5 กลโกง : เปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นเหยื่อ

5 กลโกง : เปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นเหยื่อ
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

แม้เมืองไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวโปรดปรานติดอันดับต้นๆ เพราะสามารถท่องเที่ยวได้หลายรูปแบบ ทั้งเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ ผจญภัย หรือแม้แต่สถานบันเทิง

อีกทั้งอาหารการกินก็แสนอร่อยและเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผู้คนก็ยิ้มแย้มอัธยาศัยดี ปรากฏการณ์นี้ก็ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวในบ้านเราโตวันโตคืน

แต่ในทุกวงการก็ย่อมมีเหลือบไรที่มาเกาะกิน มีกลุ่มคนที่หาประโยชน์จากนักท่องเที่ยว ผ่านกลโกงต่างๆ ทำเอานักท่องเที่ยวหลายคนส่ายหัว ไม่คิดจะกลับมาเมืองไทยอีก

หรือบางรายถึงขั้นแชร์ประสบการณ์เลวร้ายที่พบเจอในไทย ให้เพื่อนร่วมชาติรับรู้ผ่านโลกโซเชียล วันนี้ เรา ขอแฉเล่ห์เหลี่ยมกลโกงที่นักท่องเที่ยวมักประสบพบเจอ

สร้างความหวาดกลัวเข็ดขยาด และทำให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยเสียหาย

fw

1.ราคานักท่องเที่ยว

ในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งจะพบว่าราคาสินค้าและบริการสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นจะมีราคาสูง และเป็นคนละราคากับที่คนไทยต้องจ่าย โดยร้านค้าเหล่านี้มักมีเมนูอาหารหรือแคตตาล็อกสินค้า 2 ภาษา

เมื่อเห็นว่าลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวก็จะใช้เมนูภาษาอังกฤษ ซึ่งราคาอาหารจะแพงกว่าขายคนไทยเป็นเท่าตัว หรือบางร้านอาจใช้วิธีไม่แจ้งราคาอาหารในเมนู และเก็บเงินลูกค้าชาวต่างชาติแพงเกินจริง

ดังที่เพิ่งปรากฏเป็นข่าว กะเพราหมูกรอบไข่ดาวจานละ 150 บาท ซึ่งร้านอาหารย่านประตูน้ำร้านดังกล่าวก็อ้างว่า ราคานี้เป็นราคาชาวต่างชาติ หากเป็นคนไทยก็จะคิดอีกราคา

2.TAXI ไม่กดมิเตอร์ / คนขับรถตู้อ้างว่ารถไฟเต็ม-ไม่ปลอดภัย

การคมนาคมถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ เนื่องจากเส้นทางและซอกซอยต่างๆ ในประเทศไทยนั้นมีเยอะมาก อีกทั้งรอบเวลาของขนส่งสาธารณะต่างๆ ก็ไม่แน่นอน

สิ่งเหล่านี้เอื้อให้เกิดการโกงราคานักท่องเที่ยว เช่นในกรณีรถ TAXI ในสนามบินไม่กดมิเตอร์ ใช้วิธีเหมาจ่ายเป็นรอบ ซึ่งราคาแพงกว่าการกดมิเตอร์ 2-3 เท่าตัว

และหากนักท่องเที่ยวบางรายโวยวายเพราะรู้ว่ากำลังถูกโกง ก็จะถูกปล่อยไว้ข้างทางเปลี่ยวพร้อมกับสัมภาระจำนวนมาก หรือ TAXI บางรายเมื่อเห็นนักท่องเที่ยวใช้แอปพลิเคชั่นบริการเรียกรถอื่นๆ

ก็จะด่าทอ หรือตรงเข้าทำร้ายเลยก็มี ส่วนในกรณีรถไฟนั้น จะเป็นการดักรอนักท่องเที่ยวอยู่ตามสถานีรถไฟ และเข้าพูดคุยกับนักท่องเที่ยวว่ารถไฟเต็มแล้ว ให้นั่งรถตู้ไป

หรือบางรายก็อ้างว่ารถไฟนั้นอันตรายต่อนักท่องเที่ยว ไม่ควรขึ้น และชวนให้นั่งรถตู้ที่อ้างว่าปลอดภัย สะดวกสบาย และแน่นอนว่าแพงกว่ารถไฟ

3.หลอกขายแพ็กเกจล่องเรือชมเมือง

คนกลุ่มนี้จะปรากฏตัวอยู่ในย่านแหล่งท่องเที่ยวดังๆ พร้อมกับสมุดรูปภาพ และคอยขายแพ็กเกจล่องเรือชมวิถีชีวิต ไหว้พระ แวะตลาดน้ำ ให้กับนักท่องเที่ยว

โดยรูปภาพต่างๆ ที่นำมาโชว์ตอนขายแพ็กเกจนั้นจะดูดีเกินจริง ทำให้เก็บเงินนักท่องเที่ยวเป็นรายหัวได้ในราคาสูง และเมื่อนักท่องเที่ยวลงเรือไปแล้วพบว่าไม่เหมือนกับที่คุยกันไว้

ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเสียเงินไปแล้ว แถมอยู่กลางแม่น้ำ ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย

4.กล่าวหาว่านักท่องเที่ยวทำเจ็ตสกีพังแล้วเรียกค่าเสียหาย

อันนี้เกิดในสถานที่ท่องเที่ยวริมทะเล โดยพ่อค้าจะให้นักท่องเที่ยวใช้ passport เป็นหลักฐานในการเช่าเจ็ตสกี จากนั้นเมื่อเช่าครบเต็มเวลาแล้ว พ่อค้าหัวใสก็จะอ้างว่าเจ็ตสกีพังจากการขับขี่ของนักท่องเที่ยว

ก่อนจะเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก แลกกับ passport ที่ให้ไว้ตอนเช่าเจ็ตสกี ซึ่งเรื่องนี้ทำเอานักท่องเที่ยวหวาดระแวง และบอกกันปากต่อปาก ว่าควรระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการใช้ passport เช่ายืมสิ่งต่างๆ ในประเทศไทย

5.ขบวนการหลอกนักท่องเที่ยวซื้อเครื่องประดับราคาแพง

เรื่องนี้ทำกันเป็นขบวนการ เพราะเริ่มตั้งแต่คนขับรถตุ๊ก ตุ๊ก ที่จะคอยเจรจากับนักท่องเที่ยวว่าจะพาขับรถชมเมืองในราคาถูกมากๆ และเมื่อนักท่องเที่ยวตอบตกลง ก็จะพาไปชมเมือง ไหว้พระพอเป็นพิธี

จากนั้นก็จะพาไปส่งต่อยังร้านขายเครื่องประดับประเภท Jewelry โดยพนักงานขายก็จะหลอกขายเครื่องประดับคุณภาพต่ำในราคาแพง และแน่นอนว่าคนขับรถตุ๊กตุ๊กก็จะได้รับค่านายหน้าในการหาเหยื่อมาให้กับทางร้าน

ในบางรายคนขับรถตุ๊กตุ๊กอาจได้เปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่ตนพามาอีกด้วย

เมืองไทยเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือนจนติดอันดับโลก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าประเทศของเราเป็นสิบล้านคน ย่อมแสดงให้เห็นว่าธุรกิจการท่องเที่ยวนำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

สินค้าและบริการต่างๆ ส่วนใหญ่คุ้มค่าคุ้มราคาในสายตานักท่องเที่ยว ผู้คนก็ยิ้มแย้มเป็นมิตร อาหารอร่อย มีเพียงคนกลุ่มน้อยในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นพิษ ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย

เรื่องนี้นอกจากจะต้องอาศัยจิตสำนึกของแต่ละคนแล้ว อาจต้องส่งเสียงถึงหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าจะมีมาตรการอย่างไร ในการจัดการกับเหลือบไรในธุรกิจการท่องเที่ยวเหล่านี้ให้เด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายเสียที