราก็กำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง เราชอบทำกับข้าวกินเอง ไม่ใช่ว่าอร่อยนะ แค่ติดรสมือตัวเอง แต่ถ้ามันอร่อยจะปลาบปลื้มมากกก  แม่เราก็ทำกับข้าวเก่ง เพื่อนสนิทน้องเรายิ่งเทพมาก และชอบแวะมาใช้ครัวที่บ้านให้เป็นลาภปากบ่อย ๆ เราเลยออกแบบครัวให้ใหญ่ ยาว  เข้าไว้ เผื่อเวลามาทำอะไรกินกัน จะได้สะดวก ๆ เราตั้งใจจะทำเป็นครัวปูนเลย เพื่อความคุ้ม ทน ถึก ไม่ทิ้ง concept

ตอนแรกไปดูครัวปูนสำเร็จรูปที่บุญถาวร อันนั้นก็สวย อันนี้ก็โดน สวยนะ อยากได้นะ แต่ราคาทำร้ายจิตใจมาก จะเป็นลม เลยเอาใหม่ ให้ช่างก่อ counter แล้วซื้อหน้าบานมาติดน่าจะดีกว่า ทีนี้ก็ไปตามล่าหาหน้าบานตาม modern trade ทั้งหลาย แต่แบบ แหม่ บ้านน้องออกจะตั้งใจให้เกือบ ๆ  loft เจอหน้าบานของพี่เข้าไป ครัวบ้านน้องออกเป็นแนวเกือบ ๆ country กันเลยทีเดียว น้องชายไม่อนุมัติจ้ะ อีคุณพี่ก็เลยต้องคิดใหม่ทำใหม่ เอางัยดีว่ะ ไม่รู้จะปรึกษาใคร สุดท้ายก็กลับไปซบอก "อากู๋" อีกตามเคย

เพื่อนแท้ยามยาก หาได้ใน "พันทิป" เราต้องขอบคุณเพื่อนในพันทิป ที่ช่วยรีวิว ครัวปูน diy ไว้มากมาย จนทำให้เราได้ idea หาหน้าบานงาม ๆ มาประดับครัวปูนของเรา แน่นอนที่สุด มิตรแท้คนยาก อยากมีบ้านสวย ก็ต้องไม่พ้น IKEA เราหาข้อมูล ดูภาพประกอบ อ่านรายละเอียดจากรีวิวของเพื่อน ๆ จนมั่นใจว่า ช่างบ้าน ๆ ก็น่าจะพอทำได้หน่า

เริ่มจาก download catalogue ของ IKEA มาศึกษา ว่ามีหน้าบานแบบไหน ขนาดเท่าไหร่บ้าง แล้วก็วางแปลนคร่าว ๆ ว่าครัวของเราจะมี function อะไรตรงไหนบ้าง  จากนั้นก็ลอง บวก ลบ คูณ หาร ดูว่าต้องใช้กี่บาน ขนาดไหนบ้าง เพื่อให้ความยาวของครัวไม่เกินพื้นที่ ๆ เรากำหนดไว้ ซึ่งครัวรูปตัวแอลของเรา มีความยาวเกือบ 6 เมตร ออกมาได้หน้าตาแบบนี้


เราได้หน้าบานกับตู้ลิ้นชักพร้อมอุปกรณ์มาในราคา 14,xxx บาท ถูกน้ำตาไหล  
และตอนนี้ ช่างก็เริ่มก่อปูน พร้อมเตรียมวงกบสำหรับครัวในฝันของเราแล้ว



ขอบคุณค่า ดีใจที่ยังไม่ทิ้งกันเนอะ ช่วงนี้งานค่อย ๆ กระดึ๊บ เพราะเป็นงานละเอียดค่ะ เพื่อน ๆ เข้ามาอัพเดทซักสองอาทิตย์ครั้งก็ได้นะคะ จะได้ไม่เสียอารมณ์ที่เราอืดดด

การเลือกวัสดุปูท้อปครัว ก็เป็นอะไรที่น่าปวดหัวอยู่เหมือนกันเนอะ ตอนแรกเราว่าจะใช้หินแกรนิต สวย แกร่ง เหมือนคนเลือก อิอิ แต่พอสืบราคาแล้ว คงต้องปล่อยให้มัน สวย แกร่ง อยู่ที่ร้าน เหมือนที่เราก็สวย แกร่ง อยู่บนคาน ต่อไปก่อน รสนิยมแปรผันตามรายได้นะจ๊ะ จะปูกระเบื้องก็ไม่ชอบร่องยาแนว จะปูแกรนิโต้ ก็กลัวเป็นคราบแล้วทำความสะอาดยาก สุดท้ายเลยจบที่ท้อปปูน เปลือย ๆ ดิบ ๆ เราเลือกใช้สีซีเมนต์กาว ฉาบผิวชั้นบนสุดอีกที เพื่อให้ท้อป มีความแกร่ง กันน้ำ กันซึม และยึดเกาะดีกว่าปูนฉาบธรรมดา เคลือบพื้นผิวด้วยน้ำยาเคลือบผิวปูน ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ ป้องกันคราบฝังแน่น คราบน้ำมัน และเช็ดล้างทำความสะอาดได้ อีก 2-3 ชั้น ประหยัดและหวังว่า น่าจะสวย  จริง ๆ อยากได้สีปูนจาง ๆ แต่สั่งซื้อปูนสีจากภูเก็ต ไม่ได้เห็นสีจริง สีเลยเข้มกว่าที่คิดไว้ หวังว่าพอแห้งแล้วสีจะจางลงอีก แต่ฝนก็ตกจ๊างงง เลยแห้งไม่สนิทซักที

งานฝ้า ใช้ช่างชุดเดียวกับช่างอลูมิเนียม ใช้เวลาแค่ 3-4 วันก็เสร็จเรียบร้อย ฝ้าเป็นอีกส่วนที่เราให้ความสำคัญ โดยเฉพาะฝ้าชั้นบน เพราะถือเป็นปราการสำคัญในการป้องกันความร้อนจากหลังคาลงมาสู่ตัวบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน เราเลือกใช้ฝ้ากันความร้อนแบบมีฉนวนโฟมในตัว แทนฉนวนกันความร้อนชนิดอื่น เพราะจะเลือกฉนวนใยแก้วก็กลัวหนูกัดฟลอยด์ขาด แล้วอาจเป็นอันตรายในระยะยาว จะเลือกใช้ PE โฟมที่หุ้มด้วยฟลอยด์ ก็มีคนรีวิวว่าความหนาไม่พอในการกักความร้อน ถ้าฝุ่นจับ ประสิทธิภาพของฟลอยด์ในการสะท้อนความร้อนก็ลดลงอีก เลยเอาแบบติดกับฝ้า ใช้ไปเลยยาว ๆ ค่าแรงจ่ายทีเดียวด้วย แต่ราคาก็แพงกว่าฝ้าธรรมดาหลายร้อยเลย ที่สำคัญ ต้องสั่งผลิตนะจ๊ะ ไม่ใช่แค่เดินไปชี้ ๆ จะเอา ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อน ๆ สนใจจะใช้ฝ้าแบบนี้ แนะนำวางแผนนิดนุง รอกันเป็นเดือนเหมือนกัน



เห็นตอนแรก งง อะไรฟระ จ่ายตั้งแพง รอตั้งนาน แค่เอาโฟมจัดบอร์ดหน้าห้องเรียนตอนเด็ก มาแปะกะฝ้าแผ่นเรียบ แค่นี้เนี่ยะนะ!!! โว้ะ!!!



เลยต้องทำการพิสูจน์ว่ามันสมราคาคุยป่าว เค้าโม้ว่าโฟมเค้าผสมสารเคมีชนิดพิเศษ กันความร้อน 5 เท่า (อันนี้ต้องรอพิสูจ์ตอนอยู่จริง) เป็นฉนวนโฟมชนิดไม่ลามไฟ แปลว่าติดไฟ แต่ดับตรงที่ไฟลุก ไม่ลามไปส่วนอื่น อีนี่รีบเลยจ่ะ ไปหาเศษโฟมหัก ๆ มาเผาไฟดู ก็ เออ ไม่ลามจริงด้วยแฮะ ไฟลุกอยู่แป๊บเดียวก็ดับ ไม่ลามหรือหลอมโฟมจนเหลือจิ๊ดเดียวแบบปกติ น่าจะดี ๆ

เราให้ช่างทำช่อง service ไว้ทั้งชั้นล่างชั้นบน เผื่อเวลาต้องเปิดฝ้าซ่อมไฟ หรือท่อน้ำรั่ว ซึม อะไรประมาณนี้ ช่อง service มีขายสำเร็จรูป หน้าตาแบบนี้



งานฝ้าก็มี detail นะจ๊ะ คุณเพื่อนส่งข้อมูลมาให้ว่า เวลายิงฝ้า หล่อนต้องให้ช่างยิงสกรูตามแนวขวางของแผ่นฝ้านะยะ เพื่อป้องกันปัญหาตกท้องช้าง บลา ๆ ๆ เอิ่ม คือ ช่างยิงไปแล้ว ทำไปแล้ว ไปบอกให้เค้าแก้ เค้าจะค้อนเอามะ โชคดีที่ช่างเป็นมืออาชีพพอ เงยหน้ามองแล้วโล่งอก ถูกต้องตามทฤษฎีเป๊ะ

 เราไม่ค่อยชอบฝ้าหลุม เพราะมันดูหลุยส์เกินไปสำหรับบ้านลอฟท์ สำหรับเรา ชอบแบบเรียบ ๆ มากกว่า ที่สำคัญ อยากให้เพดานบ้านสูงซัก 3 เมตร เป็นอย่างน้อย จะได้โปร่งสบาย แต่ปัญหามันเกิด เพราะท่อประปาที่ต่อมาจากห้องน้ำชั้นสอง สองตำแหน่ง คือในห้องครัว กับ ห้องนั่งเล่น มันดันอยู่ต่ำ ทำให้ฝ้าเราอาจจะต้องต่ำกว่า 3 เมตร ไม่ย้อม ไม่ยอม เค้าจะเอา 3 เมตร ๆ

หลังจากคิดหัวแทบแตกว่าจะแก้ปัญหายังงัยดี สุดท้ายเลยใช้วิธี drop ฝ้าลงมาเฉพาะจุด คล้าย ๆ ว่าตั้งใจซะเลย  จริง ๆ แนวท่อในห้องครัวมันนิดเดียว แต่ถ้า drop แค่ตามแนวท่อ มันก็คงดูแปลก ๆ เหมือนห้องมีตำหนิ  เลย drop ลงมาตามพื้นที่ที่จะวางโต๊ะอาหาร แล้วเดี๋ยวแต่งด้วยโคมระย้าอีกที ให้ห้อยลงมาตรงตำแหน่งกลางฝ้าที่ drop ซึ่งก็จะอยู่เหนือโต๊ะอาหารพอดีเด๊ะ สวยงามตามท้องเรื่อง อิ ๆ



พอมองไปบนเพดานห้องรับแขก จะเห็นเหล็กอะไรก็ไม่รู้ โผล่มานิด ๆ ไม่ต้องตกใจนะ ให้จินตนาการว่าเป็น สปริงเกิล ดับไฟตามโรงแรม แลดูรวย 555 (คือเตรียมคำตอบไว้ให้อีน้อง เวลามันเงยไปเห็น ...คืออีพี่แอบทำโดยพลการ ไม่ได้บอก เพราะกลัวมันด่า)



จริง ๆ แล้วมันคือ ที่แขวนกระสอบทราย ไว้ให้เรา ซ้อมมวย เป็นหญิงแกร่ง เบื่อ ๆ ก็ปลดกระสอบ แขวนชิงช้าไว้นั่งเล่น เป็นสาวหวาน งิ  เป็นความใฝ่ฝันมานาน ชั้นอยากแกว่งชิงช้าในบ้าน เกร๋ ๆ งิ อิ ๆ ให้เค้าทำให้ 2 จุด เลย เอาไว้ตรงโถงหน้าห้องเก็บของอีกจุด เพราะตรงนั้นเป็นคลองลม ลมพัดสบายทั้งวัน

พองานฝ้าเรียบร้อย ก็ถึงคราวของหน้าต่างอลูมิเนียม พระเอกของเรา จริง ๆ แล้ว ลำดับของงาน หน้าต่างควรจะเข้าทีหลังสุด หลังจากทาสีเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้วงกบ กระจก เปื้อนสี ทำให้ต้องมาทำความสะอาดกันยกใหญ่ทีหลัง แต่

เนื่องจากว่า งานมันดีเลย์ไปค่อนข้างมาก อะไรเสร็จเราก็อยากให้รีบ ๆ ทยอยทำ ๆ ไป จะได้เสร็จไวขึ้นอีกนิด ก็เลยให้ช่างอลูมิเนียมเข้าเลย เรื่องของเรื่อง คืออยากเห็นเร็ว ๆ อ่ะ ว่าติดกระจกแล้วมันจะหล่อมั้ย




อลูมิเนียมที่ใช้ ตัววงกบใช้ของเมืองทอง 1.2 mm บานเป็นของ schimmer 1.5 mm  เท่าทีไปส่อง ๆ ดู 1.2 mm ก็ดูแข็งแรงแน่นหนาดี
พอติดวงกบเข้าไป บ้านหล่อขึ้นมาอีกเท่านึงเลย ความเป็นลอฟท์เริ่มส่องประกาย ฝ่าม่านหมอกความ งง ออกมาสู่สายตาประชาชี ผู้ร่วมลุ้นด้วยใจระทึก

พระเอกมาละ ทีนี้ตามมาดูนางเอกของเราบ้าง  เราตกแต่งกำแพงห้องนั่งเล่น ฝั่งตรงข้ามกับประตูบ้านด้วยอิฐเทียมสีขาว ก่อโชว์แนว





ตัวอิฐเทียมทำจากปูนขาว พิมพ์เป็นแผ่นบาง ๆ แปะประสานด้วยปูนกาว ตอนแรกจะก่ออิฐมอญโชว์เป็นกำแพง 2 ชั้น แต่แอบสงสารคนงาน เลยว่าจะเปลี่ยนเป็นแผ่นผนังคอนกรีตพิมพ์ลายที่เค้าฮิต ๆ กัน ก็แอบแพง เลยมาจบที่แผ่นอิฐเทียม ที่พอก่อออกมาเสร็จเรียบร้อย....เฮ้ยยย ก็แอบสวยเหมือนกันนะเนี่ยยยย!!!

รายงานตัวคร่าาาา

ในที่สุดเดือนกันยาก็หมดไปอีกเดือน และบ้านเราก็ยังคงไม่เสร็จ แต่นาทีนี้ เราไม่ค่อยแคร์แล้วหล่ะ เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตอนนี้ขอแค่ให้งานเดินหน้า ช่างทำงานทุกวัน และผลออกมาตรงใจเราเป็นพอ ต้องยกเครดิตให้ผรม ที่อดทนและก็ยอมแก้ยอมเปลี่ยนตามใจเราทุกอย่าง อาจจะมีค้อนกันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ยังไม่ทิ้งกันไปไหน งานหนักสุดของช่างก็เห็นจะเป็นงานแก้ผนังฉาบ

หลังจากงานฝ้าเสร็จ ช่างก็เริ่มทาสี โดยเริ่มจากชั้นบนก่อน งานทำท่าจะไปได้ดี ถ้าเราไม่ไปเห็นว่า สีกึ่งเงาที่เราเลือกใช้ มันสะท้อนริ้วรอยต่าง ๆ ของงานฉาบให้เราเห็นชัดมาก มากจนเราคิดว่า ถ้าพ่อมาตรวจรับงาน พ่อต้องให้แก้แน่ ๆ เพราะงานฉาบสมัยนี้เทียบกับสมัยพ่อ มันคนละเรื่องเลย และก็เป็นดังคาด พ่อเราถึงกับลงมาจาก ตจว. เพื่อมาคุมเอง พ่อเราใช้ไฟฉายมาส่องให้ดูเลยนะ ว่าแบบนี้ผ่านไม่ผ่าน สงสารช่างเหมือนกัน ตอนแรกเราก็กะว่าเอาพอประมาณไม่ต้องเรียบกริบ เพราะอยากให้จบไว ๆ  แต่พ่อบอกว่า บ้านเราสร้างครั้งแรก และอาจจะเป็นครั้งดียว เพราะฉะนั้นให้ทำให้ดีไปเลย จะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจทีหลัง เพราะถ้าเข้าไปอยู่แล้ว การจะแก้ไขมันเป็นเรื่องยาก และอาจจะต้องจ่ายหนักกว่าเดิม พอฟังงี้ เราก็เอาว่ะ ครั้งเดียว ทำให้ดีไปเลย จัดการบอกให้ช่างรีดปูนฉาบบางทั้งหลังเลยจ้า ใช้ปูนขาวฉาบบางตราลูกดิ่ง สีเหลือง ฉาบแล้วขัดด้วยกระดาษทราย ก่อนทาสีทับ กินเวลาไปอีกเกือบ 2 อาทิตย์ ตอนนี้ก็ยังไม่จบดี ยังเหลือชั้นล่างอีกบางแผง แต่ก็โอเคเลยนะ ผนังเรียบสวยขึ้นอีกเป็นกอง เราแนะนำเลยค่ะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะทำบ้าน ให้ช่างฉาบขาวบางหรือฉาบ skim coat ก่อนงานทาสีไปเลย เพื่อเก็บแผลและเก็บเม็ดทรายจากงานฉาบ ผนังเราจะได้สวยเรียบ ลูบไม่สะดุด ส่วนข้อเสีย ก็แน่นอน ว่ามันทำให้เรากระเป๋าฉีกกกก  

เรื่องล่าสุดของหมวด รีวิว

ดูหมวด รีวิว ทั้งหมด