บทสุดท้ายที่ได้เปรียบของเรือใบ

บทสุดท้ายที่ได้เปรียบของเรือใบ

หลังจากฟุตบอลมันเดย์ไนต์ที่ผ่านมา ซึ่งความสำคัญคือ เป็นแมตช์ที่แทบจะเรียกว่าเป็นนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาลนี้ของสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ที่นอกจากจะเป็นเกมดาร์บี้แมตช์อีกด้วย

“เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ภายใต้การนำของกะลาสีที่ชื่อว่า โรแบร์โต้ มันชินี่ ก็สมหวังด้วยการเก็บชัยชนะเหนือคู่ปรับที่มีดีกรีในฐานะแชมป์เก่าอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ ซึ่งมี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นกุนซือ

ทำให้ตอนนี้ความได้เปรียบกลับมาเป็นของ แมนฯ ซิตี้ อีกครั้งหลังจากที่เคยโดนทิ้งห่างเกือบสิบแต้มจนแทบจะไม่เหลือความหวังในการล้นแชมป์ แต่ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กลับทำพลาดเอง

ซึ่งจุดหักเหเริ่มจากที่ไปแพ้ วีแกน เมื่อสามสัปดาห์ที่แล้วก่อนที่สัปดาห์ก่อนเกมเมื่อวันจันทร์ก็ได้แค่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน ทั้งๆ ที่นำห่างจนน่าจะเก็บชัยชนะไว้ได้ ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ก็ไม่ถอดใจสามนัดก่อนเกมก็ชนะรวดจนคะแนนตามหลัง แมนฯ ยูฯ แค่สามแต้มด้วยกัน

ดังนั้นเกมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาจึงเปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของทั้งสองทีมแม้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เล่นในฐานะทีมเยือนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่าก็ตาม เพราะเพียงแค่เสมอก็จะมีคะแนนนำ แมนฯ ซิตี้ ต่อไปแถมหลังจากนี้เหลือเกมการแข่งขันให้เล่นเพียงแค่สองนัดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่านักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด รวมทั้งท่าน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำผลงานได้น่าผิดหวังจริงๆ ในฐานะทีมที่แพ้มา

สำหรับเกมนี้หลายๆ ฝ่ายคาดว่าน่าจะเป็นเกมที่สนุกเล่นกันแบบสมศักดิ์ศรี และได้เห็นทั้งสองทีมเปิดเกมรุกใส่กันแบบหวังผลชนะทั้งคู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แมนฯ ซิตี้ ทำได้ดีกว่า และ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มาเน้นเกมรับจนถูกมองว่าขอเล่นเพื่อผลเสมอเท่านั้น

ซึ่งรูปเกมต้องยอมรับว่าไม่สนุกอย่างที่คาดเอาไว้ อีกทั้งนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เล่นกันไม่ดีไล่ไปตั้งแต่พวกแนวรับจนไปถึงแดนกลาง หรือกองหน้า

ประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้มาจาก แว็งซ็องต์ กอมปานี กองหลังตัวเก่งของเจ้าบ้าน แมนฯ ซิตี้ ที่ดันขึ้นมาในจังหวะที่ทีมได้ลูกเตะมุมก่อนจบครึ่งแรก และเป็นกองหลัง แมนฯ ยูฯ ที่หละหลวมเองปล่อยให้ กอมปานี ได้โหม่งฟุตบอลเข้าประตูไป ทั้งๆ ที่คนตามประกบอย่าง คริส สมอลลิ่ง ก็ตามไม่ทัน

หรือบางคนคิดว่า ริโอ เฟอร์ดินานด์ น่าจะตามประกบ กอมปานี เองไม่ใช่ปล่อยให้รุ่นน้องที่ประสบการณ์ยังไม่แก่กล้าอย่าง สมอลลิ่ง ตามประกบ ดังนั้นการเสียประตูของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ส่งผลให้ทีมแพ้ก็ต้องโทษตัวเองเท่านั้น

หลังจบเกมคะแนนของสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์นั้นเท่ากันเลยอยู่ที่แปดสิบสามคะแนน แต่สิ่งที่ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ได้เปรียบคือ เรื่องผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าถึงแปดลูกด้วยกัน โดยถ้ามองกันตามหลักทฤษฎีแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีโอกาสที่จะเร่งยิงเพื่อผลประตูได้เสียเท่ากัน ซึ่งคงต้องให้ทีมยิงเกินห้าลูกเป็นอย่างน้อยในสองนัดที่เหลือ

ถ้าเกิด แมนฯ ซิตี้ ชนะรวด และยังต้องขอให้ แมนฯ ซิตี้ ชนะคู่แข่งแค่เกมละลูกเท่านั้นถึงจะมีลูกได้เสียเท่ากัน ส่วนหลักความเป็นจริงแล้วต้องบอกว่ายากซะกว่าการลุ้นให้ แมนฯ ซิตี้ สะดุดในสองนัดที่เหลือซะอีก

ตอนนี้โอกาสที่ แมนฯ ซิตี้ จะลุ้นเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้งในรอบสี่สิบสี่ปีมีสูง เพราะปัจจัยที่จะทำให้ทีมเป็นแชมป์ถือว่าเป็นปัจจัยที่ทีมควบคุมไว้ได้เพียงแค่เล่นให้ชนะอีกแค่สองเกมเท่านั้น ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ถ้าไม่ล้นตามหลักทฤษฎีแล้วก็ต้องลุ้นให้ แมนฯ ซิตี้ สะดุดเสมอ หรือไม่ก็แพ้หนึ่งเกมเป็นอย่างน้อย

จึงสรุปได้ว่าการลุ้นแชมป์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือ การต้องอยู่ในปัจจัยที่ทีมตัวเองไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้ถึงจะชนะสองนัดก็ใช่ว่าจะป้องกันแชมป์ลีกได้อีกสมัย

ทำให้ตอนนี้คงมองได้แต่เรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่าที่ตอนนี้ แมนฯ ซิตี้ ดีกว่าในเรื่องการควบคุมปัจจัยการลุ้นแชมป์ได้ แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำไม่ได้ แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ซะทีเดียวว่าทีมไหนจะเป็นแชมป์ เพราะดูจากสถิติในฤดูกาลนี้ หรือในรอบเดือนที่ผ่านมาทั้งสองทีมก็พร้อมจะสะดุดให้กับทุกทีมเหมือนกัน

ดังนั้นหลังเกมมันเดย์ไนต์คงไม่ใช่ข้อสรุปของทีมที่จะเป็นแชมป์เหมือนที่หลายๆ คนคิดไว้ แต่ต่อจากนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็นไคลแม็กซ์ของ พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้ที่มีเกมให้วัดกันแค่สองนัดเท่านั้น

สุดท้ายจึงต้องขอฝากแฟนบอลว่าสองนัดที่เหลือกะพริบตาไม่ได้จริงๆ ว่าทีมไหนจะเป็นแชมป์ เนื่องจากบทดราม่า หรือจุดหักเหอาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ก็แค่ แมนฯ ซิตี้

ได้เปรียบกว่าในตอนเริ่มเรื่องบทสุดท้ายจริงๆ ครับ 

หมอเมา

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!