ไปทดยิ้ม(ด้วยกัน) ที่เมืองแจ่ม

ไปทดยิ้ม(ด้วยกัน) ที่เมืองแจ่ม

 

 

     เดินทางกันอีกแล้วตามเคย  รอบนี้ได้แรงบันดาลใจจากโปสการ์ดแผ่นหนึ่งร่อนถึง...หน้าบ้าน โปสการ์ดเป็นภาพทุ่งนาขั้นบันไดไซส์กว้างแบบพาโนราม่า ฟ้าเป็นฟ้า นาเป็นนา ทุ่งเป็นทุ่ง สวยดีจัง.. แรกทีเดียวก็นึกสงสัยอยู่ตั้งนานว่าที่ไหน ลองพลิกอีกด้านของโปสการ์ด เห็นตราประทับบนแสตมป์ ทำให้ได้คำตอบเพราะตัวหนังสือนั้นระบุ ปลายทางชัดเจน... แม่แจ่ม..

 

     ภาพทุ่งนาแม่แจ่ม วนเวียนอยู่ในปลายทางเป็นแรมเดือน จนในที่สุดก็ได้ไปสักที  ”แม่แจ่ม” น่าจะเป็นอำเภอหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ที่ใครๆ ยังไม่ค่อยรู้จักนัก  เราเลือกเดินทางแบบกับรถประจำทางขนาดเล็กสีเหลืองอ๋อย ที่จอดรับคนจากตลาด อ.จอมทองมุ่งสู่แม่แจ่มในราคา 70 บาท เพื่อจะได้เก็บบรรยากาศการเดินทางที่แท้จริง  ทันทีที่เหลือบสายตาออกไปนอกรถ หลังจาก...ผ่านหุบเขา ผ่านทางโค้ง เลี้ยว  คด งอ (ครบสูตรของเส้นทางโหด) บอกคำเดียวว่าสุดจะมึน....บรรยากาศที่มีแต่เหวกะต้นไม้เป็นเพื่อน และแล้วเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับสิ่งที่คิดตอนนี้พร่าเลือนไปทุกที ทันทีที่เรามาถึง

 

     โห...ทุ่งนาอะไรจะกว้างใหญ่ บานเบอะอยู่ในหุบเขาได้สวยขนาดนี้นะ ทุ่งนาขั้นบันไดสลับสีเหลือง เขียวทอง มีให้เห็นสุดลูกหูลูกตา  เหมือนใครมาทาสีเล่นงั้นแหละ  สวยจัง... ชาวนาที่นี่ นอกจากจะเก่งเรื่องปลูกข้าวแล้ว ยังเป็นศิลปินจิตรกรรมเอกได้ด้วยนะเนี่ยะ เป็นทรัพย์ในดินสร้างเสน่ห์ความงามให้ได้เห็นโดยไม่ต้องลงทุนเรียนจิตรกรรมสอบเข้าเพาะช่าง หรือ ม.ศิลปากรฯให้เสียหลาย

 

 

     ฉันยกยอป้ออวดความสวยของทุ่งนากับเพื่อนร่วมเดินทางอีกคนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดทางที่รถเหลือง(อ๋อย) กำลังพาเรามุ่งสู่ “เมืองแจ่ม” ที่เราตามรอยโปสการ์ดแผ่นนั้นมา ถ้าให้เดา แม่แจ่มตอนนี้ คงเป็น ปาย เมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ที่ยังไม่มีเครื่องประดับหรืออะไรมาปรุงแต่งจนเกินงาม แล้วก็จริงอย่างที่คิด

 

 

     หลังจากได้มอเตอร์ไซค์เช่าและที่พักสุดจะอบอุ่นราวกับบ้านญาติที่ ”เฮือนแรมแจ่มเมือง” ก็สวมรอยซิ่ง ลัดเลาะไปเรื่อยๆ สองข้างทางมีทุ่งนา วัด บ้านเรือนผู้คนแบบไทยล้านนา ไทยประยุกต์สลับกันไป ไกลออกไปหน่อย ตามแนวทุ่งนาขั้นบันไดที่ว่า ก็มีแม่น้ำแม่แจ่ม ไหลผ่านภูเขาซึ่งขนานอยู่สองข้าง เลียบยาวไปจนถึงเชิงดอยอินทนนท์  เลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ ของหมู่บ้าน

 

     ชาวบ้านที่นี่ทั้งอุ้ยคำ พ่อแก่แม่แก่ ไม่มีฟันหันมาส่งยิ้ม ละลานตา หญิงคราวน้าหลายคนก็ยิ้มทัก แก็งค์จักรยานวัยละอ่อนก็ส่งเสียงให้  ไปไหนจ๊า..เฮลโล่ (คงนึกว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ..ซะงั้น)  บางบ้านกำลังนั่งทอผ้าผ้าซิ่นตีนจก บ้างก็รดน้ำผักสวนครัว กำลังหุงหาต้มยำทำแกงกันในยามเย็น  เพราะแม่แจ่มยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวซะเต็มประดาละมั้ง ความเป็นอยู่ของผู้คนหรือสิ่งปลอมปนของที่นี่จึงยังห่างไกลนัก

 

 

     ซิ่งไปซิ่งมา... พระอาทิตย์ก็หนีกลับบ้านไม่บอกไม่กล่าว แถมลมหนาวเริ่มเคาะประตูมาเยือนแม่แจ่ม(นิด นิด) อากาศของชนบทมันมีเสน่ห์จนไม่รู้จะใช้คำไหนอธิบาย บอกได้แค่ว่ามันดีโดยดีละกัน ... มื้อนี้ คืนนี้ ไม่ได้กินอาหารหรูๆที่ไหนหรอก ฝากท้องกับข้าวสวยจานร้อนๆ และไข่เจียวฟูเต็มจานในราคา 25 บาท  แค่นี้ก็อร่อยเหลือเชื่อ

 

 

     หันไปหลังร้านข้าวมี ”กล้วย” หวีงามวางเรียงราย คาดว่าน่าจะเตรียมแปลงร่างกลายเป็นกล้วยทอดในไม่ช้า แค่ชมเผาะเบาๆ กับเพื่อนที่มาด้วยกันว่า กล้วยแต่ละหวี ง๊ามงามนะแกนะ เท่านั้นแหละ...  เจ้าของใจดีก็ยกให้เทั้งหวีโดยไม่มีข้อแม้ (ปากหวานได้ลาภจริงๆ) มากไปกว่านี้แม่แจ่มยังมีชาวลัวะ ชาวไต-ยวนและชาว ปกากญอ รวมถึงคนมอญ อาศัยอยู่รวมกันอย่างสันติ  มีวัดหลายแห่งให้เข้าไปกราบไหว้ อาทิ วัดพุทธเอ้น วัดกองกาน วัดป่าแดด วัดยางหลวง  และวัดดอยกู่เต้า

     ยามเช้าพระเณรก็จะเดินออกบิณฑบาตรเป็นกิจวัตร ใครใคร่ตื่นมายามเช้า อากาศที่นี่...สดชื่นน่าภิรมย์เป็นไหนๆ  ผู้คนก็ใจดีส่งยิ้มให้ ทดในใจเท่าไหร่ก็ไม่หมด ความประทับใจในทริปนี้ตอบคำถามสิ่งที่สงสัยอยู่บางข้อได้อย่างดี ว่าบางที... ความมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องแปลว่าเงิน และถึงโลกใบนี้จะกว้างสักแค่ไหน แต่ยังไงก็คงแพ้ใจคนเมืองแจ่ม ที่กว้างกว่า...ไม่มีจำนวนนับ

เรื่อง วิชชุดา ชาญณรงค์ ภาพ / สกู๊ตเตอร์สีชมพู
http://axcscooter.multiply.com/
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร weekend