ผู้หญิงสร้างบ้าน มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด (1)

ผู้หญิงสร้างบ้าน มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด (1)

ผู้หญิงสร้างบ้าน มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด (1) เกี่ยวกับ บ้าน

S! Home (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

สำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลายที่ยังคงรู้สึกว่างานสร้างบ้านนั้นมันยากเย็น เหน็ดเหนื่อยเกินความสามารถของตัวเอง แต่สำหรับคุณ everafter จากเว็บไซต์พันทิป ดอทคอมเธอนั้นเป็นผู้หญิงเก่งที่คิดและสร้างบ้านด้วยตัวเอง

ขอใช้พื้นที่รีวิวบ้านหลังน้อยของเราหน่อยน้า แต่... จริง ๆ ก็ไม่น้อยเท่าไหร่ เพราะเรางก ประมาณว่าสร้างทั้งที ทำเผื่อโตไปเลยละกัน แหะ ๆ

บ้านหลังนี้ของเรากับน้อง สร้างบนที่ดินของบ้านเดิมคือบ้านที่อยู่มา 30 กว่าปี มันถึงเวลาลาจากเราไปอย่างถาวร หลังจากพยายามทู่ซี้ ถูลู่ถูกัง ต่อเติม ซ่อมแซมกันมาหลายครั้งตั้งแต่รุ่นพ่อ พอมาถึงรุ่นลูก จะให้ต่อเติมซ่อมแซมอะไรอีก สังขารของบ้านก็คงไม่อำนวยแล้ว เหมือนคนแก่ ทำศัลยกรรม หาหมอเก่งแค่ไหน สังขารข้างในก็เอาชนะกาลเวลาไม่ไหว เลยต้องตัดสินใจ "ตาย แล้ว เกิดใหม่" เท่านั้น

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะทำบ้านใหม่หรอกนะคะ บ้านเดิมเป็นบ้านแฝด แล้วเพื่อนบ้านที่เป็นแฝดกันเค้าจะทุบบ้านเค้าแล้วทำใหม่ เอาละซิจุดประกายความอยาก อยากทำ ๆ อยากมีบ้านใหม่ด้วย ช่วงแรก ๆ นอนไม่หลับ เพราะอิจฉา 555 อยากทำบ้าง แต่ติดปัญหาตรงที่ "ขาดปัจจัย" ก็เลยต้อง "ตัดใจ"

พอตัดใจได้แล้ว ก็หันมาพอใจกับสิ่งที่เรามี บ้านเราก็ยังสวยนะ ไม่ทำก็ไม่ต้องเป็นหนี้ อยู่ได้สบาย ๆ ไปอีกหลายสิบปี บลา ๆๆๆ สุดแต่จะหาข้อดีมาอ้าง เพื่อบรรเทากิเลส

ผ่านไปเกือบครึ่งปี ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องกลับมาคิดเรื่องทำบ้านอีกครั้ง เหมือนฟ้าสั่งว่า เธอต้องทำ มันได้เวลาแล้ว ฟ้าใช้วิธีส่งสารที่หวังผลเลิศมาก เพราะพอเรารับสารปุ๊บ เราตัดสินใจปั๊บเลย กำลังนอนดูหนังอยู่ดี ๆ ในวันฝนตก อยู่ ๆ ปลายเท้าก็รู้สึกเย็น ๆ เอ๊ะ อะไรเปียก ๆ มอง ๆ ไป อ๊ะ น้ำท่วมเข้ามาในห้องรับแขก ฝนก็ไม่ได้ตกหนักนี่หว่า น้ำไม่เคยท่วมถึงห้องรับแขกนะ มองไปมองมา เริ่มเห็นม่านน้ำตก ตกลงมาหน้าทีวี อุแม่เจ้า ลงมาเป็นสายเลยจ้า รางน้ำตรงส่วนต่อเติมชั้นสองล้น เพราะรางระบายตัน น้ำทะลักเข้าห้องนอนแม่ ต้องหาเรือไฟเบอร์มารองน้ำ แล้วคอยวิดน้ำจากเรือไปทิ้งในห้องน้ำ นั่งวิดไปดิ่ ค่อนคืน ชีวิตรันทดมากกก นั้นเป็นจุดที่เราตัดสินใจกับน้องว่า "ทำบ้านใหม่" กันเถอะ

แต่ก็อย่างที่บอก เราไม่มีตังค์ เงินเก็บ ไม่มีเลย มีแต่เงินเดือน จะทำบ้านโดยไม่มีเงินก้อน มันจะได้หรา เราก็เลยเริ่มหาข้อมูล จากเพื่อน ๆ ในพันทิป ระหว่างนั้นเราก็ ออกแบบแปลนบ้าน พร้อมทั้งหาแบบบ้านที่ชอบ ๆ เอาไว้ แต่เราก็ยังลังเล ว่าจะทำดีไม่ทำดี เป็นหนี้ไปอีก 30 ปี ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆนะ แม่เรานี้ค้านหัวชนฝาเลย ทะเลาะกันบ้านแทบแตก เพราะแม่กลัวเราเป็นหนี้ กลัวส่งไม่ไหว ให้เก็บเงินก่อนค่อยคิดทำ แต่เราคิดว่า กว่าเราจะเก็บเงินได้พอจะสร้างบ้าน ป่านนั่นราคาก่อสร้าง ราคาวัสดุ มันไม่ขึ้นไปถึงไหนต่อไหนแล้วหรา แล้วให้เราไปเริ่มผ่อนตอนอายุเยอะ ๆ ค่างวดก็แพงอ่ะจิ เพราะระยะเวลามันสั้น เริ่มเร็ว ก็ผ่อนหมดเร็ว แถมงวดก็ถูกว่า เพราะผ่อนได้ยาว มีตังค์ค่อยโปะทีหลังก็ได้ สุดท้ายเราเลยต้องปรึกษา "คุณหมอ" หึ ๆ

พอ "คุณหมอ" ฟันธง ว่าต้องทำ เพราะมีเกณฑ์ต้องเสียเงินเรื่องบ้าน (เรายังไม่บอกเลยนะ...รู้ได้งัยฟระ) ให้ทำ ผ่านได้แน่นอน ไม่ต้องห่วง เราก็เกิดความฮึกเหิม เอาวะ เราต้องทำได้แน่นอน ... สู้ ๆ

เริ่มจากตกลงใจเรื่องแปลนและแบบบ้าน โดยใช้ apps   HomeDesign 3D ใน iPad ออกแบบ ที่ดินของเราเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หน้าแคบ ขนาด 50 ตรว. ซึ่งก็คล้าย ๆ กับบ้านหลังนี้ เราเลยลองวางแปลนบ้านให้ลงตัวกับตัวบ้านต้นแบบ


Cr. ภาพจาก google

แปลนชั้นล่าง

แปลนชั้นบน

ขอโทษทีค่ะ เมื่อคืนหนีไปนอนแล้ว เพิ่งเริ่มเขียน อาจจะช้าหน่อยนะคะ  ต่อ ๆ น้า

แปลนบ้านชั้นล่าง เราอยากให้บ้านโล่ง ๆ โปร่ง ๆ หน้าต่างบานใหญ่ ๆ แสงเข้าเยอะ ๆ จะได้ประหยัดไฟ เพราะเราชอบอยู่บ้านสว่าง ๆ  โชคที่หน้าบ้านหันไปทางทิศใต้ เลยไม่ร้อน รับลมได้เต็มที่ เราแบ่งเกือบครึ่งนึงของชั้นล่าง เป็นห้องนั่งเล่น ห้องครัวอยู่หลังบ้าน ติดกับโรงจอดรถ เข้าประตูโรงจอดรถมาจะเจอห้องเก็บของ ที่ใช้เป็นห้องซักผ้า รีดผ้าด้วยเลย กะว่าพอกลับจากทำงาน ลากกระเป๋าเข้าบ้าน ก็ทิ้งไว้ในห้องเก็บของเลย ยูนิฟอร์มที่ซักมาใหม่ ก็แขวนไว้ห้องนี้ พอเวลาจะแพ็คกระเป๋า จัดถุงเสื้อ ก็สะดวก ไม่ต้องลากไปไกล คิดไว้ละ อิ ๆ และที่ติดกับห้องเก็บของ ก็เป็นห้องน้ำ

ส่วนชั้นสอง เราแบ่งเป็นสามห้องนอน มีโถงเล็ก ๆ พอที่จะวางโต๊ะหมู่บูชา ไว้นั่งสมาธิ สวดมนต์ ตอนแรกก็แอบนอยด์ เพราะห้องน้ำอยู่ติดกับห้องโถงเลย ไม่แน่ใจว่าจะผิดหลักฮวงจุ้ยป่าว แต่ลองหาข้อมูลดู เค้าว่า ถ้าโต๊ะหมู่ ไม่ได้ใช้กำแพงเดียวกับห้องน้ำก็ไม่เป็นไร เราเลยสบายใจหน่อย แต่ตั้งใจว่าจะทำชั้นหนังสือตรงแผงกำแพงห้องน้ำอีกชั้น แก้เคล็ด

ห้องนอนเรากับน้อง ทำห้องแต่งตัว เป็น walk in closet ไปเลย เพราะจากประสบการณ์เดิม ๆ เสื้อผ้ามันมักจะชอบออกมาอยู่นอกตู้  ทำให้ห้องนอนดูรกมาก ต่อไปนี้ ของรก ๆ โยนไว้ในห้องแต่งตัว  แล้วปิดประตูซะ แค่นี้ห้องนอนก็จะดูโล่ง สะอาด น่านอนแระ แต่ห้องพ่อแม่ ไม่มีห้องแต่งตัวนะคะ เพราะท่านไม่ได้อยู่ถาวร ไป ๆ มาๆ ท่านมีบ้านอยู่ ตจว ด้วย เลยเน้นห้องใหญ่ โล่ง ให้คนแก่อยู่สบาย ๆ บ้านนี้ห้องน้ำเยอะมากค่ะ อยู่กัน 2 คน กับ 2 ตัว ห้องน้ำ 4 ห้อง ป้าดดด


บ้านเราติดถนนสามด้านค่ะ คือ ทิศเหนือ ใต้ และตะวันออก อยู่ตรงมุมพอดี เข้าออกได้สองทาง ตอนแรกก็นั่งคิดกับน้องว่าจะหันหน้าบ้านไปทางไหน ถ้าหันทิศเหนือ ก็สะดวก เพราะจอดรถฝั่งนั้น แต่เพราะเป็นถนนสายหลัก และมีฟุตบาทอยู่ตลอดแนวรั้ว จึงมักมีคนงาน เด็กวัยรุ่น มานั่งพักขา นัดเจอกันเป็นครั้งคราว จะทำให้เราเสียความเป็นส่วนตัว ถ้าเป็นทิศใต้ รถเข้าออกยากกว่าทิศเหนือ แต่หันไปหา บัณฑิต คือ เพื่อนบ้านน่ารัก ๆ ที่คุ้นเคยกันทั้งหลาย  เป็นถนนซอย ไม่พลุกพล่านเหมือนทิศเหนือ  เราเลยตัดสินใจหันหน้าบ้านไปทางทิศใต้ดีก่า แล้วจอดรถหลังบ้านเอา ตอนแรกไม่อยากทำทางเข้าออก สองทาง เพราะตามหลักฮวงจุ้ย ไม่ดี เงินยิ่งไม่ค่อยจะมี แบบนี้เงินยิ่งไหลออกกันไปใหญ่

จะสร้างบ้านอยู่ไปอีกหลายสิปปี เราเลยศึกษามันทุกเรื่อง ทั้งศาสตร์ และศิลป์ ต้องสวยถูกใจ ต้องอยู่เย็นเป็นสุข ช่วงแรก ๆ กลายเป็นสิงห์ iPad ว่างเป็นเข้าเน็ต หาข้อมูล การจัดวางตำแหน่งห้อง ตำแหน่งเฟอร์ กว่าจะลงตัว แบบที่เราพอใจ และ ไม่ผิดหลักฮวงจุ้ยมากนัก เล่นเอาเหนื่อย แต่ทำออกมาแล้วเราก็พอใจ ว่าเราได้ทำเต็มที่แระ จะได้ไม่ต้องมานั่งแก้ทีหลัง

พอเราตัดสินใจเรื่องแปลนกับแบบได้แล้ว ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำฝันให้เป็นจริง ขั้นแรก เราต้องหาคนเขียนแบบให้ก่อน ใครดีล่ะหว่า เขียนแบบแพงมั้ยน้า ไม่มีความรู้เลย ไม่รู้จะทำยังงัย เราเลยปรึกษา "อากู๋" บอกแล้วว่าสร้างบ้านแบบไม่มีเงินเก็บ จะให้จ้างสถาปนิกเขียนแบบ ราคา ห้าหมื่นสิบหมื่น ไม่มี๊ ไม่มี ก็เลยต้องท่องโลกไซเบอร์ หาอัศวินม้าขาว

ในที่สุด สวรรค์มีตา ส่งสถาปนิกคู่บุญมาช่วยเรา เจอแล้วจ้า ผู้ชายในฝัน นั่งอ่านหน้าเวปของพี่แก มองเห็นอุดมการณ์อันแรงกล้า ในการสรรค์สร้างผลงานคุณภาพเพื่อผู้ยากไร้  นี้มันใช่เลย คนที่เราตามหา 5555
ถ้าเอ่ยชื่อ จะผิดกฏมั้ยอ่ะ เอาเป็นว่า ขอเอ่ยชื่อเล่นไว้ เพื่อเป็นเกียรติ และขอบคุณในความเมตตาของท่านละกันนะ 555 เวลาพาดพิงจะได้ไม่งง

"คุณหนุ่ม" วิศวกรผู้รักงานออกแบบ คือ อัศวินม้าขาว ของเรา พอเห็นราคาปุ๊บ เราตัดสินใจปั๊บ หยิบโทรศัพท์กดหาทันทีเลย เราเอาแปลนที่เราออกแบบไว้ กับ แบบบ้านต้นแบบ ให้คุณหนุ่มดู ว่าอยากได้แบบนี้ คุณหนุ่มก็เอาข้อมูลไปลองทำแบบบ้านสามมิติส่งมาให้เราดู ว่าจะออกมาประมาณนี้นะ ถ้าเราโอเค ก็ให้มัดจำ และอีกไม่เกิน 2 อาทิตย์ นั่งรอรับพิมพ์เขียวอยู่ที่บ้านได้เลย เจ๋งป่ะล่ะ งานด่วน เงินไม่กระเด็น นี้มันสถาปนิกในฝันชัด ๆ 555


ระหว่างรอพิมพ์เขียวด้วยใจระทึก เราก็ปรึกษา หาข้อมูลจาก "อากู๋" เกี่ยวกับการสร้างบ้านให้มากที่สุดเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย หายใจเข้าหายใจออกเป็นเรื่องบ้าน อ่านบทความเกี่ยวกับฮวงจุ้ยซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าไม่มีจุดที่พลาดร้ายแรงจนรับไม่ได้ หาข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง นวัตกรรมการสร้างบ้านใหม่ ๆ สารพัดเทคนิค เทคโน ที่จะทำให้ได้บ้านประหยัดพลังงาน ประหยัดเงินในกระเป๋า ศึกษาเทคนิคกลโกง เพื่อเตรียมรับมือกับผู้รับเหมา เพราะยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งสยอง ระหว่างนี้เราก็คอยปรับนั้น แก้นี้ ถามนู้นถามนี้กับคุณหนุ่มอยู่เนื่อง ๆ จนคุณหนุ่มน่าจะรำคาญ แต่ก็ยังอุตส่าอดทนกับความเยอะของอีนี้ (กราบงาม ๆ 3 ครั้งค่ะ) คุณหนุ่มให้การบ้านมา 3 ข้อ เพื่อจะได้คำนวณโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ได้ถูกต้อง  นั่นคือ อิฐ หลังคา และ พื้น เราชอบแบบไหน

เราเลือกอยู่นานว่า จะเอาอิฐมวลเบา หรือ อิฐมอญดี เพราะข้อมูลที่หาได้ อิฐมวลเบามีแต่ข้อดีเยอะแยะมากมาย ข้อเสียนิดเดียวคือราคาแพง กับรับแรงแขวนไม่ค่อยดีเท่าอิฐมอญ ไม่มีใครรีวิวข้อเสียจริง ๆ จัง ๆ ให้ฟังซักคน หาอยู่นานมาก จนในที่สุดก็ไปเจอรีวิวของ ผรม ท่านนึง บอกว่าปัญหาแตกร้าวของอิฐมวลเบามีโอกาสเกิดสูงมาก ถ้าช่างไม่มีฝีมือ ยิ่งถ้าเป็นส่วนรับน้ำหนักยิ่งอันตราย แก้ไขยาก เราเลยตัดสินใจใช่อิฐมอญ เทคโนโลยีเต่าล้านปี ที่มั่นใจได้ ว่าอีกร้อยปี บ้านเราก็ยังตั้งตระหง่านคู่ผืนดินน้อย ๆ ผืนนี้ ไม่แตกร้าวลายงา น่าสลดเหมือนโครงการบ้านสิบล้านแน่นอน ทั้งยังไม่แน่ใจว่าอายุการใช้งานของอิฐมวลเบามันอยู่ที่กี่ปี และที่สำคัญ เรากลัวปลวก เราเป็นนักสะสมหนังสือ ปลวกเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง บ้านเราจะพยายามเลี่ยงอาหารปลวกทุกชนิด จะมีให้น้อยที่สุด แต่อิฐมวลเบามีรูพรุนมาก แถมมีส่วนผสมของยิปซั่ม ปลวกกินยิปซั่มรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่บ้านเก่าเราแผ่นยิปซั่มถล่มลงมาเพราะปลวก เราเลยคิดเอาเองว่า ปลวกกินยิปซั่ม อิฐมวลเบามียิปซั่ม เพราะฉะนั้น ลาก่อน 555 ถึงอิฐมอญจะไม่เย็นเท่าอิฐมวลเบา แต่เรากะว่าใช้การระบายอากาศในบ้าน ช่วยเรื่องอุณภูมิอีกที

ส่วนหลังคา เราก็ลังเลอีกนั้นแหละ ว่าจะเอาเมทัลชีท หรือหลังคากระเบื้องดี เค้าว่าเมทัลชีทเย็น เพราะเคลือบสารสะท้อนความร้อน แต่เวลาฝนตกเสียงจะดังมากกว่ากระเบื้อง เราก็ว่าน่าสน ติดตรงที่ สารเคลือบที่ว่า มีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปี หมายความว่า ถ้าสารที่ว่ามันเสื่อม ก็ต้องทาใหม่ หรือไม่ก็ทนร้อนระดับ หลังคาสังกะสีไปใช่ป่าว เราก็ เอ๊ ไม่ไหวป่ะ อีกสิบปี ต้องมายุ่งเรื่องหลังคาอีกหรา บ้านเราสูงนะ ทำหลังคาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยตัดปัญหา เอาหลังคากระเบื้องดีกว่า ทำทีเดียว อยู่ไปอีก 20 ปี ถ้าลูกเห็บยักษ์ไม่ตก หลังคาก็คงไม่แตก การสะท้อนความร้อนอาจจะไม่สู้เมทัลชีท แต่ก็ทำหน้าที่ตลอดอายุการใช้งานของมัน ไม่ต้องดูแลมาก เราจะใช้แผ่นสะท้อนความร้อนเหน็บกับแปใต้หลังคาอีกที ช่วยลดอุณภูมิอีกแรง

ส่วนพื้น ตอนแรกเราเลือกข้างล่างเป็นแกรนิตโต้ ข้างบนเป็นกระเบื้อง เพราะกลัวปลวกอย่างที่บอก เอาอันที่ปลวกแทะไม่เข้าไว้ก่อน ตอนหลังเปลี่ยนใจเป็นวัสดุที่เบากว่า ก็ยังได้ เพราะยังงัยก็ไม่เป็นภาระโครงสร้างทีหลัง ดีกว่าเลือกวัสดุเบาไว้ก่อน ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นกระเบื้อง กลัวว่าจะสร้างปัญหา เป็นภาระให้โครงสร้างในระยะยาว

พอสรุปได้ แก้ไปแก้มาตลอดสัปดาห์ ประมาณวันที่ 12 คุณหนุ่มก็เขียนแบบเสร็จ ทันใจฝุด ๆ และที่พิเศษกว่านั้น  คุณวิศกรน้ำใจงาม มีบริการทำ BOQ ให้ฟรีด้วยจ้า เริดเลอเว่อวังมาก  และแล้ว แบบพิมพ์เขียวเล่มหนาปึ้ก พร้อมลายเซ็นวิศวกรและสถาปนิกคุมงาน ก็ลอยมาอยู่ในมือเราแบบสวย ๆ ด้วยสนนราคาเพียง 14,000 บาท น้ำตาจิไหล (ลองถามแฟนเพื่อนที่เป็นสถาปนิกว่าเขียนแบบแบบนี้คิดราคาเท่าไหร่ มันบอก ไม่ต่ำกว่าแสน .... จะบ้าหรอออ!!! )



พิมพ์เขียวพร้อม ใจพร้อม แต่เงินไม่พร้อม มองซ้ายมองขวา เอางัยดีฟระ เราต้องตั้งสติก่อนสตาร์ท ทำในสิ่งที่เราทำได้ไปก่อน เงินยังไม่มี พักไว้ก่อน ไปทำเรื่องขอใบอนุญาตก่อสร้าง มากอดไว้ให้อุ่นใจก่อนดีกว่า เงินมีไม่มี ทำไม่ทำ ค่อยว่ากัน เราปรึกษาญาติ ๆ เรื่องการขอใบอนุญาต ทุกคนจะบอกว่า ยากมาก ต้องจ่ายเยอะ ไม่งั้นก็ต้องมานั่งแก้แบบไม่จบไม่สิ้น กว่าจะได้ต้องใช้เวลาหลายเดือน เราก็ทำใจ เอาว่ะ ลองดู นานก็นาน เพราะยังงัย เราก็ยังต้องมองหาแหล่งเงินกู้อยู่ดี ยังไม่รู้ว่าจะกู้ผ่านรึเปล่าเลย ไม่รีบ ๆ เลยไปทำเรื่องทิ้งไว้ที่สำนักการช่าง เขตบ้านเรา เจ้าหน้าที่ทุกคนน่ารักมาก แนะนำ ช่วยเหลืออย่างดี คอยติดตามเรื่อง แจ้งข่าวเป็นระยะ ผิดกับที่ได้ฟังมาเลย บ้านเราต้องขอใบอนุญาต 2 เรื่อง คือ ขออนุญาตรื้อถอน (บ้านเดิม) และขออนุญาตก่อสร้าง (บ้านใหม่) พิมพ์เขียวของเราต้องแก้ไขนิดหน่อย เจ้าหน้าที่ก็แนะนำ ชี้แจงว่าต้องแก้ตรงไหนบ้าง เราก็ line ไปบอกคุณหนุ่ม อีกวันสองวัน คุณหนุ่มก็ส่งแบบที่แก้มาให้ ฟรี!!! มันดีตรงนี้ (สาบานว่าไม่ใช่อัศวพักตร์...ก็มันซึ้งอ่ะ) พอเอาแบบแก้ไขไปยื่นเสร็จ  ก็รอไปสวย ๆ

ระหว่างนี้เราก็ตระเวนหาแหล่งเงินกู้ เอกสารทางการเงินที่พอจะโฆษณาขายความน่าเชื่อถือของตัวเองได้ มีเท่าไหร่ ขนมาหมด ทำสำเนาไว้เป็นชุด ๆ แล้ววิ่งเข้าวิ่งออกธนาคารพาณิชย์ ให้เค้าลองประเมินคร่าว ๆ ให้ว่าวงเงินที่เราสามารถกู้ได้เหลืออยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ (หนี้เราเยอะมากกก เพราะเราลงทุนอสังหา) มันครอบคลุมราคาบ้านที่เราจะสร้างมั้ย จนสุดท้าย ไปจบที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อนแท้สำหรับคนอยากมีบ้าน

นอกจากจะหาแหล่งเงินแล้ว เราต้องหาผู้ชายอีกคน  ที่สำคัญต่อชีวิตการสร้างบ้านของเราไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสถาปนิกผู้เขียนแบบ นั่นคือ ผู้รับเหมาคู่บารมีของเรานั่นเอง  คนๆนี้ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของเรา ไปอีกนานนับปี ตลอดการก่อสร้าง และอาจจะอีกหลายปีต่อจากนั้น ถ้าบ้านมีปัญหา เพราะฉะนั้น ต้องเลือกดี ๆ ไสยศาสตร์ คุณไสย มีเท่าไหร่ เรียกมาใช้ให้หมด เราสวดมนต์ อธิษฐานขอพรพระทุกวัน ว่าขอให้เจอผู้รับเหมาดี ๆ

เราเริ่มต้นจากบริษัทรับสร้างบ้าน เห็นที่ไหน ลองเข้าไปคุย เข้าไปถาม ว่าบ้านขนาด 230 ตรม. เนี้ยะ ราคาก่อสร้างอยู่ประมาณเท่าไหร่ ได้ยินตัวเลขที หน้ามืด ทำไมมันแพงจังฟระ บ้านเราหน้าตาง่าย ๆ สร้างขึ้นไปเป็นกล่อง ๆ ไม่ได้ซับซ้อน วิลิศมาหลา อะไรเลย เรียกราคาขนาดนี้ ฆ่ากันเลยดีกว่า เราก็ได้แต่เดินคอตกกลับออกมา กระซิก ๆ

บริษัทรับสร้างบ้าน ไม่รับสร้างบ้านเรา เพราะงบน้อย งั้นเราต้องหา ผรม รายย่อยใช่มะ เรามี ผรม ที่คุ้นเคย อยู่คนสองคน แต่ติดปัญหาที่ เค้าไม่มีช่าง( ปัญหาคลาสสิค ของคนทำบ้าน) เราเลยต้องถาม ๆ จากคนรู้จักให้เค้าแนะนำให้ คนแรก  เป็นช่างที่เคยต่อเติมบ้านให้เพื่อนคุณพ่อ ราคาไม่แรง ทำกันเองในครอบครัว ไม่น่ามีปัญหาเรื่องขาดช่าง ฟังดูดี คนที่สอง เราถามคุณหนุ่มว่ามี ผรม แนะนำให้เรามั้ย เพราะเค้าเป็นวิศวกร น่าจะพอมี connection คุณหนุ่มก็แนะนำมาให้คนนึง เป็น ผรม มือใหม่หัดสร้าง สร้างบ้านตัวเองเป็นหลังแรก และหลังเดียว

พอได้คุยกับทั้งสองคน เราก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร คนแรก ref. ค่อนข้างดี แต่เราคุยด้วยแล้วไม่ค่อยคลิก คนที่สอง อุดมการณ์แรงกล้า คุยกันรู้เรื่อง แต่ไม่มีประสบการณ์ เอาหล่ะสิ ตัดสินใจไม่ถูก เพราะเราก็ไม่รู้จักทั้งคู่นั่นแหละ เพิ่งเห็นหน้าค่าตากันครั้งแรกก็ตอนยื่น BOQ ให้ ไม่รู้จะเลือกใครดี สุดท้ายเราเลยต้องปรึกษา "อากู๋" อีกแล้ว

"ผลการทำนายเบอร์โทรศัพท์" บอกว่า ผู้ที่ใช้เบอร์ 08x50x555x เป็นคนมีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ ไม่เอาเปรียบ บลา ๆๆๆ นี่มัน... ใช่เลย ... ผรม ในฝันที่เราตามหา 5555  หวยเลยไปตกอยู่ที่ คุณ... ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างฝันของเราให้เป็นจริง (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ 555)

ถึงจะไม่มีประสบการณ์ แต่มีความตั้งใจ ก็สามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้ พ่อเราบอกตอนที่เราไปปรึกษาท่านว่าจะเลือกคุณ...ดีมั้ย ตอนคุยกันครั้งแรก คุณ...บอกว่า ตอนเค้าจะสร้างบ้าน เค้าก็หน้ามืดกับตัวเลขที่บริษัทรับสร้างบ้านให้มาเหมือนกัน เลยจุดประกายให้เค้าคิดทำบริษัทรับสร้างบ้านราคาย่อมเยา ให้คนงบน้อย ๆ อย่างเรามีบ้านดี ๆ อยู่ ตัวเค้าและทีมงานเองก็มีงาน มีกำไรนิด ๆ หน่อย ๆ พออยู่ได้ แค่ได้ฟังครั้งแรก ในใจก็เกิดความปิติ ...รอดแล้วกรู ฮิ้วววว

ตอนนี้กำลังใจมาเต็ม ผรม ก็มีแล้ว แหล่งเงินก็มีแล้ว เหลือแต่ใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งรออยู่ประมาณเดือนกว่า ๆ ก็ได้รับการติดต่อจาก จนท ว่าเอกสารเรียบร้อย เข้าไปรับได้เลย โดยเสียค่าธรรมเนียมไปทั้งสิ้น 102 บาท ถูกมัก ๆ

เมื่อทุกอย่างพร้อม สิ่งแรกที่เราทำคือ ทำบุญบ้าน เชิญพระมาสวด เลี้ยงเพล  อุทิศส่วนกุศลให้เจ้าบ้านเจ้าเรือน พระภูมิเจ้าที่ ปู่ย่า ตายาย เจ้าของที่ และเทวาอารักษ์ รวมไปถึงดวงวิญญาณทุกดวงที่อยู่บ้านหลังเดิม ร่วมกับเรามากว่า 30 ปี บอกกล่าว ขออนุญาตท่านทั้งหลาย ว่าเราจะทุบบ้านเดิม และสร้างบ้านใหม่นะ ขอท่านทั้งหลายอนุญาต และอำนวยความสะดวกให้การก่อสร้าง ราบรื่น เรียบร้อย และเชิญท่าน ๆ ไปพักกับเราก่อน ระหว่างที่เราทำบ้านใหม่ พอบ้านเสร็จแล้วเราค่อยกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม อะไรประมาณนี้ ทำเพื่อเราจะได้สบายใจ ว่าไม่ได้เบียดเบียนใคร

จากนั้นก็เริ่มวางแผนขนย้าย หาที่อยู่ใหม่ระหว่างสร้างบ้าน เริ่มแพ็คของใส่ลัง จัดหมวดหมู่ อันไหนทิ้ง อันไหนเก็บ ไม่นึกเลยว่าคนเราจะสามารถสะสมขยะไว้ได้มากมายอะไรขนาดนี้ เราค่อย ๆ ทยอยเก็บของอยู่หลายเดือน และมองหาบ้านเช่าไปด้วย  จนในที่สุด เราได้รับแจ้งจากพี่ข้างบ้านว่า เค้าย้ายออกแล้ว และจะเริ่มทุบบ้านของเค้าอีกวันสองวัน แม่เจ้า!!! ตั้งตัวไม่ติดจ้า เค้าทุบบ้าน แล้วเราจะอยู่กันยังงัย เราก็ต้องรีบเผ่นอ่ะดิ่ อะไรก็ยังไม่พร้อม บ้านก็ยังหาไม่ได้ เลยตัดสินใจว่าจะไปอยู่หอพักของน้า แล้วฝากเจ้าตัวน้อย ไว้ให้เค้าช่วยดูให้แล้วกัน เดชะบุญ วันที่กำลังจะย้ายของ ขับรถผ่านบ้านในซอยใกล้ ๆ เค้าประกาศให้เช่าพอดี โชคดีเลยเป็นของเรา เลี้ยงหมาได้ อยู่ใกล้บ้าน เดินไปดูงานได้สะดวก ใกล้ตลาด ชีวิตดวี๊ดี

และแล้วก้าวแรกของบ้านหลังใหม่ก็มาถึง


หลังจากทุบบ้าน และขนเศษปูนออกไปหมด  ปรับหน้าดินให้พร้อมสำหรับการปลูกสร้าง ช่างชุดแรกที่เข้าพื้นที่
คือ ทีมเจาะเสาเข็ม บ้านเราต้องใช้เข็มเจาะ เพราะเป็นหมู่บ้านจัดสรร มีบ้านอยู่ติด ๆ กันหลายหลัง ถ้าใช้เข็มตอก อาจสร้างความเสียหายให้บ้านใกล้เรือนเคียงได้ แต่ราคาเข็มเจาะก็แพงกว่าเข็มตอกแบบหนังคนละม้วนเลยเหมือนกัน





บ้านเราใช้เสาเข็ม ขนาด  Dia 0.35  ทั้งหมด 23 ต้น จริง ๆ ตามแบบ แค่ 22 แต่เราเขยิบตัวตัวบ้านถอยไปด้านหลังประมาณเมตรนึง จะได้เหลือพื้นที่หน้าบ้านเยอะหน่อย แต่ไม่ได้คุยกับ ผรม ไว้ก่อน และช่างเจาะเค้าหยอดปูนไปแล้ว ก็เลยถือซะว่า เสาเยอะขึ้น ดีกว่าเสาน้อยลง บ้านเราจะได้ ถึก ๆ ทน ๆ อยู่ไปอีกนาน ๆ

เสาเข็มพร้อมแล้ว ต่อไปก็เริ่มลงเสา บ้านเราไม่ค่อยเน้นเรื่อง ฤกษ์งามยามดี เท่าไหร่ เพราะถือว่า ฤกษ์ดีอยู่ที่คนดี ถ้าเราทำดี ทำอะไรตอนไหน ก็ถือว่าดีทั้งนั้น เลยจะทำอะไรตามฤกษ์สะดวกซะมากกว่า แต่ผรม อยากให้เลือกวันดี  และทำพิธีลงเสาเอกเป็นเรื่องเป็นราว เอาฤกษ์เอาชัย การก่อสร้างจะได้ราบรื่น ปลอดภัย เราก็ เออ ว่างัยว่าตามกัน ผรมอยากทำ งั้นให้เค้าจัดการ จัดเตรียมทุกอย่างให้เราเลยละกัน เราเตรียมแต่ตังค์ละกันนะ แล้วก็มาลงตัว วันที่ 15/1/58



ของไหว้ในพิธี ก็ตามนี้เลย อะไรบ้างไม่รู้ สิ่งที่เราเตรียมไปเองคือ พระประธาน พระรูปทรงม้าของเสด็จพ่อร.5 และรูปหล่อหลวงตาที่เรานับถือ เพื่อความเป็นสิริมงคล


ในหลุมเสาเอก มีไม้มงคล 9 ชนิด เงิน ทอง อัญมณี หินสี ทั้งหลายทั้งแหล่ วางอยู่ก้นหลุม หัวเสา ก็มีร่ม กล้วย และอะไรต่อมิอะไร เพื่อเป็นเคล็ดให้บ้านนี้อยู่ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์  มั่งมี เฮง ๆ ๆ  มั้ง


สร้างบ้านต้องคอยดูหน้าดูหลังด้วยนะคะ เพื่อนบ้านที่เคยน่ารัก อยู่กันมาไม่มีปัญหา อาจจะมาลั่นกลองรบกับเราเอาตอนสร้างบ้านนี่แหละ เพราะเค้าต้องทนรำคาญ ไหนจะเสียงป๊อก ๆ แคร๊ง ๆ ไหนจะฝุ่น ไหนจะนอนผวาคนงานต่างด้าว หลายเรื่องอยู่ ใจเค้าใจเรา อะไรยอมได้ก็ยอมๆ ไป ทำได้ก็ทำ ๆ ไป แล้วกุศลจะส่งให้เรามีมิตรติดบ้านเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนพาล เรื่องความสะอาดของไซต์งานสำคัญมาก เพราะถ้าไม่กำชับดี ๆ ช่างเค้าก็ทิ้งเลอะเทอะ ทิ้งลงพื้น ลงหลุม เพราะถือว่าเด๋วก็ต้องเอาดินกลบ เด๋วก็มองไม่เห็น สุดท้าย กลายเป็นอาหารคุณปลวก คุณปีเตอร์ มาสร้างอาณาจักรไว้รอ ก่อนเราย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ซะอีก แต่จะบอกว่า คุยกับช่าง อย่าหวังผลเลิศ บอกแล้วเค้าเฉย ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิด บอกใหม่ เค้าไม่เก็บ งั้นเราเก็บ บ้านเรานิ บอกเรื่อย ๆ แล้วเก็บให้ดูเรื่อย ๆ เค้าเห็นเราทำ เด๋วเค้าก็จะระวังมากขึ้น เพราะเค้ารู้ละ ว่าเราซีเรียสเรื่องนี้นะ

ช่วงงานโครงสร้าง ฐานราก เป็นช่วงสำคัญมาก ถ้าเราไม่ได้คุมเอง เราจะไม่มีทางรู้เลยว่า ช่างทำอะไรกับบ้านของเราบ้าง เพราะมันอยู่ใต้ดิน  ถ้ามีข้อผิดพลาดเราจะไม่มีทางรู้ แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ พ่อเค้าว่างั้น ช่วงแรก ๆ พ่อเราเลยเฝ้าให้ มาคอย ดู ๆ แล ๆ เผื่อมีอะไรที่ช่างเค้าละเลย จะได้รีบทัก รีบท้วง รีบแก้ไข  

นิดนึง เวลาเห็นช่างทำอะไรแปลกตา เอ๊ะ ที่เรารู้มา มันไม่ใช่อย่างนี้นี่หว่า ถามเลยค่ะ ถามได้ไม่ต้องเกรงใจ อย่าเก็บความสงสัยไว้ แล้วไปคิดเอาเองว่า เค้าตุกติก  หมกเม็ด อะไรหรือเปล่า (ตามความเชื่อ และคำบอกเล่า ว่า ผรม ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น) เพราะจะกินใจกันไปเปล่า ๆ ต้องร่วมงานกันอีกเป็นปี เอาให้เคลียร์ ใสแจ๋ว ตั้งแต่ต้น สงสัย แต่ไม่ถาม แล้วคอยไปนั่งจับผิดเค้า เราก็ทุกข์ แต่ถามก็ต้องมีเทคนิคนะ ไม่ใช่พอเห็นผิดตาปุ๊บ ก็ไปโวยเค้าว่า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำแบบนี้มันผิดนิ บลา ๆๆ เหมือนไปตำหนิเค้า คุณค่ะ ช่างทำบ้านเนี่ย อาร์ทตัวพ่อนะคะ อารมณ์ศิลปินสุด ๆ  ไปตำหนิพ่อมาก พ่อทิ้งงานหนีไป เราจะซวย ถามอ้อม ๆ สวย ๆ พี่คะ อันนี้ไม่ได้ทำแบบนี้หราคะ นู๋อ่านมาเค้าว่า มันต้องนั่นนี่ ด้วยป่ะคะ หรือมันทำได้หลายแบบ ถามแบบขอความรู้อ่ะค่ะ ไม่ใช่อวดรู้ พอเราทัก ถ้าเค้าตั้งใจหมกเม็ด เค้าก็จะรู้ตัวว่า เออ อีนี่มันรู้ด้วย เค้าก็ไม่กล้าแระ แต่ถ้าเค้าแถ เราก็จะได้รู้ไว้ ว่าเออไอ้นี่ ไม่น่าไว้ใจ เราก็จะได้ยกระดับการควบคุมดูงาน เป็นเลเวลสูงสุด เฝ้าติดระยะหายใจรดหนังหู

อะ ต่อ




พอฐานรากเสร็จ คานคอดินเรียบร้อย ก็ถึงขั้นตอนที่คนรักหนังสืออย่างเราจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ วางท่อน้ำยากำจัดไอ้หน้าปลวก คนรวยอย่างเรา ก็ต้องเลือกสรรแต่สิ่งที่คิดว่าคุ้มสุด ประหยัดสุด ไอ้ประเภทยอมจ่ายเพื่อซื้อความสบายใจ เราไม่ทำ เพราะเราอยากสบายกระเป๋ามากกว่า เราเลือกใช้บริการ one time service จ้างเค้ามาติดตั้งท่อน้ำยา และลงน้ำยาให้แค่ครั้งเดียวพอ ไม่เอาแบบ 3 เดือน 6 เดือนมาที มันเยอะไป สารเคมีทั้งนั้น  ขนาดปลวกยังตาย แล้วเราจะไปเหลืออะไร กะว่า ซักปีสองปี  ค่อยเจอกันทีก็น่าจะพอ เราเลือกใช้ท่อ PE ติด สปริงเกิล เดินตามแนวคานคอดินแทนท่อ PVC ลดความเสี่ยงเรื่องข้อต่อ ข้องอ หลุดจากแรงดันน้ำยา เผื่อช่างต่อไม่แน่น ประหยัดกว่าด้วย จริง ๆ ให้ ผรม ทำก็ได้นะคะ ไม่ยากเลย เพียงแต่อุปกรณ์การเดินน้ำยาอาจไม่พร้อมเท่าไหร่ อย่าลืมให้เค้าเทสระบบด้วยนะ ว่าเวลาเดินน้ำยา สปริงเกิล ทำงานดีทุกตัว น้ำยากระจายคลุมทั่วผิวดิน และที่สำคัญ อย่าลืมให้ช่างอุดรูใต้คานคอดิน ที่เค้าเอาปลายท่อสำหรับเดินน้ำยา แทงออกมาด้วย มิฉะนั้น มันอาจจะกลายเป็นประตูสู่แดนสวรรค์ ของเหล่าสัตว์โลกแสนรัก จำพวกหนู หรือ งู ที่จะมาสร้างวิมานบนดินอยู่ร่วมกับเรา เหอ ๆ

ติดตามอ่านตอนที่ 2

 

เรื่องล่าสุดของหมวด รีวิว

ดูหมวด รีวิว ทั้งหมด