ส่วนตัวพอไหม? Storehouse Dining ร้านอาหารที่รองรับคนแค่วันละ 1 กรุ๊ป เปิดแค่ 3 วันต่อสัปดาห์!

ส่วนตัวพอไหม? Storehouse Dining ร้านอาหารที่รองรับคนแค่วันละ 1 กรุ๊ป เปิดแค่ 3 วันต่อสัปดาห์!
247 City magazine

สนับสนุนเนื้อหา

ส่วนตัวพอไหม? Storehouse Dining ร้านอาหารที่รองรับคนแค่วันละ 1 กรุ๊ป (2-10คน) และเปิดแค่ 3 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น!!

เห็นที่ต่างประเทศมีร้านอาหารในคอนเซ็ปต์ Private Home Dining อยู่มาก ก็ฝันอยากให้ในเมืองกรุงมีร้านคอนเซ็ปต์ดีๆ ที่เป็นส่วนตั๊วส่วนตัวแบบนั้นบ้าง คราวนี้เราพบแล้ว กับร้าน Storehouse Dining ย่านถนนพระราม 4 ร้านที่แฝงความอร่อยไว้ในครัวหลังบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิค เหมือนนั่งอยู่ในบ้านเพื่อนในต่างแดนยังไงยังงั้น

ใครจะคาดคิดว่าเบื้องหลังบานประตูเหล็กยืดของอาคารตึกแถวในซอยโชคดี จะเป็นที่ซ่อนของร้านอาหารรสชาติเลอเลิศ (อันนี้ไม่ได้อวยไส้แตกนะ แต่ชิมมาแล้วจะร้องไห้ อร่อยจริงจัง) ซึ่งเจ้าของร้าน และเชฟใหญ่ของร้าน ที่ทำทุกอย่างคนเดียวตั้งแต่ ต้อนรับลูกค้า, เสิร์ฟน้ำ, ทำอาหาร, เสิร์ฟอาหาร และคอยบริการโน่นนี่นั่น นี่ยังไม่รวมการรับโทรศัพท์บุ๊คกิ้งโต๊ะอีกนะ ก็เธอคนเดียวหมดเลย เธอคือ เชฟม้อ – พรทิพย์ อภิสิทธิ์เสรีกุล 

ความที่เชฟม้อเคยอาศัยอยู่ในยุโรปมาก่อน ประกอบกับเป็นคนชอบทำอาหาร (เธอเคยไปเป็นลูกศิษย์ก้นครัวของเชฟเอียนอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะมาเปิดร้านสไตล์ Home Dining ของตัวเอง) ทำให้ร้านนี้เน้นเสิร์ฟอาหารสไตล์ตะวันตกเป็นพิเศษ ผสมโรงกับวัฒนธรรมอาหารจีน เพราะเชฟม้อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เติบโตมากับครัวจีน เธอจึงไม่ลืมเอารากของเธอมารวมอยู่ในการทำกับข้าวให้ลูกค้าได้ชิมกัน

ที่นี่จะเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์ส โดยเมื่อคุณสำรองที่นั่งเรียบร้อยแล้ว เชฟม้อจะส่งรายการอาหารที่จะเสิร์ฟให้คุณพิจารณา ถ้าไม่กินเนื้อ หรือไม่ชอบอะไร จะได้เปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงที สำหรับที่เรามาชิมในวันนี้ เชฟม้อจัดคอร์สอร่อยๆ ไว้ให้เรา 7 เมนู เดี๋ยวจะค่อยๆ ไล่เรียงให้ดูกัน เตรียมหิวไว้ได้เลย

(เมนูเกี๊ยวเป๋าฮื้อ)

ก่อนที่จะชิมอาหาร เชฟม้อจะเสิร์ฟซิกเนเจอร์ดริ้งค์ เป็นน้ำสมุนไพรโฮมเมด เรียกน้ำย่อยก่อน 1 แก้ว แล้วเชฟจะขอตัวเข้าครัวไป ซึ่งครัวก็อยู่ติดกับห้องอาหารนั่นแหละ ถ้าอยากรู้ว่าเชฟม้อมีเคล็ดลับความอร่อยอย่างไร ก็แค่ลุกเดินไปดู สักพัก เชฟม้อก็ยก Appetizer จานแรกออกมา เป็น 'Abalone Dumpling' หรือ 'เกี๊ยวเป๋าฮื้อ' จานนี้รวมทั้งความเหนียวนุ่มของแป้ง และกรุบกรอบของเป๋าฮื้อ เอาไว้ได้อย่างเข้ากัน ถัดมาเป็น Fideua (ฟิเดว่า) หรือ 'บะหมี่อบในน้ำซุปปลาแบบสเปน' โดยเชฟบอกว่า ช่วงที่เรามาเยือนนี้ประจวบเหมาะกับเชฟได้วัตถุดิบคือ ฟิเดว่า มาพอดี เราเลยได้กินกัน รสชาติอร่อยเพลินแบบนึกได้อีกที อ้าว! หมดซะแล้ว ยังเหลือ Appetizer อีก 1 จาน คือ จานปูตามแรงบันดาลใจ คือแล้วแต่เชฟเลยว่าจะเอาปูไปสร้างสรรค์เป็นอะไร ซึ่งที่เราได้ชิมเป็นซุปปู อร่อยกลมกล่อมจนไม่รู้จะบอกยังไงจริงๆ 

(เมนูฟิเดว่า หรือบะหมี่สเปน)

(เมนูจานปูตามแรงบันดาลใจ)

เราเผื่อพื้นที่กระเพาะอาหารไว้รอรับเมนคอร์สอยู่แล้ว เชฟจัดมาจานแรกคือ Kobe Beef เนื้อโกเบแสนนุ่ม รู้เลยว่าผ่านการหมักและกรรมวิธีที่พิถีพิถันมาก เพราะไร้กลิ่นคาว แถมเนื้อก็ยังอร่อยแบบพร้อมละลายในปากได้เลย แล้วไปต่อที่ Pork Ribs หรือ ซี่โครงหมูย่าง จานนี้จะมีความเข้มข้นหน่อย ส่วนซี่โครงหมูก็เปื่อยนุ่มเสียจนเราแทบอยากขอสูตรเชฟม้อมาเลยทีเดียว อาหารคาวจานสุดท้ายที่เชฟยกออกมาคือ Spanish Salted Cod ปลาค้อดจากสเปน ตัวเลือกสำหรับผู้ที่อยากกินเนื้อปลาแทนการจัดหนักกับเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ซึ่งรสชาติก็ยอดเยี่ยมอีกเช่นเคย 

(เมนูเนื้อโกเบ)

(เมนูซี่โครงหมูย่าง)

(เมนูปลาค้อดสเปน)

กินคาวแล้วจะไม่กินหวานได้อย่างไร เชฟม้อเล่าว่า ของหวานของที่นี่จะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่เชฟม้อได้มา สำหรับเรา ได้ชิม "รังนกตุ๋นในน้ำดอกอัญชัน" ซึ่งเราขอบอกแบบตรงไปตรงมาที่สุดในโลกว่า หอมอร่อยมาก (ก.ไก่ล้านตัว) มีเนื้อสัมผัสทั้งพุดดิ้งนุ่มๆ รังนกกรุบๆ และน้ำดอกอัญชันหอมๆ เป็นอันว่ามื้อนี้เราให้ 10/10 ไปเลย

ราคา 2,200 บาท/ท่าน (รวมซอฟท์ดริ้งค์) 

หากอยากชิมความอร่อยเช่นนี้ สำรองที่นั่งสถานเดียวที่ โทร.086 384 3400, 098 267 2727 หรือ FB: Storehouse Dining