ชีวิตใกล้ความตาย.. และการกลับมาบนพื้นหญ้าของ "ณัฐพงษ์ ขจรมาลี"

ชีวิตใกล้ความตาย.. และการกลับมาบนพื้นหญ้าของ "ณัฐพงษ์ ขจรมาลี"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ช่วงดึกของวันที่ 30 เมษายน 2017 มีข่าวด่วนที่สร้างความตกใจไปทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะแฟนฟุตบอล เมื่อมีรายงานว่าผู้รักษาประตูของสโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ชื่อของเขาคือ “ณัฐพงษ์ ขจรมาลี” ผู้รักษาประตูร่างใหญ่อนาคตไกล ที่เคยฝากผลงาน จนมีกระแสเชียร์ให้เขาติดทีมชาติไทย แต่อุบัติเหตุครั้งนี้ ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง เพราะนี่คือวันที่เขาเข้าใกล้กับความตายมากที่สุดในชีวิต

ในเคราะห์ร้ายยังมีเคราะห์ดีที่ ณัฐพงษ์ รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้นมาได้ แม้ต้องแลกกับมี น็อต ฝังอยู่ที่กะโหลกศีรษะ, มีกระดูกเทียมอยู่ตามร่างกาย รวมถึงความทุกข์ทรมานทางร่างกายอย่างถึงที่สุด ในระหว่างการรักษาและพักฟื้น 

และความเจ็บปวดทางจิตใจ ที่เขาต้องกลายเป็น ผู้รักษาประตูที่ไม่มีสโมสรไหนอยากเซ็นสัญญาไปร่วมทีม…

 

2 ปีต่อมา ผู้รักษาประตูคนเดียวกับที่หลายคน เชื่อว่า เขาคงไม่สามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกแล้ว ได้หวนกลับมาลงเฝ้าเสา บนพื้นหญ้าลีกสูงสุดกับ พีที ประจวบ เอฟซี จนมีส่วนสำคัญในการเซฟหลายๆครั้ง ช่วยให้ต้นสังกัดรั้งตำแหน่งจ่าฝูงของตาราง  โตโยต้า ไทยลีก 2019 หลังผ่านการแข่งขันไป 4 นัด

เขาผ่านเรื่องราวที่สุดแสนจะลำบากและเลวร้ายมาได้อย่างไร ติดตามเรื่องราวชีวิตหลังความตาย ของผู้ชายที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ชื่อ ณัฐพงษ์ ขจรมาลี ได้ที่นี่ 

ตำแหน่งที่ไม่ตั้งใจ 

“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลเพราะว่า คุณพ่อ(พีรพงษ์ ขจรมาลี) ท่านเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลมาก่อนครับ เคยเล่นให้กับสโมสรธนาคารกรุงเทพ คุณพ่อเขาก็ปลูกฝัง อยากให้เราเป็นนักฟุตบอล คอยสอนฟุตบอลให้เรา เป็นโค้ชคนแรกของผมเลยครับ” ณัฐพงษ์ ย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นของเขา

 1

ในวัยเด็ก ลูกฟุตบอล ถือเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับ ณัฐพงษ์ เขาใช้เวลาว่างเล่นฟุตบอลกับคุณพ่อ และกลุ่มเพื่อนชายแถวบ้านอยู่เสมอ รวมถึงคอยติดตามการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ เพื่อสร้างความสุขและความฝันให้กับตัวเขา

“หลังจากเรียนจบชั้นประถม ผมได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของผม กับเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ” 

“ตอนแรกผมไม่ได้เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูนะครับ เล่นตำแหน่งกองหลัง เพราะโค้ชเขาเห็นว่าเรารูปร่างสูงใหญ่ เหมาะกับการเล่นตำแหน่งตรงนี้”

“ตอนนั้นทีมเกิดปัญหา เหลือผู้รักษาประตูอยู่คนเดียวทั้งทีม โค้ชเขาเห็นว่าเราน่าจะเป็นผู้รักษาประตูได้ เพราะเราหน่วยก้านดี แขนยาวขายาว เลยเปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูตั้งแต่ตอนนั้น” 

เมื่อเส้นทางชีวิตนักฟุตบอลของ ณัฐพงษ์ เจอจุดจุดเปลี่ยนจาก กองหลังร่างยักษ์ มาเป็นนายทวารจำเป็นแบบไม่ได้ตั้งตัว  แต่เขาสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างที่โค้ชเชื่อมั่น จนได้รับเลือก ให้เป็นนักเตะเยาวชน ของสโมสรทีทีเอ็ม พิจิตร ลงทำศึกฟุตบอลเยาวชนรายการต่างๆ 

จากนั้น ณัฐพงษ์ ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้ก้าวขึ้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวครั้งแรก

“ตอนนั้นทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำทีมฟุตบอลอยู่ ในชื่อจามจุรี ยูไนเต็ด ซึ่งเล่นลีกดิวิชั่น 2 ในเวลานั้น ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทีม ซึ่งผมเล่นอยู่ที่นั่นนานถึง 4 ปี เพราะว่าทางจามจุรียูไนเต็ดมีกฎว่า ถ้าเซ็นสัญญากับทีมแล้ว จะไม่สามารถย้ายออกได้ จนกว่าจะเรียนจบการศึกษา”

 2

แม้ว่าจะเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอล จากการเป็นนักเตะในระดับลีกภูมิภาค  แต่เขาสามารพิสูจน์คุณค่าของตัวเองจนในที่สุด เขาได้รับการเซ็นสัญญากับสโมสรระดับ โตโยต้า ไทยลีก หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

“ในฤดูกาล 2016 ผมได้รับข้อเสนอจากสโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล ซึ่งจับตาดูผลงานของผมมาได้สักระยะใหญ่แล้ว ผมจึงได้โอกาสไปเล่นไทยลีกครั้งแรกกับชัยนาท”

ผู้รักษาประตูจากลีกรากหญ้า ทำงานอย่างหนักตลอดการฝึกซ้อมกับ นกใหญ่พิฆาต เพื่อหวังจะคว้าโอกาสในการได้ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงให้กับทีมในลีกสูงสุด

และผลของมันก็สำเร็จ เมื่อโค้ชหระ- อิสสระ ศรีทะโร กุนซือของชัยนาท ฮอร์นบิล ในเวลานั้น เลือกเขาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง แบบเหนือความคาดหมาย 

“ช่วงต้นในฤดูกาลนั้น ผมได้ลงเป็นมือหนึ่งยาวเลยครับ ประมาณสัก 10 นัดได้ครับ แต่ว่าช่วงนั้นทีมผลงานไม่ดี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในตำแหน่งผู้จัดการทีม พอโค้ชอิสสระออกจากทีม ผมเลยต้องหลุดไปเป็นตัวสำรอง”

 3

ฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุด ของ ณัฐพงษ์ ไม่ได้สวยงามอย่างที่ตั้งใจ เพราะหลังจากวันนั้น เขาต้องกลายมาเป็น ผู้รักษาประตูตัวสำรอง ซ้ำร้าย ชัยนาทยังโชคร้ายตกชั้นร่วงจากไทยลีก ลงไปเล่นในฟุตบอลไทยลีก 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อีกด้วย 

แต่ณัฐพงษ์ ทิ้งความเสียใจไว้เบื้องหลัง ทำงานหนักต่อไปในช่วงปรีซีซั่น จนสามารถกลับมายึดมือหนึ่ง ของสโมสรได้อีกครั้งในฤดูกาล 2017 และทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม พาสโมสรชัยนาทไล่ล่าตั๋วเลื่อนชั้น เพื่อกลับไปเล่นในไทยลีกอีกครั้ง

จนกระทั่ง หลังจบเกมนัดที่ 12 ในฤดูกาล 2017 ของศึกไทยลีก 2 ชีวิตของณัฐพงษ์ ขจรมาลี ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

ชายหนุ่มผู้เคยเฉียดตาย

โดยปกติทุกครั้งแล้ว หากวันใดที่ ชัยนาทเล่นเกมเหย้า ทุกครั้งหลังแข่งขันเสร็จ เขาจะรีบขับรถกลับมายังกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เวลาในช่วงวันหยุดสั้นๆ กับครอบครัว และคนที่เขารัก

 4

นี่คือสิ่งที่ณัฐพงษ์ทำจนเป็นเรื่องปกติ ทว่าในวันที่ 30 เมษายน 2017 หลังจากเขาลงเฝ้าเสาในเกมที่ชัยนาทพบกับระยอง เอฟซี ระหว่างทางที่ เจ้าตัวขับรถกลับกรุงเทพฯ ตามปกติ ก็มีเรื่องที่ไม่ปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตเขา 

รถยนต์ของเขา ปะทะอย่างรุนแรงกับรถบรรทุก 6 ล้อ จนเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า ต้องรีบส่งเขาห้องไอซียูโดยด่วน เพื่อรักษาชีวิตของนายทวารรายนี้เอาไว้ให้ได้ 

แม้อุบัติเหตุครั้งนี้ จะไม่ส่งผลถึงชีวิตของณัฐพงษ์ แต่เขาต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูยาวนานถึง 7 วัน ก่อนจะตื่นมาพบว่า ร่างกายของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ผมได้รับบาดเจ็บเยอะมากครับ ประมาณ 4 ที่ ส่วนแรกคือกะโหลกศีรษะแตก ส่วนที่สองคือแขนขวาหัก ส่วนที่สามบริเวณเอ็นข้อศอกด้านขวา ส่วนที่สี่เอ็นหัวเข่าด้านซ้าย”

“ส่วนกะโหลกศีรษะของผมอาการหนักมาก โชคดีที่ได้คุณหมอเก่งมารักษาไว้ให้ เพราะในกระโหลกศีรษะผมตอนนี้เต็มไปด้วยน็อตที่คอยยึดติดกะโหลกศีรษะของเราเอาไว้”

 5

“ช่วงแรกที่ผมรักษาอาการที่ศีรษะใหม่ กระทบกับชีวิตประจำวันมากเลยครับ มีอาการมึนตลอด คิดช้า ทำช้า เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือนเหมือนกันครับ กว่าจะกลับเป็นปกติ”

“ส่วนแขนขวาของผม หักออกเป็น 3 ท่อน ที่สำคัญแขนท่อนกลางของผมแตกละเอียด หมอต้องใช้กระดูกเทียมมาต่อแขน ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี กว่าจะกลับมาเป็นปกติ”

“ที่ข้อศอกผมรักษานานสัก 3-4 เดือน ด้านเอ็นหัวเข่าไม่ได้ผ่าตัดครับ คุณหมอให้ทำกายภาพทดแทน”

ร่างกายของ ณัฐพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นนักฟุตบอลอาชีพ 

ทำให้ครั้งแรกที่เขาได้สติฟื้นตัวขึ้นมา คำถามแรกที่เขาถามคุณหมอก็คือ ร่างกายของเขายังสามารถที่จะกลับไปเป็นนักฟุตบอลลงเฝ้าเสาได้อีกครั้งหรือไม่

 6

“หมอบอกผมว่า ผมยังกลับไปเล่นฟุตบอลได้แน่นอนครับ ผมก็เชื่อตามนั้น แต่ไม่รู้เขาพูดปลอบใจผมหรือเปล่านะ (หัวเราะ)”

“เพราะเอาเข้าจริง คุณหมอเขาบอกผมว่า ถ้าเป็นคนปกติ เขาไม่แนะนำให้กลับไปเล่นฟุตบอลแล้วครับ เพราะว่ามันมีความเสี่ยงต่อร่างกายของเรา” 

“แต่คุณหมอเขาเห็นว่า การเล่นฟุตบอลคืออาชีพของเรา มีความจำเป็นจะต้องเล่น เขาก็พยายามช่วยให้เรามีความพร้อมมากที่สุด อีกอย่างคือผมเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วยครับ ไม่ต้องใช้ร่างกายเยอะ เป็นโชคดีของผมด้วยครับ เลยกลับมาเล่นได้อีกครั้ง”

 7

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คุณหมอจะให้ไฟเขียวในการลงสนามอีกครั้ง แต่ในใจของณัฐพงษ์ยังเต็มไปด้วยคำถามต่อตัวเอง จากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเขา

“ในใจลึกๆผมไม่ได้กลัวว่าจะกลับมาเล่นฟุตบอลไม่ได้นะ แต่สิ่งที่ผมกลัวคือ ผมกลัวว่าจะกลับมาแล้วเล่นได้ไม่ดีเหมือนเดิมมากกว่า”

“ผมยอมรับว่าอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ มันส่งผลกระทบต่อร่างกายของผมอย่างมาก ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวเองจะกลับไปเล่นได้ดีแค่ไหน จะกลับไปเล่นตามมาตรฐานเดิมของตัวเองได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ผมกังวลมากๆในเวลานั้น”  

น้ำใจโลกฟุตบอล

ในช่วงเวลาที่ชีวิตของ ณัฐพงษ์ ขจรมาลี ต้องเจอมรสุมที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสภาพร่างกาย และจิตใจ แต่ช่วงเวลาเดียวกันนี่เอง ก็นำพาเขาไปพบเจอมิตรภาพในโลกลูกหนัง ที่ใครๆล้วนไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 8

ณัฐพงษ์ได้รับการช่วยเหลือจาก 3 นักฟุตบอลระดับโลกได้แก่ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง, โอลิวิเยร์ ชิรูด์ และ เคิร์ต ซูม่า จัดประมูลเสื้อแข่งของพวกเขา ผ่านการติดต่อโดย ฟลอรองต์ ชินามา ปงโกลล์ เพื่อนร่วมสโมสรชาวฝรั่งเศส  

เพื่อหาเงินสมทบทุนในการรักษาอาการบาดเจ็บของณัฐพงษ์ และเป็นกำลังใจให้นักเตะรายนี้ กลับมาฟื้นคืนสู่สนามได้อีกครั้ง

รวมถึงน้ำใจจากคนวงการฟุตบอลในประเทศยังหลั่งไหลไปสู่ณัฐพงษ์ เพราะนักเตะชื่อดังอย่าง สารัช อยู่เย็น, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี, จักรพันธ์ พรใส และอีกมากมาย ที่จัดประมูลเสื้อแข่งขันของตัวเอง เพื่อส่งทั้งพลังทรัพย์และพลังใจ ในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมอาชีพที่ต้องพบเจอกับเคราะห์ร้าย

“ตอนผมรู้เรื่องที่มีนักฟุตบอลจำนวนมาก จัดประมูลเสื้อเพื่อช่วยเหลือผม ความรู้สึกคือตกใจมากครับ แบบอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าจะมีคนเป็นห่วงเรามากขนาดนี้”

“ผมก็รู้สึกดีใจและขอบคุณกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น บางคนไม่เคยเล่นสโมสรเดียวกับผม บางคนถึงขั้นไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังมาช่วยเหลือผม ผมขอบคุณมากจริงๆ”

“เหตุการณ์นี้เป็นกำลังใจชั้นดี ที่ทำให้ผมพยายามกลับมาเล่นฟุตบอลให้ได้อีกครั้ง ผมไม่รู้จะตอบแทนความปราถนาดีของทุกคนที่ช่วยเหลือผมอย่างไร นอกจากทำให้เต็มที่ กลับมาเล่นฟุตบอลให้ได้ เพื่อไม่ให้ความพยายามของทุกคนต้องสูญเปล่า”

ช่วงเวลาที่ยากลำบาก

แต่การกลับมาลงสู่สนามของณัฐพงษ์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องร้างสนามไปเป็นปีเช่นเขา รวมถึงเป็นนักฟุตบอลที่ไม่มีสังกัด 

 9

ณัฐพงษ์ ใช้เวลาอยู่กับความเจ็บปวดทรมาณแบบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ในขั้นตอนการทำกายภาพบำบัด ที่เขาต้องกัดฟันผ่านไปให้ได้ เพื่อความหวังที่จะได้กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง 

“เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตผมแล้วครับ คือมันทั้งเหนื่อย ทั้งโหดร้าย เหนื่อยแบบไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต”

“ผมต้องทำกายภาพทั้งที่แขนและขา มันลำบากมากๆ ช่วงแรก ผมทำได้แค่ยกแขนขึ้น ร่างกายผมยังทำไม่ได้เลย ผมเคยเหนื่อยจนแบบวิ่งไปอ้วกในห้องน้ำ เพราะร่างกาย และจิตใจทนไม่ไหวแล้ว”

อย่างไรก็ดี ณัฐพงษ์ ก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นมาได้ ด้วยกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง และอีกหลายคนที่ช่วยเหลือเขาให้พยายามผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ ทำให้อาการของเขาเริ่มดีขึ้นตามลำดับ

เวลานั้น ณัฐพงษ์ ตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า จะกลับมาเล่นฟุตบอลให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เขายอมทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อม และทำกายภาพบำบัดอย่างเข้มข้น ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย 

เพื่อหวังว่า จะมีสโมสรฟุตบอลอาชีพ มาเซ็นสัญญาเขาไปร่วมทีมในฤดูกาล 2018 แต่น่าเสียดายที่มันไม่เคยเกิดขึ้น…และจำยอมรับสภาพ เป็นนักฟุตบอลที่ไม่มีใครต้องการ

 10

“ผมต้องยอมรับสภาพตัวเองครับ แม้จะพยายามทำทุกทาง แต่ร่างกายผมบางจุดมันยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะบริเวณช่วงแขน ผมก็เข้าใจสโมสรนะครับ ไม่มีใครอยากเสี่ยงเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่มีอาการบาดเจ็บ แม้ผมจะเสียดาย เพราะสุดท้ายไม่มีทีมไหนมาเซ็นสัญญากับผม”

“อย่างที่ผมบอกไป สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดคือกลัวจะกลับไปเล่นได้ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุด คือ ‘โอกาส’ โอกาสที่ผมจะได้กลับไปลงสนามอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้ตัวเองและทุกคนเห็นว่าผมยังเล่นได้”

แม้จะต้องผิดหวัง กับการไม่มีทีมให้เล่นในช่วงต้นฤดูกาล 2018 แต่ณัฐพงษ์ไม่เคยย้อท้อ เขาติดต่อกับโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ เพื่อทำกายภาพบำบัดอย่างเข้มข้มมากกว่าเดิม เป็นเวลาหลายเดือน เพื่อให้ร่างกายกลับมาฟิตสมบูรณ์มากที่สุด 

และความพยายามไม่เคยทำร้ายคนที่ตั้งใจ โอกาสที่ณัฐพงษ์รอคอยได้มาถึง เมื่อมีสโมสรฟุตบอลอาชีพ ให้ความสนใจในตัวเขาอีกครั้ง 

 11

“เอเยนต์ของผมเขาติดต่อไปทางสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด อยากให้ผมไปร่วมฝึกซ้อมเพื่อเรียกความฟิต บวกกับทดสอบฝีเท้าที่นั่น ช่วงประมาณจบเลกแรก”

“ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทางบีจี ที่ให้ผมไปร่วมฝึกซ้อมกับทีม ได้ฝึกวิชากับพี่โต(นิพนธ์ มาลานนท์) ที่ยินดีให้ผมไปฝึกซ้อมเช่นกัน”

“ผมฝึกซ้อมได้ประมาณเดือนเศษ จริงๆตอนแรกบีจีก็สนใจที่จะเซ็นสัญญากับผมครับ แต่ว่าด้วยปัญหาสภาพร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อยสุดท้ายผมเลยไม่ได้เซ็นสัญญากับทีม...”

เริ่มต้นใหม่จากลีกล่างสุด 

หลังจากพลาดเซ็นสัญญากับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด “ณัฐพงษ์ ขจรมาลี” ยังมีความหวังว่าในช่วงตลาดซื้อขายนักฟุตบอล เลกสอง ฤดูกาล 2018 จะมีสโมสรสักทีมติดต่อเข้ามา 

 12

แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ เพราะสุดท้ายแล้วยังไม่มีสโมสรไหน อยากได้เขาไปร่วมทีม ขณะที่เวลาของการลงทะเบียนนักฟุตบอลครึ่งฤดูกาลหลัง เหลืออีกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น 

“ตอนนั้นผมว้าวุ่นมากครับ สัปดาห์สุดท้ายก่อนตลาดปิดแล้ว แต่ผมยังหาทีมไม่ได้ เพราะผมต้องการที่จะกลับไปพิสูจน์ตัวเองในสนามอีกครั้ง”

“สุดท้ายผมเลยโพสเฟซบุ๊คว่า ผมพร้อมที่จะกลับมาเล่นแล้วนะ สโมสรไหนสนใจติดต่อเข้ามาได้เลย ลีกไหนก็ไม่เกี่ยง จะไทยลีก 3 หรือไทยลีก 4 ก็ได้ ผมพร้อมลงเล่นได้หมด”

“กระทั่งมีรุ่นน้องของผมที่รู้จักกัน เขาเล่นอยู่สโมสรมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เขามาบอกผมว่าให้ไปทดสอบฝีเท้ากับทีม ผมรีบไปที่สโมสรเลยครับ ในวันสุดท้ายก่อนตลาดปิดพอดี”

“ทางสโมสรเขาโอเคกับผลงานของผม เขาก็เรียกไปคุยว่า ถ้าจะมาอยู่ที่นี่ต้องทำใจเรื่องค่าตอบแทน เพราะเราไม่มีงบประมาณ แต่สิ่งที่เรามีให้คือโอกาส ซึ่งผมตอบรับทันทีเลยครับ เพราะในตอนนั้น ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าโอกาสที่จะได้ลงสนามอีกแล้ว”

แม้จะต้องลดระดับตัวเองไปเล่นในศึกฟุตบอลไทยลีก 4 แต่สำหรับ ณัฐพงษ์ ขจรมาลี เขาไม่รู้สึกว่านี่คือปัญหาสำหรับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การได้กลับไปลงสนามอีกครั้ง ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง หลังห่างหายไปนานถึง 1 ปี 2 เดือนกับอีก 27 วัน

“ความรู้สึกแรกที่ได้กลับไปยืนเส้นปากประตูอีกครั้ง อธิบายไม่ถูกเลยครับ มันยิ่งใหญ่มาก บรรยากาศเดิมๆกลับมาอีกครั้ง”

“ถึงจะมีคนดูแค่นิดเดียว สนามไม่ได้ใหญ่โตเหมือนทีมใหญ่ๆ แต่ว่าสำหรับผมมันสุดยอดมาก ที่สำคัญนัดนั้น ทีมชนะด้วย เป็นการกลับคืนสู่สนามฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับผม”

 13

เป้าหมายของณัฐพงษ์ในตอนแรก เข้าสู่สโมสรนอร์ทกรุงเทพ ไม่มีอะไรมากไปกว่า การพยายามหาโอกาสลงสนามให้ได้มากที่สุด ทว่าเมื่อต้นสังกัดของเขามีลุ้นที่จะเลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 3 ทำให้เขายิ่งมุ่งมั่นตั้งใจมากกว่าเดิม เพราะตอบแทนความไว้ใจของทีมที่มีให้เขา

“ผมพยายามทำงานให้หนักกว่าเดิม เพราะอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จ คอยเอาประสบการณ์ที่เคยเล่นในลีกบน มาถ่ายทอดให้ทุกคนในทีม เพื่อให้เราทำผลงานได้ดีที่สุด สุดท้ายเราสามารถชนะเกมเพลย์ออฟ พาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ รู้สึกดีใจมากๆครับ”

“ไทยลีก” ผมกลับมาแล้ว

เพชรแท้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเจิดจรัสได้เสมอ หลังจากต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัส ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2019 ณัฐพงษ์ได้กลับไปอยู่ในที่ซึ่งเขาควรจะอยู่อีกครั้ง นั่นคือศึกฟุตบอลไทยลีก 1

 14

“จริงๆมีหลายสโมสรที่ให้ความสนใจอยากดึงตัวผมไปร่วมทีม แต่สโมสรที่จริงจังที่สุดคือประจวบครับ เพราะทีมส่งแมวมองมาดูฟอร์มผมตั้งแต่ตอนผมเล่นอยู่ไทยลีก 4 และทีมก็แสดงให้เห็นว่า พวกเขาต้องการตัวผมมากแค่ไหน ผมจึงย้ายมาเล่นที่ประจวบครับ”

กระนั้นการย้ายมาเล่นกับสโมสรพีที ประจวบ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตำแหน่งนายด่านหมายเลขหนึ่ง มีขวัญชัย สุขล้อม ผู้รักษาประตูที่เคยถูกเรียกติดทีมชาติไทยมาแล้ว เป็นคู่แข่งคนสำคัญ

“ผมรู้ดีว่าการเล่นในไทยลีกมันไม่ใช่เรื่องง่าย ผมย้ายมาเล่นที่ประจวบผมก็ต้องแข่งขัน แต่ผมเชื่อว่าการย้ายมาเล่นที่นี่เป็นโอกาสดีในชีวิตของผมครับ” 

“เพราะผมจะได้โอกาสพัฒนาตัวเอง เรียนรู้จากผู้เล่นคนอื่นในทีมด้วย ผมเชื่อว่าถ้าตัวเองดีพอ ผมจะได้รับโอกาสให้ลงสนามแน่นอนครับ”

แต่โอกาสพิสูจน์ตัวเองของ ณัฐพงษ์ ขจรมาลี มาถึงไวกว่าที่เขาคิดเอาไว้ เมื่อ ขวัญชัย สุขล้อม มีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมสำหรับลงช่วยทีมช่วงเปิดฤดูกาล ณัฐพงษ์ จึงได้รับโอกาสลงสนาม ในเกมแรกของศึกไทยลีก 2019 ด้วยการบุกไปเยือน เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 

“ผมตื่นเต้นมากๆครับ ตอนที่รู้ว่าจะได้กลับมาเล่นในไทยลีกอีกครั้ง แต่ก็พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ครับ ไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินไป จนเสียสมาธิ”

 15

ณัฐพงษ์ไม่ทำให้ต้นสังกัดของเขาต้องผิดหวัง เขาเป็นกำลังสำคัญ พาสโมสรพีที ประจวบ เก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ โดยที่เขาสามารถเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย

“ความรู้สึกหลังจบเกมคือดีใจมากเลยครับ เพราะหนึ่งผมได้กลับมาเล่นในไทยลีกอีกครั้ง สองคือทีมชนะ ชนะทีมใหญ่นอกบ้านด้วย มันเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมากเลยครับ”

“หลังจากจบเกม พี่วัง(ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล) เขาก็มาคุยกับผม บอกให้จำความรู้สึกวันนี้เอาไว้นะ แล้วเก็บเอาไปเป็นแรงพัฒนาตัวเองต่อไป”

เป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี จากวันที่ณัฐพงษ์ ขจรมาลี ประสบอุบัติเหตุ จนกลับมาเฝ้าเสาในฟุตบอลลีกสูงสุดของเมืองไทยอีกครั้ง มรสุมลูกใหญ่ที่เคยซัดใส่ชีวิตของผู้ชายคนนี้ บัดนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว 

แม้บาดแผล ร่องรอยบางอย่างจากเหตุการณ์วันนั้น จะยังไม่เลือนหายไป และคงอยู่ตามร่างกายของเขา แต่มันก็ร่องรอย และประสบการณ์ที่สอนให้เขาได้เรียนรู้ ที่ใช้ชีวิต และก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายสุด เพื่อพบเจอกับวันที่สดใสอีกครั้ง 

ด้วยความอดทน มุ่งมั่น พยายาม และหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ ตราบใดที่ชีวิตของเขายังไม่สิ้นลมหายใจ

 16

“ผมภูมิใจกับตัวเองมากครับ กับเรื่องราวที่ผ่านมา คืออยากขอบคุณตัวเองที่อดทนกับเรื่องเลวร้าย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ ปัญหามากมายที่คอยรุมเร้า ต่อสู้กับมันจนผ่านมาได้ ถ้ามองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ผมภูมิใจมากครับ”

“วันนี้ผมกลับมาได้อีกครั้ง และจะสู้เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการติดทีมชาติไทย ผมอยากให้วันหนึ่งแฟนฟุตบอลจดจำชื่อของ ‘ณัฐพงษ์ ขจรมาลี’ ในฐานะสุดยอดผู้รักษาประตูของเมืองไทยให้ได้ครับ”