วันที่พาหัวใจไปร้องให้ที่..."เมืองเลย"

วันที่พาหัวใจไปร้องให้ที่..."เมืองเลย"
S! Travel (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่รู้จะเริ่มต้นรีวิวนี้ยังไงดี...เพราะว่ามันเป็นการเดินทางที่เรียกได้ว่ามาพร้อมกับหยดน้ำตาก็ว่าได้ มันมาพร้อมกับวันสุดท้ายที่ลมหายใจของความรักได้จบลงไป

 ณ สถานีบริการน้ำมันบนถนนพระรามสอง ในคืนวันศุกร์ที่โหดร้ายคืนนึงในชีวิต

 ตอนแรกก็คิดอยากจะหนีลงไปทะเล ให้สายลม หาดทราย แสงแดด และเสียงคลื่นช่วยบรรเทาความเหงาและความเศร้า แต่กลับไม่ชอบทะเลเอาเสียเลย แล้วจะไปทำไมละ??? ไม่ใช่ซันนี่ซักหน่อย?

 นั่งคุยกับลมหายใจของตัวเองอยู่นานสองนานว่าจะไปตรงไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้ แล้วจะไปที่ไหน?

 ณ ช่วงเวลานั้นก็ยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้เลย จนเพลงนึงบนเพลย์ลิสดังขึ้นมาเบาๆ ทำให้ย้อนนึกถึงสถานที่นึงที่เคยไปและเคยบอกกับตัวเองเสมอว่าหากมีโอกาสจะพาเขาคนนั้นไปด้วยอีกสักครั้ง แต่คงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

 และนี่คือการเดินทางที่แสนโหดร้าย...กับการพาหัวใจไปร้องให้ที่...เมืองเลย

830684

บนถนนที่มุ่งตรงสู่ภาคอีสาน ในคืนวันศุกร์ที่แน่นอนว่าปริมาณรถบนถนนสายมิตรภาพนั้นจะจอแจไปด้วยรถนานาชนิดที่เบียดเสียดวุ่นวาย

หลายคันคงกำลังเดินทางไปเที่ยวกัน อีกหลายคันคงกำลังกลับภูมิลำเนา อีกหลายๆคันคงกำลังเดินทางออกไปทำงานต่างจังหวัด และคงมีอีกไม่น้อยที่กำลังเดินทางพาความเศร้าไปทิ้งที่มุมในสักที่บนโลกใบนี้แน่ๆเลย 

ตลอดเส้นทางที่ดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่ในรถคันนึงบนถนนที่หอบความเหงาความเศร้ามาเต็มน้ำหนักบรรทุก เพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดคือรถทัวร์โดยสารปรับอากาศ ที่เขียนข้างรถไว้ว่า กรุงเทพฯ - เมืองเลย ที่ขับแซงไปมาคันแล้วคันเล่า

ผมเดินทางไปถึงเมืองเลยก็เกือบเช้า หลังจากที่พักรถล้างหน้าล้างตา ผมก็บอกกับตัวเองว่าตลอด2วันในเมืองเลยนี้ ผมจะเอาความเศร้าทั้งหมดทิ้งไว้ที่นี้ และจะกลับไปบางกอกพร้อมหัวใจดวงใหม่ที่สดใสและไม่มีน้ำตา

861488

"คุณเชื่อเรื่องธรรมชาติบำบัดไหม?"

ผมเชื่อเรื่องนี้นะ...เพราะเวลาเครียดๆจากงานผมก็จะชอบนี้ไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ ไปนั่งโง่ๆฟังเสียงสายลม แสงแดด ใบไม้สีเขียวๆ บางที่ถ้ามีเพื่อนผมก็จะหนีไปเดินป่ากับพวกมัน มันช่วยผ่อนคลายได้มากเลยนะครับ

แต่ด้วยการเดินทางครั้งนี้มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ตัวรองเท้าแตะเก่าๆ และกล้องคู่ใจ จะหนีขึ้นไปนอนบนภูกระดึงก็กลัวจะไม่ไหว ผมเลยตัดสินใจเปิดทริปแรกในเมืองเลยด้วยการขึ้นไปสัมผัสแสงแรกของของวันบน "ภูบ่อบิด"

วนอุทยานอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูห้วยหมาก ซึ่งห่างจากตัวเมืองเลยเพียง 5-6 กิโลเมตรเท่านั้น การเดินทางสะดวกมาก เส้นทางเดินไปบนยอดภูค่อนข้างสะดวกและไม่ไกลมากนัก 

เรียกว่าพอเรียกเหงื่อได้ บนภูบ่อบิดสามารถมองเห็นทะเลหมอกพร้อมแสงแรกของวันที่สวยงาม และยังสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเลยแบบ 360 องศากันเลยทีเดียว 

ผมใช้เวลาบนภูบ่อบิดค่อนข้างนานเลยครับ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งมองนักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นมาบนยอดภู มีทั้งเด็กๆตัวเล็ก วัยรุ่นที่มาเป็นแก๊ง คู่รักจู๋จี๋ มาแบบครอบครัวสุขสันต์ หรือจะเป็นคุณตาคุณยายที่ค่อยๆประคองกันขึ้นมา

ค่อยๆเดินขึ้นบันไดมาทีละก้าว มันเป็นช่วงเวลาที่ช่วยทำให้เราได้คิดอะไรหลายๆอย่าง และค่อยๆให้คำตอบกับคำถามที่มันมีอยู่เต็มหัวในช่วงนั้น

345370

196977

"เปลี่ยนที่ร้องให้"

หลังจากที่ลงมาจากภูบ่อบิดแล้ว ผมก็เดินทางสู่อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง สถานที่พักผ่อนหย่อนใจและปอดแห่งใหม่ของคนเมืองเลย เดินทางจากตัวเมืองเลยไปทางอำเภอภูเรือเพียง 15 กิโลเมตรเท่านั้นเองครับ

ในอ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงจะมีแพไม้ไผ่คอยให้บริการสำหรับนักเที่ยวเช่าเหมาสนนราคาที่ 350-600บาทเท่านั้นครับ

ด้วยความที่ไปคนเดียวป้าที่ฝั่งเลยจัดแพลำเล็กๆให้ ซึ่งด้วยวันที่ผมไปด้วยความโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยเลยไม่คึกคัก ค่อนข้างสงบมากเลยครับ

หลังจากจัดแจงสั่งข้าวเสร็จ ลุงคนขับเรือลากแพก็พาแพน้อยๆพร้อมร่างอ้วนๆของผมออกไปกลางอ่างเก็บน้ำ พอถึงจุดที่แรกได้ว่าค่อนข้างห่างไกลจากแพลำอื่นๆพอสมควร

พร้อมหย่อนสมอที่ทำจากหินก้อนโตแล้วแกก็จากไป พร้อมทิ้งความเงียบเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวเดียวดายให้กับผมอีกครั้ง (แหม....เรื่องเว่อร์ขอให้บอก) 

หลังจากที่เหนื่อยจากการเดินขึ้น-ลงภูบ่อบิด บวกกับความหิวโหยที่ข้าวยังไม่ตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้า ทำให้ข้าวผัดเละๆ ที่บอกตรงๆว่าอยู่กรุงเทพฯกินไม่ลงแน่ๆอร่อยขึ้นมาทันตาเห็น ผมซัดจนเกลี้ยงจานเลย

หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ประกอบกับลมเย็นๆ ที่พัดโดนตัวทำให้หนังตามันเริ่มหนักเหมือนจะแบกไม่ไหว ผมตัดสินใจนอนลงบนหมอนมารุคู่ใจที่ติดรถตลอดเวลา เพราะเขาชอบเอาไว้นอนบนรถเวลาเราออกไปเที่ยวกัน 

ตอนแรกก็จะไม่คิดอะไร...แต่พอกลิ่นของครีมนวดผมที่เขาชอบใช่มันลอยออกมาจากหมอนเท่านั้นแหละ...น้ำตามันก็ไหลออกมาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว (เหมือนมาเปลี่ยนที่ร้องให้ซะงั้น...)

คงเพราะเพลียจากการขับรถมาทั้งคืน ทำให้เผลอหลับไปสะดุ้งตื่นมาอีกทีก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามโมง...

145007

920022

"เดียวดายที่...เชียงคาน"

หลังจากออกมาจากห้วยกระทิงผมก็เดินทางต่อสู่จุดหมายที่ตั้งใจไว้ "เชียงคาน" เมืองเล็กๆสงบๆที่ติดแม่น้ำโขง ผมเคยมาครั้งนึงแล้วรู้สึกประทับใจมาก และเคยบอกว่าจะพาเขามาเที่ยวให้ได้สักครั้ง วันนี้ผมกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีเงาของเขาตามมาด้วย

แม้ครั้งนี้จะมาพร้อมความเศร้า แต่บรรยากาศเก่าๆของเชียงคานก็ยังคงงดงามไม่ต่างไปจากเดิมเลย ผมยังมีโอกาสได้คุยกับพี่สิงห์ ได้เดินทอดน่องชมพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมฟ้า และยังมีโอกาสได้ชมความคึกคักของบรรยากาศยามค่ำคืนของถนนคนเดินเชียงคาน 

ถึงแม้ครั้งนี้ผมจะมาเชียงคานเพียงคนเดียว แต่ด้วยความคุ้นเคย ทำให้ผมลืมเรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในข่วงนี้ไปชั่วขณะเลย ความน่ารักของผู้คน ความเงียบสงบที่ถึงแม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ราวๆสอง-สามทุ่มก็เงียบสงัดแล้ว

มาถึงตอนนี้แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมานานพอสมควร แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าคืนนั้นผมไม่ตัดสินใจเดินทางออกมา ผมคงจะไม่มีเวลาหยุดคิดในหลายๆเรื่องแบบนี้ก็ได้ ผมมีเวลาคุยกับตัวเอง มีเวลาให้กับตัวเอง และช่วยตัวเองได้(อันหลังไม่ใช่ละ....)

ปล.เนื่องด้วยระหว่างการเดินเกิดปัญหากับกล้องนิดหน่อยนะครับ ขออนุญาตนำภาพเชียงคานกับภาพภูทอก ที่ถ่ายจากทริปที่แล้วมาเป็นภาพปลากรอบนะครับ (ลองดูภาพปลากรอบเดิมกับรีวิวใหม่คู่กันไป ทำไมภาพมันเศร้าไปตามเนื้อหาจัง???)

563783
806835
987676

"เช้าวันใหม่...กับหัวใจดวงใหม่"

การกลับมาเชียงคานในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้มาด้วยความตั้งใจ แม้จะหอบความเศร้ามาด้วยมากมาย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือพลังใจดวงใหม่ที่พร้อมจะกลับไปต่อสู้กับปัญหาที่รอให้เรากลับไปเจอ

และผมเชื่อว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี เพราะสุดท้ายแล้วการที่เราไม่ยึดติดกับความผิดหวังไม่ว่าเรื่องใดๆ พลังใจที่มีมันจะช่วยให้เราก้าวผ่านเรื่องร้ายๆไปได้ด้วยดี 

คนเรามีทุกข์และมีสุขปะปนกันไป ความทุกข์มันจะอยู่กับเราไม่นานหรอกครับ แล้ววันนึงเราจะพบกับความสุขสดใส เหมือนแสงแรกของวันที่อบอุ่นและสดใส แต่จะสวยจับใจถ้าเรามองมันจากภูทอก

จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สุดมากอีกแห่งนึงของเชียงคานครับ 

แล้วเราจะกลับมาพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ

สวัสดีครับ

347852
728157

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว