รีวิว “พูลแมน หลวงพระบาง” อาณาจักรความสุขแสนผ่อนคลายแห่งเมืองมรดกโลก

รีวิว “พูลแมน หลวงพระบาง” อาณาจักรความสุขแสนผ่อนคลายแห่งเมืองมรดกโลก

การกลับไปยังสถานที่เดิมในวัน เวลา หรือแม้แต่ฤดูกาลที่ต่างกัน ย่อมสร้างความรู้สึกนึกคิดของเราให้เปลี่ยนไปทุกครั้ง เรื่องนี้แม้ไม่แน่ใจว่ามีใครกล่าวไว้ แต่นักเดินทางทุกคนต่างรู้ดีว่ามันจริง เพราะการมาเที่ยวหลวงพระบางเมืองมรดกโลกครั้งนี้ไม่ใช่การมาเช็กอินครั้งแรกในชีวิต หากแต่เป็นการกลับมาเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งห่างจากครั้งล่าสุดเป็น 10 ปีเห็นจะได้ การมาครั้งนี้หลักๆ คือมาเปิดประสบการณ์การพักผ่อนที่พูลแมน หลวงพระบาง หรือ Pullman Luang Prabang  รีสอร์ท 5 ดาวน้องใหม่อายุยังไม่ถึงขวบปีภาพจำเก่าๆ ในฉากและมุมต่างๆ ของหลวงพระบางจึงผุดขึ้นมาบ้าง แม้จะเลือนรางแต่ก็พอจดจำในจุดสำคัญเหล่านั้นได้

สีท้องฟ้าระหว่างเดินทางไปหลวงพระบาง

จำได้ว่าการเดินทางไปหลวงพระบางเมื่อกว่า 10 ปีก่อน เราเลือกเดินทางไปด้วยรถประจำทาง บอกเลยว่าได้รสชาติการเดินทางอย่างแท้จริง เพราะต้องนั่งรถข้ามคืนจากกรุงเทพฯ ไปที่หนองคาย เพื่อรอนั่งรถข้ามด่านไปยังเวียงจันทน์ ประเทศลาว และนั่งรถต่อไปยังเมืองต่างๆ ที่ตั้งใจ ถ้าปลายทางคือหลวงพระบางและคุณเดินทางจากเวียงจันทน์แต่เช้า กว่าจะไปถึงหลวงพระบางก็เข้าพลบค่ำรวมเวลาเกือบ 10 ชั่วโมง คิดแล้วค่อนข้างเหนื่อยหากจะยังเดินทางด้วยวิธีเดิม ครั้งนี้จึงเลือกเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งมีเที่ยวบินตรงไปที่หลวงพระบางทุกวัน ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชม.20 นาที เทียบแล้วนับเป็นการเดินทางแบบสบายสบาย อีกอย่างคือไฟลท์บินเป็นช่วงบ่ายใครที่ขี้เกียจตื่นเช้าเหมาะมากเพราะไม่ต้องรีบ

ด่านตรวจคนเข้าเมือง สนามบินหลวงพระบาง

ทันทีที่เครื่องลงจอดที่สนามบินหลวงพระบาง ความรู้สึกอบอุ่นก็แทรกเข้ามาทันที เพราะสนามบินหลวงพระบางเป็นสนามบินขนาดย่อมคล้ายสนามบินต่างจังหวัดในบ้านเรา วันที่เดินทางไฟล์ทบินไม่หนาแน่น การเดินลงไปกรอกเอกสารยื่นให้กับด่านตรวจคนเข้าเมืองจึงรวดเร็ว และเจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้ผ่านเข้าประเทศได้อย่างง่ายดาย

ล็อบบี้ทางเข้ารีสอร์ทพูลแมน หลวงพระบาง

รถตู้ของพูลแมน หลวงพระบาง ซึ่งเป็นรีสอร์ทที่เราเข้าพักตลอด  4 วัน 3 คืนนี้มารอรับอยู่แล้วด้านหน้า สิ่งแรกที่กระตุกความจำของประเทศนี้คือการขับรถทางด้านขวา ดังนั้นตำแหน่งที่นั่งคนขับจึงอยู่ทางด้านซ้าย เราจึงได้ขึ้นรถจากประตูจากทางด้านขวา จากสนามบินเพียง 10 นาทีก็ถึงพูลแมน หลวงพระบาง ที่พักซึ่งรู้สึกประทับใจในความสวยงามตั้งแต่แรกเห็น

บรรยากาศภายในรีสอร์ท

พูลแมน หลวงพระบางเป็นรีสอร์ท 5 ดาวในเครือ  Accor Hotels  เครือโรงแรมดังระดับโลก ดังนั้นเรื่องการออกแบบ การตกแต่ง สิ่งอำนวยความสะดวก การให้บริการ ฯลฯ จึงสมมาตรฐานหายห่วง ด้วยเนื้อที่ 100 ไร่ รีสอร์ทได้จัดสรรพื้นที่ ส่วนบริการต่างๆ อย่างลงตัว ทั้งสระน้ำขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้า สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร สปา และส่วนห้องพักจำนวน 123 ห้องที่แทรกตัวอยู่ทั่วบริเวณ

ห้องอาหาร L’Atelier

เนื่องจากเวลาที่เดินทางไปถึงเป็นช่วงเย็น มื้อค่ำจึงเป็นการต้อนรับที่เราลุ้นเหลือเกินว่าเวลคัมมื้อแรกในรีสอร์ท 5 ดาวแห่งนี้จะเป็นอะไร ที่ห้องอาหาร L’Atelier ทางรีสอร์ทเสิร์ฟอาหารประจำถิ่น ที่มองแล้วใกล้เคียงกับอาหารบ้านเราอยู่บางเมนู อย่างไส้อั่วหมู ซุปผัก น้ำพริกผักต้ม ซุปฟักทองแบบใส ต้มเค็มหมู และส้มตำหรือตำส้มหลวงพระบางที่ขอยกให้เป็นไฮไลท์มื้อต้อนรับ

ตำส้มหลวงพระบาง หรือส้มตำหลวงพระบาง

ซุปฟักทองซดคล่องคอ

พูดถึงรสชาติอาหารใกล้เคียงกับอาหารไทย แต่ในบางเมนูจะมีส่วนผสมบางอย่างที่คนไทยอาจไม่คุ้นนัก ส่วนตัวชอบซุปฟักทองน้ำใสเพราะซดคล่องคอ มีรสชาติกลิ่นหอมของผักสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของอาหารที่นี่คือใช้ผักออร์แกนิคจากคนในพื้นที่มาประกอบอาหาร ดังนั้นจึงมั่นใจเรื่องความสะอาดปลอดภัยไร้สารเคมีได้เลย

ในช่วงกลางคืนฤดูร้อนอากาศที่นี่ไม่ต่างจากบ้านเรา แต่ก็ไม่อบอ้าว หลังทานอาหารเสร็จถึงเวลาเข้าห้องพักที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้และให้รถกอล์ฟพาไปส่งหน้าห้อง เรามีโอกาสเข้าพักในห้องพักแบบพรีเมียม ดีลักซ์ เตียงคิงไซส์ ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งในอีกหลายๆ ประเภทห้องพักของรีสอร์ท แต่ห้องพิเศษสุดนั้นคือวิลลาที่มีบ้านพัก 2 หลัง 1ห้องลีฟวิ่งรูม สระว่ายน้ำกลางอยู่ในบริเวณเดียวกัน การตกแต่งของทุกๆ ห้องพักเป็นสไตล์คอนเทมโพรารี่

มาตรฐานของเครือโรงแรมระดับโลกเช่นนี้ทำให้การพักผ่อนภายในรีสอร์ทเติมเต็มคืนวันตลอดทริป เนื่องจากต้องหอบงานไปทำระหว่างท่องเที่ยว โซนโต๊ะทำงานในห้องพักที่จัดไว้ต่อเนื่องกับหัวเตียงนอนเป็นมุมที่ถูกใช้งานตลอดในช่วงกลางคืน ซึ่งนั่งสบายและรู้สึกว่าแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานแต่ก็ผ่อนคลายกว่านั่งทำงานในออฟฟิศ

โซนห้องน้ำเป็นโซนที่ชอบที่สุดเพราะกว้างขวาง ซิงก์เคาน์เตอร์ล้างหน้าแต่งหน้าออกแบบไว้หรูหรา และที่ปลื้มมากคงเป็นห้องสุขาอยู่แยกส่วนกับห้องอาบน้ำ แม้จะต้องเดินอยู่สักหน่อย แต่เพราะชอบให้ห้องสุขาแห้ง สะอาด จึงไม่รู้สึกขัดข้องหากทั้งสองห้องต้องแยกกัน อ่างอาบน้ำที่ตั้งไว้นอกห้องอาบน้ำเหมือนเรียกร้องให้ลงไปนอนแช่ เสียดายทริปนี้ค่อนข้างแน่น จึงไม่มีเวลาลองแช่น้ำอุ่นผ่อนคลายก่อนเข้านอน

สวิสต์เปิด-ปิดไฟในห้องมีให้เลือกแทบทุกตำแหน่ง แต่ที่ชอบที่สุดคือดาวน์ ไลท์ ที่เปิดแล้วแสงไฟจะเปิดที่บริเวณใต้เตียง หากนอนปิดไฟมืดทั้งห้อง แต่กลางดึกนึกอยากลุกไปเข้าห้องน้ำและเปิดไฟจุดนี้ไว้ จะช่วยไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ พอหันไปเปิดมินิบาร์นั้นพร้อมสรรพไปด้วยอาหารและเครื่องดื่ม ดึกๆ นี่เปิดเพลงฟังคลอไประหว่างทำงาน พร้อมเปิดน้ำผลไม้ในตู้เย็นมาดื่มดับกระหายก็ชิลขั้นสุด ส่วนห้องพักอื่นๆ ที่เหลือคือห้องดีลักซ์ห้องพรีเมียม ดีลักซ์ สวีท จะแตกต่างกันที่ขนาด การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในห้อง แต่การตกแต่งนั้นคล้ายคลึงกันทุกห้อง

เฝอ อาหารเช้าท้องถิ่น

อาหารเช้าที่ห้องอาหารเดิมยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่รู้สึกสนุกกับการลองชิมอาหารหลายๆ อย่างโดยเฉพาะถ้าเป็นการไปพักในโรงแรมต่างบ้านต่างเมืองด้วยแล้ว จะคิดเสมอว่าต้องมีอาหารที่แตกต่างไปจากไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของโรงแรมโดยทั่วไป แน่นอนมาถึงหลวงพระบางต้องลองทานเฝอ อาหารที่มีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา มีให้เลือกระหว่างใส่เนื้อหมูกับเนื้อไก่ ผักนั้นหลากหลายจะใส่ทุกอย่างหรือเลือกเฉพาะที่ชอบก็ได้ ส่วนอาหารเช้าจานอื่นๆ ก็คล้ายคลึงกับเกรดรีสอร์ท 5 ดาว แต่อีกส่วนหนึ่งที่สังเกตเห็นคือมีการนำผลิตภัณฑ์แยมโฮมเมดของคนในพื้นที่มาเป็นตัวเลือกให้กับแขกของโรงแรม เห็นแล้วน่าทาน แต่ไม่ใช่สายขนมปังจึงเลี่ยงไป

สระน้ำที่ติดกับห้องอาหารนับเป็นอีกทัศนียภาพเด่นของรีสอร์ท หากออกมาด้านนอกห้องอาหารและมองทอดสายตาไปไกลๆ จะเห็นอีกด้านหนึ่งของรีสอร์ท ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำไร้ขอบขนาดใหญ่ มองออกไปเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติชวนให้แหวกว่ายดับร้อนไม่รู้สึกเบื่อ ส่วนใครที่ยกกันมาเป็นครอบครัว สระว่ายน้ำเด็กก็ดูเหมือนจะเย็นสบายน่าลงไปเล่นไม่แพ้กัน

สังเกตอย่างหนึ่งว่าที่รีสอร์ทแห่งนี้มีพื้นที่ให้นั่งชิลเยอะมาก นับตั้งแต่ส่วนต้อนรับอันโอ่โถง ที่ยังแบ่งเป็นส่วนบาร์เครื่องดื่ม ซึ่งเข้าใจว่าใช้บริการได้ตลอดทั้งวัน หรือจะเป็นส่วนห้องอ่านหนังสือที่กว้างขวางและเป็นส่วนตัว สำหรับใครที่อยากรู้ว่าหลวงพระบางมีอะไรน่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์บ้าง ห้องจำหน่ายของที่ระลึกก็มีสินค้าให้ดูก่อน จะตัดสินใจซื้อจากที่รีสอร์ท หรือดูราคาแล้วไปหาจากนอกรีสอร์ทก็แล้วแต่

อย่างที่บอกว่ารีสอร์ทค่อนข้างกว้าง การเน้นพื้นที่ทางธรรมชาติของรีสอร์ทจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากรีสอร์ทเปิดตัวมาไม่นาน ต้นไม้ต่างๆ ในรีสอร์ทจึงอาจยังขึ้นไม่เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากกลับไปอีกครั้งเข้าใจว่าตลอดเส้นทางในรีสอร์ทต้องร่มครึ้ม เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งแน่นอน และที่ทราบมาคือในอนาคตทางรีสอร์ทมีแผนจะใช้ที่ดินบางส่วนทำเป็นสวนออร์แกนิคปลูกพืช ผักสำหรับใช้ภายในรีสอร์ท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจการเพื่อมองเห็นผลความยั่งยืน และนี่ก็เป็นอีกความตั้งใจหลักของเครือโรงแรมระดับโลกที่ปรับไปสู่การอยู่ร่วมกับชุมชน

มาถึงรีสอร์ทแล้วอีกส่วนบริการที่ขาดไม่ได้เลยคือพูลแมน สปา การได้ลองใช้บริการสปาเหมือนเป็นการปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบแห่งการพักผ่อน โดยเฉพาะบริการสปาของที่รีสอร์ทนั้นแสนประทับใจ เพราะตั้งแต่ไปถึงด้านหน้าสปา ทางรีสอร์ทออกแบบพื้นที่ในส่วนนี้ไว้จนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังไปเยือนดินแดนแห่งความผ่อนคลาย เพราะทันทีที่เข้าไปภายในส่วนต้อนรับ กลิ่นหอมที่สัมผัสได้ก็ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการท่องเที่ยวมาตลอดทั้งวันนั้นลดระดับลง

พนักงานแนะนำรายการนวดและทรีทเมนท์ต่างๆ ให้ทราบเป็นข้อมูลเบื้องต้น ก่อนจะสอบถามถึงน้ำหนักการนวดที่ต้องการ สำหรับเราชอบการนวดในลักษณะการให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า จึงเลือกการนวดที่เบาที่สุด ส่วนคนอื่นๆ นั้นก็ไม่ต่างกันนัก จากนั้นพนักงานจะนำแบบสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของเราว่าเคยผ่าตัดหรือมีโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่า สำหรับใช้เป็นข้อมูลพิจารณาก่อนการใช้บริการ

เมื่อตัดสินใจเลือกแพคเกจการนวดที่เหมาะกับตัวเองได้แล้ว พนักงานนวดก็จะพาเราไปที่ห้องนวด ซึ่งออกแบบเป็นอาคารหลายหลังตั้งอยู่ทั่วบริเวณอันร่มรื่นเพราะเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ ในห้องทรีทเมนต์ส่วนตัวนั้นแยกเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีห้องอาบน้ำ อ่างอาบน้ำเอาท์ดอร์แยกออกจากห้องนวด หรือห้องทรีทเมนต์ เวลานวด 60 นาทีช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว พนักงานนวดให้บริการดีเยี่ยม คอยถามน้ำหนักมือตลอด ต้องบอกว่าเผลอหลับไปแบบไม่รู้ตัว สำหรับผลิตภัณฑ์สปาที่รีสอร์ทเลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Ytsara ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาชั้นดี

ต้องยอมรับว่าการกลับมาเยือนหลวงพระบางครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการได้มาพักผ่อนอย่างเต็มที่ที่รีสอร์ท 5 ดาวระดับมาตรฐาน และอีกส่วนหนึ่งเหมือนได้เติมเต็มการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองมรดกโลกที่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของสถาปัตยกรรม วิถี วัฒนธรรมต่างๆ ไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้นจึงเป็นอีกทริปในความทรงจำ หวังว่าครั้งหน้าจะได้กลับมาเยือนอาณาจักรแห่งความสุขนี้อีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว