มาเก๊า...มาคนเดียวก็เที่ยวได้ [ตอนที่ 2]

มาเก๊า...มาคนเดียวก็เที่ยวได้ [ตอนที่ 2]

ณัฐภณ วุฒิกานากร แห่งบ้านผางาม เมืองผจญภัย

     สังเกตเห็นกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ปกคลุมพื้นที่เกาะ TAIPA อย่างชัดเจน แต่ไม่ทันฉุกคิดแม้แต่นิดเดียว ด้วยความคิดเพียงแค่ว่า ฝนคงจะตกหนักและทำให้เราออกเดินในตัวเมืองไม่ได้   ก็ไปเลือกชมความงามในโรงแรม The Venetian กันดีกว่า เนื่องจากเมื่อปีก่อน ผมกับครอบครัวได้เคยมาเยี่ยมชมความงามอย่างเต็มๆ มาแล้ว  ขอย้อนเอาภาพถ่ายในครั้งนั้นมาให้ชมกันนะครับ [คราวนั้นใช้กล้อง Canon 5D กับเลนส์ Wide ครับ]  บางทีเราก็รู้ว่า...จะได้ภาพสถานที่แบบสวยจริงๆ บางครั้งอุปกรณ์ดีๆ ก็จำเป็นครับ เอาเป็นว่าได้กลับมาเยือนสถานที่สวยๆที่เคยประทับใจมากๆ  ที่ๆ ความทรงจำชัดเจนกว่าภาพถ่ายครับ

 

 

     หลายคนมักจะถามผมเมื่อกลับไปว่า  “ได้ไปเล่นในบ่อนไหม ?” ผมตอบเลยว่า  ได้เข้าไป แต่ไม่ได้เล่นเลยครับ  เนื่องจากไปในอารมณ์ของ Backpacker การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ก็สร้างความสุขได้ไม่แพ้กันครับ  ผมเลือกการเดินถ่ายตามจุดสำคัญๆ ที่เคยมา เพื่ออิ่มเอมกับบรรยากาศที่ได้เคยมาเที่ยว ต่างกันว่า คราวนี้มาตะลุยเดี่ยว!  ลองเปรียบเทียบดูภาพนะครับ ว่าให้ความรู้สึกที่ต่างกันไหม?

 

 


     พอประมาณ 1 ทุ่มผมเริ่มออกมาเดินดูสภาพอากาศก่อน ก็พบว่าฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ หนักขึ้น  ทำให้โปรแกรมการออกมาถ่ายทางด้านนอกก็เลยต้องงดไป   จึงกลับเข้ามาเดินเล่นอีกครั้งและย้อนกลับมาดูที่บริเวณหน้า Lobby พร้อมกับความโกลาหลของแขกมากมายทั้งกำลังเช็คอินและเช็คเอ้าท์  ประตูกระจกด้านหน้า 2 ชั้น ปิดหนาแน่นเกือบหมด เพื่อต้านทานแรงพายุฝนที่กะหน่ำเข้ามาจนแทบจะไหลซึมเข้ามาใน Lobby  เมื่อผมไปสอบถามจุดขึ้นรถจากประชาสัมพันธ์ก็ได้รับข้อมูลว่า

 



 

     “ขณะนี้ ไต้ฝุ่นเบอร์ 8 กำลังเข้ามาเก๊า ทำให้การเดินทางด้วยรถประจำทางต้องหยุดทั้งหมด  และยังไม่มีกำหนดว่าจะเดินรถได้อีกครั้งเมื่อไหร่  คุณสามารถดูรายละเอียดจากป้ายด้านหน้าครับ ”

 

 

 

     ผมแปลกใจว่าอะไรคือ ไต้ฝุ่นหมายเลข 8 และทำไมถึงไม่สามารถเดินรถได้  จึงมาอ่านประกาศหน้าประตูโรงแรมด้านในและทราบข้อมูลภายหลังว่า ความแรงของระดับไต้ฝุ่น จะนับจากจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้น และระดับ 8 ถือเป็นระดับแรงมาก  ระดับ 6-7 ก็ทำให้กระจกร้านค้าแตก  ป้ายไฟอาจโดนพัดหล่น และรถเมล์อาจถูกพัดไถลได้  เป็นเหตุผลความปลอดภัยที่ทางการประกาศไม่อนุญาตมีการเดินรถประจำทางในช่วงมีพายุ  ทั้งรถ bus ประจำทางหรือของทางโรงแรม  ในทุกเส้นทาง!! โดยเฉพาะการเดินทางไป-กลับผ่านสะพานเชื่อมเกาะ ซึ่งมีความเร็วลมพายุพัดผ่านสูง ประกอบกับถนนที่เปียก  อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อผู้เดินทาง/สะพานและสภาพการจราจรได้

     ผมเริ่มอยู่ในภาวะที่รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย  แม้ว่าการอยู่ในอาคารโรงแรม The Venetian ที่แข็งแรง  จะเป็นการรับรองความปลอดภัยในระดับหนึ่ง (ถ้าอยู่ในอาคาร) แต่เริ่มสังหรณ์ใจว่า อาจจะต้องติดอยู่ในโรงแรมนานอย่างไม่มีกำหนด  เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้มากในขณะนั้น การวางแผนที่จะรองรับการอยู่ยาวอย่างไม่คาดฝันก็เริ่มขึ้น

 

 

     ผมคิดในแง่ดีว่า ทริปนี้ถึงเราจองห้องนอนโรงแรม 3 ดาว ก็ได้มีโอกาสมานอนในโรงแรม 5 ดาวด้วย  แค่เป็นบริเวณทางเดิน  แต่ถ้าต้องติดข้ามคืน  ต้องทานให้อิ่มก่อนร้านค้าจะปิด และต้องเตรียมเสบียงไว้ก่อน เพื่อที่จะได้ไม่หิวในช่วงดึก  ซึ่งร้านค้าทั้งหมดจะปิดในเวลาเที่ยงคืน การกินอาหารใน Food Center ของที่นี่ อาจทำเอาน้ำตาไหลได้ครับ  เพราะราคาค่อนข้างสูง  แต่ที่หนักหนาสาหัส คือ ความรู้สึกเบื่อในการติดอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ

 

 

 

     ผมตัดสินใจกลับมาที่ Lobby อีกครั้งเพื่อถามความคืบหน้า  ข่าวดี! ที่มีรถเพียงชนิดเดียวที่สามารถลอดอุโมงค์ใต้สะพานเพื่อข้ามไปเกาะมาเก๊าได้ คือ รถ Taxi นั่นเอง  แต่เจ้าหน้าที่โรงแรมบอกว่า คนขับจะเรียกค่าโดยสารแพงกว่าปกติ [ประมาณ 200-300 MOP$] ทางโรงแรมคิดว่าไม่คุ้ม  และสภาพอากาศด้านนอกก็ยังมีฝนตกหนัก แต่ก็ไม่เสียหายที่ผมจะไปหาข้อมูลไว้เบื้องต้น  เมื่อออกไปต่อรองราคา  ทุกคันมีนโยบาย Fix Price Garantee อยู่ที่ 300 MOP$ ครับ!!! [ประมาณ 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ทำลายทุกสถิติที่ผมเคยนั่ง Taxi ในชีวิตผมเลย สำหรับระยะทาง 3 กิโล]

     ผมเดินออกมาด้วยทิฐิเล็กน้อยที่คิดว่า ถ้าเค้ามีสิทธิ์เรียกค่ารถในขนาดนี้  เงินมูลค่า 1,500 บาท ผมก็มีสิทธิ์ในการที่จะเลือกใช้เหมือนกัน  ผมลองพยายามค้นหาคนไทยที่พอจะพูดคุย เพื่อแชร์ค่ารถ ก็ไม่มีเลยซักคน  ยิ่งเป็นชาวต่างชาติยิ่งยากครับ เพราะนอกจากกำแพงภาษาแล้ว ความเป็นคนต่างถิ่นสร้างความเชื่อใจให้กับคนหลากหลายสัญชาติในโรงแรมยากมากครับ  ผมคิดว่าคงต้องใช้เวลาซักนิด ตัดสินใจกลับเข้าไปด้านในโรงแรมและคาสิโน อีกครั้ง

     การตะลุยทุกซอกทุกมุมใน The Venetian เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง  สลับกับการพักเหนื่อยด้วยการอ่านคู่มือที่ติดตัว วางแผนเดินทางของวันพรุ่งนี้,ฯลฯ  และทำทุกอย่างเพื่อให้เวลาผ่านไปอย่างมีค่า  แต่ผมก็พบว่า  การอยู่คนเดียวอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกสบายและทำให้ผมกลับมาคิดทบทวนเหตุผลในการมาอีกครั้ง

     ผมเริ่มหยุดเดินตะลอนๆ หาที่นั่งพักและเขียนความรู้สึกของผมลงบนพื้นที่ช่องว่างเพียงเล็กน้อย ตามขอบหน้ากระดาษหนังสือคู่มือท่องเที่ยวที่ผมมี.....



 

     เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก.!!.... ผมพบความสุขสุดๆ ในการนั่งเขียนทบทวนความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้น  ....หยุดนิ่งและใคร่ครวญถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา....จิตใจผมสงบขึ้น  ผมพบว่า ผมกำลังเดินทางไปในอีกรูปแบบหนึ่งผ่านทางการเขียน  นี่คือสิ่งที่เป็นความสุขที่สุดในชีวิตของผม  นั่นคือ ผมรักการท่องเที่ยวและการเขียนบทความ  มหัศจรรย์การเรียนรู้มากมายในชีวิตผมจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้  ถ้าไม่ออกเดินทางคว้ากระเป๋า แล้วก้าวเดินออกไปย่ำโลกกว้างด้วยตัวเอง

 

 

     คำตอบที่ผมตั้งใจมาค้นหา  ไม่ได้มาสำเร็จรูปง่ายๆ อย่างที่หวังไว้เลย  ผมคิดว่าผมต้องออกเดินทางเพราะงานเหนื่อย  สับสน  ต้องหาทางผ่อนคลายให้ได้  และผมจะพบทุกอย่างที่หวังไว้ในการเดินทางครั้งนี้  นี่!!ไม่ใช่อย่างที่ผมหวังไว้เลย  แต่ผมกลับได้พบกับหนึ่งในความสุขที่สุดในชีวิตผมอย่างไม่คาดฝัน  ผมใช้เวลากับการบันทึกเรื่องราวต่อไปอย่างไม่รู้สึกกังวลกับเวลาที่ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

     ใกล้เที่ยงคืนแล้ว .... รวมเวลากว่า 6 ชม.ที่ติดในเวเนเชี่ยน  ร้านค้าเริ่มปิดตั้งแต่ 5 ทุ่ม และมุมทุกมุมในโรงแรมถูกสำรวจจนหมดสิ้น  ความทรมานจากการอดนอนเริ่มเข้าจู่โจม ทำให้ผมหาแหล่งที่จะสิงสถิตย์ในช่วงสุดท้าย คือ Starbuck ซึ่งมีกำหนดปิดตอนตี 3  มหากาพย์แห่งมาเก๊าถูกร่างลงบนคัมภีร์ถุงกระดาษ และทุกอย่างเท่าที่เจ้าหน้าที่ร้านสตาร์บัคจะอนุเคราะห์ให้ผมได้  ได้คุยกับมิตรต่างแดนที่เคยมาเที่ยวเมืองไทย..

 

 

 

     และแล้ว...ช่วงเวลาตี 3 เมื่อถึงเวลาที่สตาร์บัคต้องปิด  และความอดทนของผมก็มาถึงที่สุด.....ผมแบกศักดิ์ศรีของผมทั้งหมดที่มีในช่วงหัวค่ำ.....คลานกลับไปหาแท๊กซี่บริเวณหน้าโรงแรม.....ไม่ว่าตอนนี้ราคาเท่าไหร่....ผมก็ยอมแล้วคร้าบ  T_T


     บริเวณหน้าโรงแรมในขณะนี้ ฝนเริ่มสงบแล้ว  แต่ทางการยังไม่มีประกาศยกเลิกการห้ามเดินรถอื่นยกเว้นแท๊กซี่  จึงยังมีนักท่องเที่ยวมากมายต่อรองกับ Taxi ด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายเพราะไม่อยากจ่าย 300 MOP$ ต่อการเดินทางข้ามฝั่ง  ผมเดินไปหาแท๊กซี่คันนึงด้วยความนอบน้อม แล้วถามเค้าว่าราคาเท่าไหร่  ผมขอ 150 MOP$ ได้ไหม  ผมไปคนเดียว  ไม่ได้แชร์กับใครเลยจ่ายไม่ไหว  คนขับแท๊กซี่กระซิบบอกผมเบาๆ ว่า 200 MOP$ ละกัน  ผมพยักหน้ารับ  เค้าตะโกนเสียงดังให้ทุกคนในลานได้ยินว่า  “ตกลงคนนี้ไปแล้ว จ่าย 250 MOP$ ”  ผมชื่นชมเล็กๆ ว่า  เค้าทำเพื่อเพื่อนผู้ประกอบการเดียวกัน  ไม่ให้ดูตัดราคา และเร่งให้นักท่องเที่ยวคนอื่นตัดสินใจไปแบบผม

     พอรถกำลังวิ่งจะข้ามสะพาน  คนขับตะโกนบอกผมให้จ่ายค่ารถก่อนเลยก่อนขึ้นสะพาน  ผมตกใจครับ  แต่ก็วัดใจกันว่าเลือกขึ้นมาแล้ว ก็ต้องเชื่อใจกันว่าจะไปส่ง  คงไม่หลอกเอาเงินไปเฉยๆ  ทางเค้าเองก็กลัวว่า  ถ้าข้ามสะพานไปส่งแล้วเราจะเบี้ยวจ่ายค่ารถไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้   เป็นช่วงเวลาแห่งชีวิตที่ซื่อตรงแบบไม่คาดคิดมาก่อน  และผมก็ได้เข้าใจอะไรบางอย่าง......


     รถได้พาผมวิ่งผ่านอุโมงค์ใต้สะพานที่วิ่งได้ทางเดียวที่ไม่มีทางย้อนกลับ ซึ่งจะไม่มีโอกาสได้วิ่งถ้าไม่เกิดพายุ  วินาทีนั้นผมย้อนกลับมาคิดว่า  ในคืนนั้นเขาออกมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะรับใครได้อีกไหม เราลำบากจ่ายแต่เขาก็ยังมีครอบครัวที่ต้องดูแลอยู่เบื้องหลัง  ตอนที่ฝนตกหนัก  แท็กซี่เองก็มีชีวิตที่จะต้องเสี่ยงมาส่งเราเหมือนกัน  ในขณะที่สภาพอากาศทำให้รถทุกคันต้องหยุด  มีเพียงเขาเท่านั้นที่อาสาออกมาส่ง  เราเองก็เป็นหนี้บุญคุณเขา  ทำให้รู้สึกละอายเล็กน้อยที่ได้แต่มองในมุมมองของตัวเอง


     ผมถึงโรงแรมในเวลาไม่กี่นาที ...... โดยสวัสดิภาพ


Day 3 …Happy Shopping Day
มรสุมผ่านพ้นไป..... มาเก๊ากลับเข้าสู่ภาวะปกติ

     ผมนอนชดเชยบนเตียงนุ่มๆ ของโรงแรม หลังจากที่อดอยากมานานและตื่นสบายๆ หลัง 10 โมง  ตั้งใจจะออกไปสำรวจเมืองสบายๆ ซึ่อของตาม List ที่คิดเอาไว้  นั่งรถเมล์ให้สบายใจเพราะคุ้นเคยแล้ว  วันที่ 3 จึงผ่านไปอย่างสบายๆ และผ่อนคลายมากขึ้น 

โบสถ์เซนต์ดิมินิค & Downtown Shopping / Photo

 

      วันนี้ขออุทิศทั้งวันให้กับการท่องเที่ยวแบบไร้การวางแผน  เน้นตามสะดวกเดินทาง / สภาพอากาศ และเวลา  เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่ธรรมชาติที่สุด (ตามใจอยาก) และน่าจะเหมาะกับ Backpacker ที่สุดแล้วครับ

      เริ่มจาก Senado Square ที่อยู่ใกล้โรงแรมมากที่สุด และเข้าสู่โบสถ์เซนต์ดอมินิค (St. Domingos Church) : ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1590 และได้รับการยกย่องว่าเป็นโบสถ์ที่มีศิลปกรรมทางศาสนาที่งดงามที่สุด คือมีลักษณะการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลและบารอค ตั้งอยู่ภายใน เซนาโด้ สแควร์  ภายในเป็นโถงอาคารสูงสำหรับทำพิธีกรรมของชาวคริสต์ทั้งหลาย  ที่หลั่งไหลมาหลายประเทศด้วยพลังศรัทธา  แม้ว่าเราจะเป็นชาวพุทธก็ขออนุญาตมาชื่นชมความงามด้วยเหมือนกัน  ที่ไม่ควรพลาดคือ พิพิธภัณฑ์ในส่วนชั้นบน  ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเยี่ยมชม วัตถุโบราณและของล้ำค่าทางศาสนา  เพื่อการติดตามเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์เบื้องลึกอีกด้วย  ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับสถานที่ที่เราเที่ยวและเพิ่มความสนุกสนานมากขึ้น ตามผมมาเลยดีกว่าครับ

 


     จากนั้นก็เป็นทัวร์จับจ่ายกับเลือกซื้อของกินตามตัวเมือง แล้วแต่ตามชอบใจใน Guide Book แล้ววางแผนเองเลยดีกว่าครับ อาหารที่นี่หากินง่าย  อร่อยๆมากมาย ทั้งทาร์ตไข่,ตั่น-หนา (Milk-Pudding) , PorkChopBun, ลูกชิ้นในน้ำแกงกะหรี่เหมือนโอเด้ง , ยากิโทริจาก 7-11 หรือข้าวหน้าอูนางิ (ปลาไหลย่าง)จากร้านฟาสต์ฟู้ด ซึ่งย่อมเยาในราคา รองลงมาในเรื่องรสชาติ ( ฮิฮิ... ซื้อกินแบบไม่เคย ก็ต้องมีลุ้นบ้าง  จะอร่อยเลิศทุกมื้อ คงเป็นไปไม่ได้)  ขอให้เน้นดูสะอาด ซึ่งถ้าเราเป็นคนกินสะดวก ก็ยิ่งไม่มีปัญหาครับ

 

 


    แหล่ง Shopping ที่ง่ายที่สุดก็คือ Senado Square ที่นี่จัดว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่รวมไว้ซึ่งร้านค้าต่างๆ มากมาย ทั้งแฟชั่น แบรนด์เนม ร้านแผงลอย เฟอร์นิเจอร์โบราณ อัญมณี เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ เรียกว่าจะหาซื้ออะไรในมาเก๊า มาที่นี่ที่เดียวก็ได้ครบครัน ราคาไม่สูงมาก และของฝากท้องถิ่นที่น่าซื้อ ได้แก่ หมูแผ่นย่าง ขนมอร่อยตำรับชาวจีน (ที่ผมไม่รู้ชื่อ)  และอื่นๆมากมายรวมในแหล่งเดียวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย  แต่ถ้าร้านเฉพาะทางเช่น ของเล่น/ตัวต่อโมเดล ก็มี Toy Kingdom ด้านข้างซ้ายของประตูโบสถ์ St.Pual หรือ ตามร้านโมเดลแฟรนไชส์ ที่ต้องสืบเสาะเอง  ผมได้ชุดมินิโมเดลของ MJ มาไว้สะสมด้วย ซึ่งถือว่าเป็นของที่ระลึกที่เป็นตำนานไปแล้ว

 

 

    แต่ที่ถูกใจผมจริงๆ คือ การเดินเที่ยวในตัวเมืองยามค่ำคืน  พอเจอสถานที่สวยๆ ก็ลงจากรถเมล์ เดินย้อนไปค้นหาพร้อมกับถ่ายภาพไปเรื่อยๆ  เริ่มปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงทางพร้อมกับจงใจค้นพบเส้นทางใหม่  ยิ่งได้ภาพสวยๆยิ่งสนุกครับ  เป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงเสน่ห์ยามค่ำคืนของมาเก๊า  ความตื่นเต้นจากการค้นพบที่ใหม่ๆนอกแผนที่ท่องเที่ยว  ทำให้อดหัวใจพองโตไม่ได้ว่า  “มีแต่เราเท่านั้นที่ค้นพบสถานที่นี้ และเห็นความงามของมันในยามนี้ ”

 

 

 

 

      อิ่มอกอิ่มใจแล้วก็กลับเข้าสู่ที่พัก  เตรียมเก็บข้าวเก็บของเพื่อเตรียมเดินทางกลับ......ก่อนที่จะพบว่า  โปรแกรมเที่ยวแบบ Non-Stop ในวันสุดท้าย  มันต้องมีอะไรให้ตื่นเต้นทุกนาทีกันจริงๆเลย...ทริปนี้ !!!

 


[ติดตามต่อในตอน 3 นะครับ ]

ณัฐภณ วุฒิกานากร...(เอ บ้านผางาม)...เรื่อง / ภาพ
www.pangam.com

  • สามารถติดตามการผจญภัยและเรื่องราวของผมทุกๆวันใน
    www.twitter.com/meawba หรือ Follow@meawba นะครับ
    ส่วนข่าวสารของที่บ้านผม บ้านผางาม เมืองผจญภัย
    www.twitter.com/pangam  หรือ Follow@pangam ครับ
  • เอาแต่เที่ยวไม่ทำงานเลย ต้องโดนดุแน่ครับ !! T_T ขอฝากประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ บ้านผางาม ไว้ 2 เรื่องนะครับ
  • 13-14 ก.พ. 52 “ วิวาห์ผจญภัย และ บันทึกรักกลางภูผาปีที่ 7 ”
    เปิดรับสมัครคู่บ่าวสาวที่ต้องการพิสูจน์รักแท้และจดทะเบียนสมรสกลางหน้าผา เพียง 3 คู่ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย [ ที่พัก+อาหาร+กิจกรรม ] ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pangam.com
  • 20-21 ก.พ. 52 กับการรวมตัวผจญภัยครั้งแรกของชาว Twitter กลางฟ้ากว้างบนยอดขุนเขาในงาน “TwitPJ” ที่บ้านผางาม เมืองผจญภัย