มาเก๊า...มาคนเดียวก็เที่ยวได้ [ตอนที่ 3]

มาเก๊า...มาคนเดียวก็เที่ยวได้ [ตอนที่ 3]

ณัฐภณ วุฒิกานากร แห่งบ้านผางาม เมืองผจญภัย


     หลังจากเมื่อวานพักเลียแผลตัวเองด้วยการเที่ยวสบาย  ก็ขอส่งท้ายวันที่สี่ด้วยความคิดที่ว่า  “มีที่ไหนที่ยังไม่ได้ไป จะตะลุยให้หมด” ประมาณว่า  ตกเครื่องบินก็ช่างมัน !!! 5555 [ติดเกาะมาวันแล้วยังไม่เข็ด]


Day 4 : Ruins of St. Paul's
     เปิดเช้าวันใหม่ด้วยบรรยากาศยามเช้าดีๆที่ประตูโบสถ์เซนต์พอลครับ
  ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของมาเก๊าด้วยครับ  ใครไม่ได้มาถ่ายรูปที่นี่ ถือว่ายังมาไม่ถึงมาเก๊าเลยทีเดียว  แต่เช้านี้พิเศษกว่าเช้าอื่นๆ เพราะอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก  ดูในรูปซิครับ

 

 

     โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602 เพื่อใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตกในดินแดนตะวันออกไกล ต่อมาในปี ค.ศ. 1835 ได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายทั้งหลัง คงเหลือเพียงประตูหน้าและบันไดทางเข้าเท่านั้น และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1991 ปัจจุบันได้รับการเสนอชื่อแก่องค์การยูเนสโก้ ให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย ด้านหลังของประตูโบสถ์ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนา เพื่อรวบรวมภาพเขียนและจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ในการพิธีทางศาสนา มีหลุมฝังศพของบาทหลวง วาลิคนาโน ผู้ก่อตั้ง และโครงกระดูกของชาวคริสต์ญี่ปุ่น และเวียดนามที่เสียชีวิตเมื่อคราวที่เกิดไฟไหม้ครั้งนั้น

     สถานที่ต่อไป....ที่ผมควรจะมาตั้งแต่วันแรกที่มาเลยก็คือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมาเก๊า ที่ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวโดยรวมที่ดีมากๆ [แต่ดันไม่มา] และ พิพิธภัณฑ์เมืองมาเก๊า  ซึ่งหลายคนบอกว่าห้ามพลาด  ดีมากมาย  แต่ที่ผมไม่ได้มาเพราะ...หาไม่เจอครับ!!!  ไม่น่าเชื่อเลยว่า  ทางเข้าพิพิธภัณฑ์อยู่แค่ปลายจมูก เส้นผมบังภูเขาจริงๆ คือ ทางด้านขวามือของประตูโบสถ์ St.Pual  [มาทุกวันเช้าเย็นเลยครับ แต่พอมาถึง  เลี้ยวลงข้างซ้ายแวะแต่ร้าน Toy Kingdom อย่างเดียวเลย  โก๊ะเป็นที่สุดครับ]

Monte Fort & Museum of Macau
 
    ป้อมมองเต และพิพิธภัณฑ์มาเก๊า (Monte Fort & Museum of Macau) : สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1617-1626 ในอดีตใช้เป็นกำแพงเมือง เพื่อป้องกันการรุกรานของชาวดัทช์ ปัจจุบันที่นี่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของมาเก๊า ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมมาเก๊า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บริเวณรอบนอกของอาคาร จัดแสดงปืนใหญ่โบราณ ซึ่งบางกระบอกก็ยังสามารถใช้การได้


 

    ทางการมาเก๊าได้ทำการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ใหม่อยู่ตลอด และสะสมของมาแต่อดีตยังเป็นอาณานิคม  มีของน่าตื่นตาตื่นใจเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชมประวัติศาสตร์และชอบรำลึกความหลัง (เอ๊ะ..ฟังแปลกๆ)   ต้องเสียค่าเข้า 15 MOP$  ซึ่งผมถือว่าคุ้มค่ามากๆ  โดยจะต้องขึ้นไปเริ่มต้นที่ชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปชมวิวรอบเมืองมาเก๊าอีกจุดที่ไม่ควรลืมเก็บภาพ...ว่าแล้วก็...แช๊ะ!!!

 

 

 

 

 

    ลงบันไดเลื่อนมาชมพิพิธภัณฑ์ในทุกๆ ชั้น ความรู้สึกเดียวที่บอกได้เลยก็คือ...เสียดายมาก  ที่ไม่ได้มาตั้งแต่วันแรก  มีอะไรอีกตั้งมากมายให้ได้ศึกษาและเรียนรู้  ดันมาในวันสุดท้ายก่อนกลับ  จึงได้แต่ถ่ายรูปให้มากที่สุดแล้วกลับมาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์อีกครั้งนึง  การจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์นี้  ถึงจะไม่หรูหรามาก แต่ก็อลังการมากมายด้วยสื่อผสมและของมีค่า  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ตัวแรกในมาเก๊า  การจำลองวิถีชีวิตสมัยก่อน  โรงหนังท่ามกลางแบบจำลอง 3 มิติ (มีคลองและเรือพาย)  สถาปัตยกรรมจำลองทุกสไตล์  แต่ที่ผมเสียดายที่สุดคือ  การได้ไปเห็น “เครื่องสะท้อนภาพบนกระจกเพื่อการวาดภาพจำลองภาพถ่าย” อันเป็นวิวัฒนาการก่อนมาสู่กล้องตัวแรกๆของโลก การถ่ายภาพแบบสเตอริโอแกรม(มุมมองแบบ 3 มิติ) ที่มีมาแต่โบราณ,ฯลฯ  เป็นการไขความลี้ลับของโลกการถ่ายภาพที่ผมชื่นชอบที่สุด  ซึ่งทั้งหมดที่ผมได้ชมอยู่ในโซนประวัติศาสตร์การถ่ายภาพ  ที่ห้ามทำการถ่ายภาพออกมาอย่างเคร่งครัด 

 

Macau Business Tourism Center
     ผมแวะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมาเก๊า ตรงด้านหน้าเซนาโด้สแควร์ด้วยครับ  ใครมาถึงมาเก๊าควรแวะที่นี่ที่แรกเพื่อรับข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนท่องเที่ยวของท่าน เป็นอาคารสไตล์นีโอคลาสสิค ภายในเป็นที่ตั้งแกลอรี่  ตอนที่ผมไปถึงเป็นการแสดงภาพงานฉลองการแห่เฉลิมฉลองนาจา ดังที่เห็นอยู่ในภาพครับ  เป็นโอกาสดีที่แม้จะไม่ได้มาในช่วงเทศกาล ก็มีโอกาสได้ชมภาพบรรยากาศด้วย

     จากมาอย่างรีบเร่ง  แวะบ๊ายบายกับประตูโบสถ์สุดรัก ,จับจ่ายซื้อของฝากที่ Senado Square ก่อนรีบเดินทางไปสุดชายแดนอีกฝั่งนึง  ซี่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย คือ Barrier Gate หรือ ด่านกงเป่ย  ประตูมุ่งหน้าเข้าสู่เซิ่นเจิ้น,จูไห่ อีก 2 เมืองท่องเที่ยวในประเทศจีน  แต่ต้องรีบทำเวลา  เพราะถ้าโอ้เอ้อาจจะได้อยู่นานขึ้นและผจญภัยกว่าเดิมเพราะตกเครื่อง  ซึ่งผมยังไม่พร้อมสำหรับการผจญภัยในบทใหม่... เพราะฉะนั้น ซิ่งสุดๆ ครับ

     หลังจากนั่งรถเมล์อย่างลุ้นระทึกเพราะออกมาเกือบนอกเมือง จึงเป็นเส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้น  อีกทั้งรถเมล์วางแผนการวิ่งอย่างชาญฉลาดคือ เลี้ยวลดคดเคี้ยว วิ่งรับทุกซอย [เพื่อความทั่วถึงและลดปริมาณรถใหญ่ในเมืองไม่ให้มากจนเกินไป] ทำให้ผมไม่สามารถแกะเส้นทางจากในแผนที่ได้เลย  ดีที่ว่าจุดนี้ คือ ชุมทางรถปลายทางพอดี  เพียงใจเย็นนั่งรอจนสุดสาย  ก็สามารถมาถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

 

 
Barrier Gate ด่านกงเป่ย
     ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมาเก๊า เป็นประตูพรมแดนที่เชื่อมระหว่างมาเก๊าและเมืองจูไห่ของมณฑลกวางตุ้ง สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1849 มีการตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิกจากโปรตุเกสที่มีลวดลายแผนที่และการเดินเรือ ด่านแห่งนี้เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 น. - 24.00 น. [ สายรถเมล์: 3, 3A, 5, 9, 10, 10B, 16, 17, 18, 25, 28C, 30, 34, AP1 ]

 

 

     เพื่อเป็นการระลึกถึง  จึงมีการเก็บประตูด่านเก่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ด่านผ่านทางในอดีตไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม  แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงขยายใหญ่โตในปัจจุบัน  เนื่องจากมีความสำคัญตรงที่เป็นพรมแดนการค้าและเข้าออกระดับประเทศเลยเชียว ด้านบนเป็นศุลกากร ใต้ดินด้านล่างเป็นชุมทางรถประจำทางที่ใหญ่มากๆ เชื่อมต่อการเดินทางไปทุกเกาะของมาเก๊า   แม้ว่าครั้งนี้ผมจะไม่ได้วางแผนเดินทางข้ามชายแดนไป  เนื่องจากความพร้อมและประสบการณ์ยังไม่แกร่งกล้าพอ  แต่ก็ถือโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมถึงด้านใน  อย่างน้อยก็ถือว่า  ได้มาแตะชายแดนประเทศจีนซะหน่อยครับ

 

     กลายเป็นอีกจุดที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด สำหรับการถ่ายภาพครับ  ผมขึ้นบันไดทางเลื่อนมาดูความพลุกพล่านของผู้คนที่เข้าออกด่านในแต่ละวัน  ขณะที่เราหยุดเพื่อถ่ายภาพด้วยกล้อง Compact ด้วย Iso ต่ำเพื่อความคมชัด ซึ่งเป็นการบังคับให้ความเร็วชัตเตอร์ต้องช้าตาม ประกอบกับการใช้ขาตั้งกล้องพกพาสุดสะดวก  กลับทำให้เราได้ภาพที่แตกต่างจากคนภายนอกทั้งหมดอย่างที่เห็นนี่ล่ะครับ

     มถือว่าการมาในครั้งนี้ของผมได้บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว  ภาพนี้ภาพเดียวได้บ่งบอกทุกอย่างในการเดินทางของผมครับ ผมพึงใจที่จะเดินทางออกมาพบโลกใหม่ที่ไม่เคยเห็น  มีความสุขกับการเก็บบันทึกภาพที่ครั้งหนึ่งเราจะไม่มีโอกาสบันทึกภาพซ้ำเดิมแบบนี้ได้อีก  เป็นความภูมิใจที่ได้ออกมาเผชิญโลกคนเดียว และยืนด้วยขาของตัวเอง  ใช้ชีวิตวัยหนุ่มทำในสิ่งที่เราจะไม่ต้องเสียใจเพราะไม่ได้ทำขณะที่ยังมีแรง  มุ่งมั่นบากบั่นไม่ย่อท้อเพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์ที่เราไม่คาดฝัน  หยุดที่จะคิด ที่จะแห็นความงามรายทาง ในขณะที่คนอื่นใช้เวลาอย่างรีบเร่งและมองข้ามไป มีเหนื่อยมีท้อ แต่ก็ไม่กลัวต่ออุปสรรค  ขอให้มีความฝันและความกล้าที่จะไป  โลกเรายังมีอะไรให้ค้นหาได้ไม่รู้จบ 

     เดินทางกลับมาสู่โรงแรมอย่างเร่งด่วนเพื่อรับกระเป๋าที่ฝากไว้  ตามข้อมูลที่ได้สอบถามว่า ถ้าเครื่องออก 3 ทุ่ม ควรจะต้องขึ้นรถไปสนามบินกี่โมง  เบลล์บอยแจ้งผมว่าบ่ายสองโมง  สร้างความสงสัยให้กับผมเป็นอย่างมากว่า  “ทำไมต้องไปเร็วขนาดนั้นด้วย ??”  ผมถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก็ได้คำตอบแบบเดิม  ซึ่งผมก็คิดว่า  ไม่เป็นไร...เชื่อคนในท้องที่ดีกว่า  ไปเช็คอินก่อนเวลามากคงไม่เป็นไร  เบลล์บอยแนะนำผมอย่างมีวาระซ่อนเร้นเล็กน้อยว่า  ใช้บริการแท๊กซี่ไหม? เชื่อไอเถอะนะว่า  สะดวกสบาย แล้วนั่งรถข้ามไปเกาะ Taipa เนี่ย ในราคานี้ถูกสุดแล้ว...  ผมถามไปว่า..เท่าไหร่  เค้าบอกว่า 200 MOP$ !!  o_O

     ผมตอบปฏิเสธไปแบบสุภาพและคิดในใจว่า...ไม่เป็นไร....ไอก็มีประสบการณ์นั่ง Taxi ข้ามเกาะมาทุกราคาแล้ว  ทั้ง 70 MOP$ [วันแรกที่มาโรงแรม]  และ 200 MOP$ [คืนติดเกาะในวันที่สอง]  วันนี้ไอขอนั่งรถเมล์ข้ามเกาะในราคา ไม่เกิน 6  MOP$ ไปดีกว่า (ฮา ฮา ฮา...)



     มาถึงสนามบินแบบว่ากะติดมาช้านิดหน่อย คือ บ่ายสาม เพราะไม่อยากมานั่งรอนานมาก...เนื่องจากสนามบินไม่มีอะไรให้ Shopping มาก  แต่พอจะเช็คอิน  ทางสนามบินแจ้งว่า  ยังไม่เปิดให้เช็คอินกระเป๋าครับ  จะเปิดให้บริการ 2 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก  ซึ่งก็คือเวลาประมาณ 1 ทุ่ม  นั่นคือ  ผมจะมีเวลานั่งเฝ้ากระเป๋าเฉยๆ แบบไปไหนไม่ได้ 4 ชม. !!!  ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง Terminal ที่ทอม แฮงค์เล่นทันที  และนั่น....หมายถึงการติดเกาะรอบสองของผม !!!

 

 

     ตอนนี้สิ่งที่แล่นอยู่ในความคิดผมอย่างเดียวก็คือ  เจ้าเบลล์บอยตัวดี  ตั้งใจจะให้แท๊กซี่รับนักท่องเที่ยวแบบรีบมาส่ง เพื่อที่จะวนไปรับคนใหม่ได้หลายๆ รอบ ได้วางยาผมไปเรียบร้อยแล้ว  แต่เพียงแป๊บเดียว  ผมก็เปลี่ยนความคิดทันทีว่า  เราจะไปโทษคนอื่นไม่ได้  เรื่องตารางเวลา  เราไม่ได้เช็คเวลาเช็คอินกระเป๋าให้ดี  ถึงเค้าจะให้ข้อมูลมาอีกแบบ  แต่ถ้าเรามีข้อมูลชัดเจน เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น

 

 

     ไวเท่าความคิด...ผมจะไม่ยอมติดเกาะเฉยๆ แน่นอน  ผมสอบถามข้อมูลเรื่องการฝากกระเป๋า  เสียค่าใช้จ่ายไม่มากนักเพื่อฝากกระเป๋า  แล้วผมก็กางแผนที่  หาแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถจะไปได้ภายใน 4 ชม.ทันที  และแล้ว...ผมก็พบว่าเหลือเกาะสุดท้ายที่ผมยังไม่ได้ไปก็คือ เกาะโคโลอาน  คำนวณเศษเหรียญในกระเป๋าให้พอดี  แล้วก็ขึ้นรถเมล์สาย 26  ออกมาเที่ยวต่อซะเลย  พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส  ว่าเราเองก็มีเวลาได้เที่ยวในเกาะนี้เพิ่มอย่างมากก็นั่งรถเมล์วนชมวิวและกลับมา  ..... แค่กลับมาให้ทันเครื่องออกก็ไม่น่าจะมีปัญหา


 

      ผมเริ่มมีความสุขกลับตัวเองที่กล้าบ้ากล้าหลงในช่วงเวลา 4 ชม. สุดท้าย  ที่สุดท้ายที่ผมจะไปให้คุ้มทุกนาทีของผมก็คือ โบสถ์เซนต์ฟรานซิสเซเวียร์ (St.Fracis Xavier Church) ซึ่งอยู่อีกปลายเกาะโคโลอาน ไกลกันแบบสุดๆ   ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะทันเวลารึเปล่า  แต่พอมาถึงก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลยครับ  ….

 

 

     พอลงจากรถเมล์  ก็พบกับบรรยากาศเมืองชายทะเล สงบๆ เล็กๆ น่ารัก ห่างไกลจากความเจริญ  เป็นอีกภาพที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นในมาเก๊าเลยครับ  ทำให้รู้สึกว่าก็เหมือนบ้านเมืองเราที่มีมุมเล็กๆ งามๆ สงบเงียบซ่อนอยู่  เพียงแต่ว่าเราจะหาพบรึเปล่า...

     ผมเดินเลยลึกเข้ามาตามถนนเลียบชายหาด [ชื่อถนน  Avenida de Cinco de Outurbo …. เข้าใจความรู้สึกผมในการอ่านชื่อถนนแต่ละสายแล้วใช่ไหมครับ....] ถามหาตำแหน่งโบสถ์กับผู้คนในพื้นที่ด้วยการโชว์หนังสือภาพอย่างเดียว  เพราะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ  แอบถ่ายตามบรรยากาศของหมู่ตึกสีสันสดใสตัดกับท้องฟ้า  ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้างและแสงเงาจนเพลิน  จนแอบประหลาดใจไม่ได้ว่า  กล้องคอมแพคเล็กๆ ของเราก็สามารถสร้างสรรค์งานศิลป์ได้ดีเลยทีเดียว  ภาพเปิดของตอนที่ 3 ก็ถ่ายมาจากที่เมืองนี้ล่ะครับ [ถ่ายกับหน้าประตูผุๆ พังๆ ]

      ซนต์ฟรานซิสเซเวียร์ (St.Fracis Xavier Church) เป็นโบสถ์สไตล์บาร็อก สร้างขึ้นในปี คศ. 1928  ปัจจุบันนอกจากจะใช้เป็นที่เก็บมรดกโบราณทางศาสนาของชาวคริสเตียนในแถบเอเซียแล้ว ยังได้ที่เก็บกระดูกของนักบุญ Francis Xavier ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์จนประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นและจีน  โดยทางด้านหน้าโบสถ์  จะมีอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาที่ชาวบ้านในเกาะโคโลอานได้รับชัยชนะเหนือโจรสลัดในปี ค.ศ. 1910 อีกด้วย  ผมสามารถสัมผัสได้ถึงความสงบ เรียบง่าย ของหมู่บ้านชายทะเลแห่งนี้ อันเป็นอีกหนึ่งมรดกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของคนในหมู่บ้านนั่นเองครับ

      ปล. โบสถ์นี้ใช้ถ่ายทำละครชื่อดังเรื่อง “เจ้าหญิงวุ่นวาย เจ้าชายเย็นชา” อีกด้วย......Oh! my God !



     เข้ามาในโบสถ์ก็น่ารักครับ  มีการตกแต่งเรียบง่ายแต่จัดจ้านในสีสัน  ซึ่งผมคิดว่า ศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ในศาสนา มีผลต่อความงามในงานศิลปะทุกชิ้นครับ  สื่อถึงการเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ของพระศาสดาและความยิ่งใหญ่ของศาสนาคริสต์   ผมได้ให้ความเคารพสถานที่และเก็บภาพมาพอสมควรแก่เวลา จึงเดินทางกลับมาที่ป้ายรถเมล์ครับ

ิ่งแรกที่เห็นที่ป้ายรถเมล์ในช่วงเย็น ใกล้ช่วงโพล้เพล้  คือ รถเมล์สาย 26 กำลังจะเคลื่อนตัวพอดี
ถ้าจำไม่ผิด ใช่สายเดียวกับที่เรานั่งมาหรือเปล่า..? 
ถ้าใช่...น่าจะเป็นเพียงสายเดียวจากในหมู่บ้านที่จะไปสนามบิน 
สายนี้รู้สึกจะวิ่งวนเป็นรอบเดียว  และจะมาในทุกๆ 45 นาที 
รอบต่อไปที่จะมาคือ เกือบ 18:45 นาที ซึ่งต้องใช้เวลาวิ่งกว่า 50 นาทีที่จะไปถึงสนามบิน 
แต่ถ้าช้ากว่านั้น…..
หรือถ้าเที่ยวรถหมด.......
เราก็......

ไวกว่าความคิด!!! ….
ผมต้องจับรถเมล์คันนี้ให้ได้ ....
รถเมล์กำลังเคลื่อนตัวแล้ว!!!!!
ออกไปแล้ว!!
………
ฟริ้วว!!!

ทันพอดี !! 
o_O

 

     ปิดฉากการผจญภัยของผมในที่สุด  จนหยาดหยดสุดท้าย  ผมไม่มีอะไรต้องเสียใจ  หรือค้างใจเลยแม้แต่ซักนิดเดียว  ถ้าจะเสียใจก็คือถ้าเลือกที่จะไม่มา  เสียใจเพราะไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากจะทำ  ถึงแม้ว่า จะให้ผลที่ต่างจากนี้  ผิดพลาดมากกว่านี้  ผมก็คงไม่เสียใจที่ได้เลือกทำ เ พราะเป็นการตัดสินใจของตัวเอง  และพร้อมที่จะยอมรับมันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  ซึ่งสิ่งนี้จะไม่สามารถอธิบายได้นอกจากสัมผัสด้วยประสบการณ์ Backpack ด้วยตัวคนเดียว  อย่างที่ผมได้ยืนยันไว้แต่ต้นว่า ...มาเก๊า...มาคนเดียวก็เที่ยวได้..

บทเรียนที่ 1 : No one to blame but yourself. เราเรียนรู้ที่จะไม่โทษอุปสรรคภายนอก และทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะการเตรียมตัวไม่ดีของเราเอง
บทเรียนที่ 2 : เราตักตวงหาความสุขจากทุกสิ่งอย่าง ในทุกเวลา แค่เพียงเราเปลี่ยนมุมมองของเรา

ณัฐภณ วุฒิกานากร...(เอ บ้านผางาม)...เรื่อง / ภาพ
www.pangam.com

  • สามารถติดตามการผจญภัยและเรื่องราวของผมทุกๆวันใน
    www.twitter.com/meawba หรือ Follow@meawba นะครับ
    ส่วนข่าวสารของที่บ้านผม บ้านผางาม เมืองผจญภัย
    www.twitter.com/pangam  หรือ Follow@pangam ครับ
  • เอาแต่เที่ยวไม่ทำงานเลย ต้องโดนดุแน่ครับ !! T_T ขอฝากประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ บ้านผางาม ไว้ 2 เรื่องนะครับ
  • 13-14 ก.พ. 52 “ วิวาห์ผจญภัย และ บันทึกรักกลางภูผาปีที่ 7 ”
    เปิดรับสมัครคู่บ่าวสาวที่ต้องการพิสูจน์รักแท้และจดทะเบียนสมรสกลางหน้าผา เพียง 3 คู่ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย [ ที่พัก+อาหาร+กิจกรรม ] ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pangam.com
  • 20-21 ก.พ. 52 กับการรวมตัวผจญภัยครั้งแรกของชาว Twitter กลางฟ้ากว้างบนยอดขุนเขาในงาน “TwitPJ” ที่บ้านผางาม เมืองผจญภัย