เมื่อผู้กำกับหนังดังชุบชีวิต "นาโปลี" จากดิวิชั่น 3

เมื่อผู้กำกับหนังดังชุบชีวิต "นาโปลี" จากดิวิชั่น 3
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“ผมมาซื้อทีมนี้ในวันที่นาโปลีเหลือแค่ชื่อเท่านั้น”

 นาโปลี คือสโมสรเก่าแก่แห่งวงการฟุตบอล อิตาลี พวกเขาก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1902 ผ่านถึงตอนนี้ก็เกิน 100 ปี มาได้สักพักแล้ว...และด้วยอายุที่แสนยาวนานทำให้นี่คือทีมๆหนึ่งที่มีประสบการณ์หลายรูปแบบ ทั้งโด่งดังถึงขีดสุด และตกต่ำจนสุดขีด...

หากพูดถึงช่วงเวลาที่หอมหวานของทัพ “อัซซูร่า” คงต้องย้อนไปในยุคกลางยุค '80 ที่พวกเขาคว้าตัว ดิเอโก้ มาราโดน่า ในปี 1984 ด้วยราคา 12 ล้านยูโร ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้นก่อนที่ “เสือเตี้ย” จะนำความยิ่งใหญ่มาสู่เมืองเนเปิ้ลส์ ด้วยการนำทีมคว้าแชมป์ เซเรีย อา ถึง 2 สมัย และนี่คือจำนวนทั้งหมดที่ “นาโปลี” เคยทำได้

การเปลี่ยนผ่านแห่งยุคคือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับโลกฟุตบอล บางครั้งพวกเขาอยู่บนสวรรค์อยู่ดีๆ พอก้าวไป 3-4 ก้าวกับเจอหลุมพรางแห่งความยิ่งใหญ่ที่ทำให้เจอกับความย่ำแย่ราวกับตกนรก นาโปลี โดนฟ้องล้มละลาย และจากอดีตที่เคยแชมป์ของประเทศ พวกเขากลายเป็นทีมในระดับดิวิชั่น 3 ทันที

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวคงจะแย่ยิ่งกว่านี้หลายเท่าหาก ในปี 2004 ไม่ได้ ออริเลอิโอ เด ลอเรนติส  โปรดิวเซอร์ค่ายหนังและผู้กำกับภาพยนตร์ที่อยู่ๆก็เปลี่ยนสายมาทำทีมฟุตบอล...และภายใต้ความงุนงงเลือกอารมณ์ไม่ถูกของแฟน นาโปลี กลับกลายเป็นว่าเจ้าของทีมที่ปากดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสโมสรในแบบที่ใครไม่เคยคาดคิด

ทิ้งไม่ได้เพราะสายเลือดเนเปิลส์
ประธานสโมสรยุคที่ นาโปลี ครองความยิ่งใหญ่ในประเทศคือ คอร์ราโด้ เฟอร์ไลโน่ ในช่วงปี 1980 เขาคือคนที่พา ดิเอโก มาราโดน่า เข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ ก่อนที่ตัวเองจะโดนคดียาเสพติดในปี 1991 และต้องยอมลงจากตำแหน่งในปี 1994

047f3e485e0846a4ddfadb5731e40
หลังจากนั้นพวกเขาก็ตกต่ำเรื่อยมา หลากหลายปัญหาโดยเฉพาะเรื่องของเงินๆทองๆที่ทำให้ทัพ อัซซูร่า ตกต่ำถึงขีดสุด พวกเขาถูกฟ้องล้มละลาย และถูกส่งไปเล่นในระดับ เซเรีย ซี จนบอร์ดบริหาร ต้องเร่งหาผู้เข้ามาควบคุมดูแลใหม่ที่มีบารมีมากพอ ณ ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้หวังว่าทีมจะกลับมาคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้เหมือนในสมัยที่มี “เสือเตี้ย” หรอก พวกเขาขอแค่ให้สโมสรแห่งนี้มีลมหายใจ และเป็นส่วนหนึ่งของชาวเมืองต่อไปก็พอเเล้ว

คนที่เดินเข้ามาต่อคิวซื้อกิจการต่อคนแรกคือ ลูเซียโน่ กาอุชชี่ ชายผู้มีหลายสโมสรของประเทศอิตาลีอยู่ในการดูแล แต่เขาก็ต้องหงายท้องเมื่อตรวจเช็คบัญชีดูแล้วปรากฎว่าทีมมีหนี้ติดลบถึง 70 ล้านปอนด์   เขาถอยทัพล้มเลิกโครงการทันที และหลังจากนั้นไม่นาน ออเรลิโอ เด ลอเรนติส ก็ต่อคิวเข้ามาพิจารณาเทคโอเวอร์ทีมเป็นคิวที่ 2

ออเรลิโอ เด ลอเรนติส คือลูกชายของตำนานวงการภาพยนตร์ที่ล่วงลับไปแล้วอย่าง ดีโน เด ลอเรนติส ผู้อำนวยการสร้างที่ได้รับการจดจำมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด และภาพยนตร์โลก เจ้าของหนังคลาสสิค Serpico และ Barbarella รวมถึงมีส่วนต่อการปฏิวัติระบบการสร้างหนัง และระดมทุนที่ส่งผลมายังฮอลลีวูดยุคปัจจุบัน ซึ่งตัวของ ออเรลิโอ ผู้เป็นลูกชายก็ได้รับอิทธิพลนี้มาเต็มๆ  เขาเองเดินสายงานเกี่ยวกับงานสร้างหนังมาก่อน แต่รอยเท้าของพ่อก็ใหญ่ไป เขาไปไม่ถึงระดับเดียวกับที่พ่อทำไว้ ทว่าอย่างน้อยๆเขาก็ถูกเรียกว่าเป็นราชาหนังเกรดบีของอิตาลี เลยทีเดียว และยังเคยได้รับรางวัลจากรายการ มอสโก ฟิล์ม เฟสติวัล ในปี 1995

000_par3593228
ชื่อเสียง บารมี และการเป็นชาวเนเปิลส์เต็มตัวทำให้เขาเเจ้งความจำนงค์ต่อศาลด้วยการจ่ายเงินราว 25 ล้านปอนด์ เพื่อดึงให้สโมสรนาโปลี มาเป็นสมบัติในมือของเขา และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ทำให้ทีมบ้านเกิดของเขาได้มีโอกาสกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

"ยุคใหม่ของเรากำลังจะเริ่มขึ้น ผมหวังว่าแฟนๆจะอดทนและให้ความเคารพกับสโมสรแห่งนี้สำหรับเป้าหมายที่พวกเราได้วางไว้" เขากล่าวในวันเปลี่ยนจากราชาหนังเกรดบีสู่เจ้าของทีมในระดับเซเรีย ซี

เด ลอเรนติส แสดงถึงแผนการและเป้าหมายของตัวเองในวันที่ นาโปลี เหลือแค่ชื่อเท่านั้น เขาให้คำมั่นสัญญาว่าขอแค่ 5 ปี ทีมจะต้องกลับมาเล่นในเซเรีย อา ให้ได้ เรื่องนี้ง่ายขึ้นมาบ้างนิดหน่อยตรงที่พวกเขามีตัวอย่างให้เห็นมาก่อนอย่างฟิออเรนติน่า ที่เคยเป็นหนี้จนต้องโดนยุบทีม และสร้างทีมขึ้นมาใหม่ หลังจากวันนั้น เด ลอเรนติส ก็กลายร่างเป็นท่านประธานผู้ที่มีฝีปากกล้าและบ้าบิ่นที่สุดในการปฎิวัตินาโปลี เพื่อคืนสู่ความยิ่งใหญ่

aurelio-de-laurentiis
วางโครงการ
เขารู้ดีว่าเขาไม่ได้ผูกพันกับฟุตบอลมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และมันคงไม่ดีแน่ที่เขาจะบริหารงานด้วยตัวคนเดียวแบบที่ไม่ยอมฟังความคิดใคร ดังนั้น เด ลอเรนติส จัดการทำในสิ่งที่ง่ายที่สุดเป็นอันดับแรกนั่นคือคนที่จะทำหน้าที่เป็นแขนขาในเรื่องฟุตบอลให้กับเขา

ปิเอร์เปาโล มาริโน่ ผู้อำนวยการที่สร้างชื่อและพิสูจน์ตัวเองมาแล้วกับอูดิเนเซ่ ทีมที่มีนโยบายคล้ายๆกับที่ เด ลอเรนติส คิดไว้ นั่นคือการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการมองความสามารถของนักเตะให้ขาดก่อนที่จะลงมือซื้อใครมาเสริมทีม รวมถึงการผลักดันเยาวชนไปพร้อมๆกัน ผลงานของ มาริโน่ ที่ อูดิเนเซ่ ถือว่ายอดเยี่ยม เขาช่วยให้ทีมบรรลุเป้าหมายทั้งในเรื่องของการเเข่งขัน และการเงิน ด้วยนักเตะอย่าง มาเร็ก แยนคูลอฟสกี้, ซุลเล่ย์ มุนตารี่, วินเซนโซ่ ยาควินต้า, ดาวิด ดิ มิเคเล่, ดาวิด ปิซาร์โร่  และ ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช ซึ่งกลุ่มนักเตะเหล่านี้ถูกซื้อมาในราคาย่อมเยาก่อนส่งต่อทีมยักษ์ใหญ่ให้สโมสรได้กำไรทั้งสิ้น และผลงานชิ้นโบว์เเดงของเขาคือการคว้าตัว อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ มาจาก เอ็มโปลี จนกระทั่ง ดิ นาตาเล่ กลายเป็นตำนานของสโมสรและเซเรีย อา ในเวลานี้

เมื่อมีคนที่เป็นเหมือนดวงตาอย่าง มาริโน่ แล้ว เด ลอเรนติส เล็งเห็นว่ายังขาดแขนขาที่จะคอยหยิบจับทุกอย่างให้คล่องมือ ดังนั้นเขาจึงไปคว้าตัว เอดูอาร์โด้ เรย่า กุนซือที่ไม่ดัง แต่โคตรเก๋าผ่านประสบการณ์ทำทีมเลื่อนชั้นมามากมายทั้ง โตริโน่, เบรสชาและ กายารี่   

000_par2005091432234
"มีคนเก่งๆที่น่าจ้างอยู่ 4-5 คน...ว่าก็ว่าเถอะผมคิดว่า เรย่า รู้ถึงสถานการณ์ในคุมทีมระดับนี้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเขาไม่สามารถทำทีมเลื่อนชั้นทำไมผมจะไล่เขาออกไม่ได้ล่ะ....แต่ใครจะไปทำลง ผมไม่ไล่เขาออกหรอก เขาเป็นเหมือนคนเพาะเมล็ดพันธุ์และปลูกมันเป็นผลไม้ให้กับผมกิน เขาทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นหัวหน้าด้วย" เด ลอเรนติส ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงที่เลือกโค้ชอย่าง เรย่า มารับงานให้กับทีมของเขา

เด ลอเรนติส ได้ทีมที่ยอดเยี่ยมเเล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เพราะกว่าจะรวมทีมชุดนี้ได้ก็เลยกำหนดเส้นตายลงทะเบียนส่งชื่อนักเตะไม่ทัน พวกเขาจึงต้องใช้นักเตะเยาวชนลงเล่นแทบทั้งหมด

“ผมมาซื้อทีมนี้ในวันที่นาโปลีเหลือแต่ชื่อเท่านั้น” เขาว่าไว้เช่นนั้น

000_par2192000
การเคลียร์เรื่องเอกสารและสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ล่าช้าทำให้ นาโปลี ผลงานย่ำแย่ในครึ่งฤดูกาลแรก ก่อนจะได้เสริมทัพในช่วงเดือน มกราคม และเมื่อ เรย่า มีนักเตะดีมีศักยภาพตามที่เขาอยากได้ เขาก็พาทีมกระโดดขึ้นมาอยู่ในโซนเพลย์ออฟทันที ทว่าน่าเสียดายที่ท้ายที่สุดเเล้วพวกเขาไม่สามารถผ่านคู่แข่ง อเวลลิโน่ และ อิร์ปิย่า ได้ จนทำให้ต้องเล่นในลีก เซเรีย ซี ต่อไปอย่างน่าเสียดายและอดคิดไม่ได้ว่า หาก เด ลอเรนติส เข้ามาเร็วกว่านี้สัก 2-3 เดือน นาโปลี จะไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่?

ณ เวลานั้น เด ลอเรนติส โดนหยามเหยียดพอดูตามสไตล์เศรษฐีที่คิดว่าทำทีมฟุตบอลมันง่าย มีคำเหน็บที่ว่าเมือ เนเปิ้ลส์ คือเมืองแห่งความโชคร้าย เพราะตำนานภูเขาไฟระเบิดแห่งเมืองปอมเปอี ที่ว่ากันว่ามีศพของผู้เสียชีวิตไหม้จนเป็นผงอยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งเนเปิลส์ คือเมืองที่ตั้งอยู่ใน ปอมเปอี ณ ปัจจุบัน

"มีคนบอกว่าเนเปิลส์ เป็นเมืองแห่งความโชคร้ายของอิตาลี ทำอะไรก็เจ๊ง แต่ผมว่ามันไร้สาระทั้งนั้นแหละ รอดูได้เลยเดี๋ยวเราจะพัฒนาแล้วคุณจะได้รู้ว่า เดี๋ยวพวกเรานี่แหละจะขึ้นไปเบ่งกล้ามบน เซเรีย อาให้ดู"

คำตอบสำหรับคำสาปนี้ไม่ต้องรอนานเพราะฤดูกาล 2005-06 นาโปลี ของ เอดี้ เรย่า คนที่ เด ลอเรนติส เลือกเองกับมือออกสตาร์ทได้แบบมหาโหดไร้พ่าย 12 เกมติดต่อกันและคว้าแชมป์ลีกแบบม้วนเดียวจบ เมื่อทุกอย่างลงล็อก...สายตาของเขาอย่าง มาริโน่ และ แขนขาอย่าง เรย่า ผนึกกำลังผ่านก้าวแรกได้สำเร็จได้ในที่สุด

354464-23934831-2560-1440
เมื่อทุกอย่างลงล็อกอะไรก็ง่ายไปเสียหมด การเสริมทัพ และผลงานในสนามเป็นไปอย่างราบรื่น การขึ้นสู่เซเรีย บี ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากเกินทีมงานของ ลอเรนติส ทำได้ และต่อจะให้ขยับไปเล่นในเซเรีย บี นาโปลี ก็เกาะกลุ่มผู้นำไปตลอดทั้งฤดูกาล 2006-07 และคว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้ด้วยการเป็นรองแชมป์ ตอนนี้พวกเขาได้กลับมาสู่เวทีลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้ง และช่วงเวลาหลังจากนี้ เด ลอเรนติส จะโชว์ลีลาให้คนที่เคยหยามเขาไว้ว่า “เขาคือของจริง” ...จะบู๊ หรือ บุ๋น ก็มาเถอะ!

บทเรียนจากลีกสูงสุด
บนเส้นทางลีกสูงสุดคือเวทีที่ใหม่สำหรับ เด ลอเรนติส และเด็กๆในทีมนาโปลี ชุดนี้ ผู้เล่นส่วนใหญ่ถือว่าเป็นหน้าใหม่ ดังนั้นพวกเขาต้องวางเป้าหมายให้ชัดและทำงานให้ละเอียดที่สุด ซึ่งเป้าหมายที่ทีมตั้งไว้ คือ “ต้องเล่นมีสไตล์” และ “บริหารทีมให้ได้สตางค์”

อย่างแรกเลยคือแม้ เด ลอเรนติส จะเป็นผู้นำที่เอาแต่ใจและพูดอะไรขวานผ่าซากจนดูจะไม่น่ามีไอเดียอะไร แต่เขารู้ดีว่าสภาพของนาโปลี ในฐานะน้องใหม่จะเอาอะไรไปคว้าแชมป์ลีกในเร็ววัน ดังนั้นเขาอยากจะได้นักเตะที่มีชื่อเสียงระดับกลางๆ ไม่แพงนัก และปั้นขายต่อได้ เพื่อนำเงินมาต่อเงินสำหรับอนาคตอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่

กุญแจสำคัญจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ปิเอร์เปาโล มาริโน่ ผอ.ของสโมสรที่เตรียมปล่อยของ ซึ่งของที่ว่าคือวิชาที่เขาดึงดูดมาจากตระกูลปอซโซ่ สมัยทำงานอยู่กับ อูดิเนเซ่ ว่ากันว่าเป็นวิชาสเก๊าต์นักเตะที่ไม่ค่อยโปร่งใสนักและเทคนิคนี้ทำให้ นาโปลี ได้ตัว มาเร็ก ฮัมซิก และ เอเซเกล ลาเวซซี่ มาร่วมทีม ซึ่งจะถูกหรือไม่...ไม่รู้ล่ะ แต่ เด ลอเรนติส ชอบใจมากๆ เมื่อได้เห็นการซื้อตัวที่ชาญฉลาดจาก มาริโน่ เด็กดีของเขา

000_par1541582
"ไอ้หมอนี่มันคือผู้ที่จะนำแชมป์มาให้เราในอนาคตชัดๆ คิดดูสิเขาเอา ลาเวซซี่ มาในราคาโคตรถูกเลย นี่แหละมือขวาผมล่ะ" ประธานขาเก๋ายาหอมไม่มีหยุด

นาโปลี ซ่องสุมกำลังนักเตะฝีเท้าดีราคาถูกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ลาเวซซี่, ฮัมซิก,วอลเตอร์ การ์กาโน่, เกร์มัน เดนิส, คริสเตียน มาจโจ้  และ มานูเอล บลาซี่ นี่คือสิ่งที่ เด ลอเรนติส ชอบใจมาก จากทีมในเซเรีย ซี นาโปลี กลายเป็นทีมที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเขาจึงมองว่าด้วยขุมกำลังที่มีน่าจะดีกว่านี้ หากได้แม่ทัพที่เก่งกาจและมากด้วยแท็คติก ที่สำคัญ คือ มีหน้ามีตามีชื่อเสียงที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้กับทีมได้

เอดี้ เรย่า เก่าไปเเล้ว แม้จะพาทีมเลื่อนชั้น 2 ครั้งใน 3 ปี แถมปีแรกในเซเรีย อา ยังทำทีมได้ที่ 8 แต่ เด ลอเรนติส เชื่อว่าไม่กล้าเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีทางพัฒนา เขาอยากได้คนที่เก่งกว่า จึงปลด เรย่า อย่างง่ายดายและแต่งตั้ง โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ อดีตกุนซือทีมชาติอิตาลี มาคุมทีมในครึ่งหลังของฤดูกาล 2008/09 แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้รู้ว่าการมองหากุนซือชื่อดังก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป โดนาโดนี่ ทำผลงานของทีมตกลงไปเยอะ จน เด ลอเรนติส ทนไม่ไหวจนแทบอยากจะไล่ออกหลังจากผ่านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน และมันยังเป็นการตีวัวกระทบคราดไปถึง ปิเอร์เปาโล มาริโน่ ที่โดนเด้งด้วยด้วยเหตุผลส่วนตัวกำกับไว้เพียงว่าทั้งคู่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน

000_dv482906
"การแต่งตั้ง โดนาโดนี่ เนี่ยมันเป็นการตัดสินใจที่รีบร้อนของผมไปหน่อย จริงๆแล้วมันไม่มีเหตุผลอันควรเลยจริงๆให้ตายสิ" เขาพูดแบบนี้ทั้งๆที่ โดนาโดนี่ ยังดำรงตำแหน่งอยู่เลยด้วยซ้ำไป

"คิดถึง เรย่า จริงๆ เขาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของเรา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำแบบนั้นกับเขาแน่ อยากบอกให้เขารู้นะว่าเรากำลังลำบาก เขาเป็นมืออาชีพที่ยอดเยี่ยมและเป็นเพื่อนที่ดีของผมด้วย" เมื่อถึงเวลาต้องออกลูกอ้อนเขาก็ทำได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่ทันเเล้ว เรย่า ย้ายไปคุม ไฮจ์ดุ๊ก สปลิท ใน โครเอเชียเรียบร้อยเเล้ว

นั่นคือความผิดเดียวในการเลือกโค้ชของ เด ลอเรนติส หลังจากหมดยุคของ โดนาโดนี่ เขาไม่เคยพลาดอีกเลย....

วอลเตอร์ มาซซารี่ โดนดึงมาจาก ซามพ์โดเรีย พร้อมกับระบบ 3-4-3 รวมถึงการคว้านักเตะอย่าง เอดิสัน คาวานี่ เข้ามารวมทีมกับ ฮัมซิก และ ลาเวซซี่ จนเป็นทริโอที่อันตรายที่สุดในยุโรป และกลายเป็นผู้สร้างรัชสมัยใหม่ให้กับ นาโปลี ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย เหนือยูเวนตุส ซึ่งถือเป็นโทรฟี่แรกในรอบ 21 ปี และระบบการเล่น 3-4-3 ก็เป็นมรดกตกทอดยังอยู่ยงคงกระพันกับนาโปลีจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่รายต่อๆมาราฟา เบนิเตซ แม้จะโดนไล่ออกแต่ก็พาทีมไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ อีกทั้งยังพาทีมคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย เบิ้ลอีกสมัย ต่อด้วย เมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็พาทีมเกาะหัวตารางตลอดไม่ผิดจากเป้าหมายที่วางไว้ก่อนจะย้ายไปคุมทีม เชลซี และส่งไม้ต่อให้กับ คาร์โล อันเชล็อตติ

000_dv1126232
เรียกได้ว่าการปลด เอดี้ เรย่า ออกจากตำแหน่งครั้งนั้นทำให้ เด ลอเรนติส ใจเย็นลงเยอะ

ขณะที่การจะแต่งตั้งใครในตำแหน่งไหนเขาก็จะให้ความสำคัญมาก่อนกับผลงานมาก่อนชื่อเสียง อาทิ ตำแหน่ง ผอ.ของทีมที่ได้ คริสเตียโน่ จุนโตลี่ ที่เข้ามาสานงานต่อ มาริโน่ และยกระดับเกมซื้อขายนักเตะตัวหลักและเยาวชนได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เรียกง่ายๆว่าถ้ากางโผนักเตะที่ จุนโตลี่ นำเข้ามาให้กับนาโปลี ก็เป็นชื่อที่คุ้นหูทั้งนั้น ดรีส์ เมอร์เท่นส์, คาลิดู คูลิบาลี่, โฆเซ่ กาเยฆ่อน และ จอร์จินโญ่ เหล่านี้เป็นต้น

มูลค่าเพิ่มอีกเกือบ 10 เท่า!
แม้ นาโปลี จะเป็นทีมชื่อดังแต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขายังเป็นรองทีมระดับท็อปของยุโรปอยู่อีกไม่น้อย ซึ่งตามธรรมชาติของฟุตบอลเมื่อทีมใหญ่ๆต้องการนักเตะ พวกเขาก็มักจะเล็งไปที่ทีมอย่างนาโปลี นี่แหละเพราะนักเตะพิสูจน์ฝีเท้าว่าเล่นเกมระดับสูงได้จริง

อย่างไรก็ตาม ใครจะมาเอานักเตะของ นาโปลี นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดูเหมือนว่านักเตะส่วนใหญ่จะสนิทสนมและเชื่อฟังคำบอก เด ลอเรนติส เป็นอย่างดี “บิ๊กบอส” คนนี้จัดว่าเป็นคนที่ระห่ำมากๆ ทุกการสัมภาษณ์ของเขานั้นมีอยู่ 2 แบบ คือไม่ดุเดือด ก็เล่นมุกเสียดสีที่ฮาก๊าก

ความปากดีของเขามาพร้อมๆกับวาทศิลป์ในการเจรจา หลายครั้งเขาขายนักเตะได้เเพงมาก เพราะการเล่นเกมจิตวิทยาผ่านสื่อ เมื่อใดก็ตามที่นักเตะของนาโปลีมีข่าวจะโดนซื้อ เขามักจะบอกแนวๆว่าไม่มีวันซะหรอก ทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาแค่เตะถ่วงเพื่อโก่งค่าตัวเท่านั้นเอง

000_nic6400156
ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกถามข่าวเกี่ยวกับ ลาเวซซี่ และ ฮัมซิก กับความสนใจในทีมจากอังกฤษซึ่งเขาตอบกลับว่า

"พวกคนอังกฤษชีวิตความเป็นอยู่แย่จะตายไป อาหารก็ห๊วยห่วย ผู้หญิงก็ตัวเหม็นฉึ่งเพราะไม่รู้จักอาบน้ำอาบท่า เเล้วคุณเอาอะไรมาคิดว่า มาเร็ก และ เอเซเกล จะไปที่นั่นล่ะ" ซึ่งทั้งฮัมซิก กับ ลาเวซซี่ ก็ไม่ได้ไปอังกฤษตามที่เขาว่าจริง  แม้ที่สุดเเล้ว ลาเวซซี่ จะย้ายไป เปแอเช ในปี 2012 แต่นั่นก็เพราะ นาโปลี ได้ค่าตัวร่วม 30 ล้านยูโร ทั้งที่พวกเขาซื้อมาแค่ 6 ล้านยูโรเท่านั้น

ยังมีนักเตะอีกหลายคนที่ นาโปลี ทำกำไรมหาศาล ทั้ง มาโน่โล่ กับเบียดินี่ (20 ล้านปอนด์), เอดิสัน คาวานี่ (58 ล้านปอนด์), จอร์จินโญ่ (50 ล้านปอนด์), กอนซาโล่ อิกวาอิน (70 ล้านปอนด์) นี่ยังไม่รวมถึงคนล่าสุดอย่าง คาลิดู คูลิบาลี่ ที่คาดว่าราคาน่าจะแตะหลักร้อยล้านปอนด์อีกด้วยซ้ำไป

ตอนนี้ นาโปลี เป็นทีมที่มีมูลค่าในตลาดมาถึง 560 ล้านยูโร มีนักเตะดีๆเต็มทีมไปหมด พวกเขาลอยตัวอยู่บนหัวตารางได้ทุกฤดูกาล แถมการซื้อ-ขาย นักเตะก็ยังคงรูปแบบปรัชญาเดิมนั่น คือ “ซื้อถูกขายแพง”

จากทีมที่มีมูลค่าติดลบ 70 ล้านยูโร ตอนนี้มูลค่าของทีม “อัซซูร่า” เพิ่มมาเกือบ 10 เท่านับตั้งแต่วันที่ เด ลอเรนติส เข้ามา ขณะที่เงินรายรับแบบสุทธิผ่านการหักลบกลบหนี้นั้น นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา พวกเขาสรุปบัญชีประจำปีด้วยตัวเลขเป็นสีเขียวมาโดยตลอด

000_par6273028
2 สิ่งที่ควรได้รับเครดิตจากการเกิดใหม่ครั้งนี้ คือ การวางแผนงานที่แน่นอน และสองคือฝีปากของ ลอเรนติส ผู้ถูกเคยตั้งแง่จากแฟนบอลและสื่อคนนี้นี่เอง

การบริหารงานของ เด ลอเรนติส อาจจะเป็นอะไรที่แปลกๆ แต่ตอนนี้ นาโปลี ลอยตัวอยู่บนหัวตารางได้แบบสบายๆในทุกฤดูกาล นอกจาก ยูเวนตุส แล้วไม่มีใครที่พวกเขาต้องกลัว แม้จะมาทีหลังแต่ตอนนี้ นาโปลี แซงหน้าอีกหลายทีมไปแล้วด้วยการกล้าได้กล้าเสียของท่านประธานคนนี้

“2 อย่างที่จะเกิดขึ้นกับนาโปลีในวันที่มีผมเป็นเจ้าของนั่นคือ เราจะมีความตื่นเต้น และเงินทองของเราจะไม่ขาดมือ” เขายืนยันชัดเจนถึงปรัชญาการสร้างทีมที่แฮปปี้ ทั้งแฟนบอลและบอร์ดบริหาร

ใครจะไม่พอใจก็ช่าง แต่ตอนนี้เถียงเขาไม่ได้และควรยอมรับด้วยซ้ำว่าเขาคือชายผู้ทำให้ชาวเนเปิลส์ได้เชียร์ฟุตบอลอย่างมีความสุขอีกครั้ง

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!