ผมไม่ใช่รอยแห่งโรเวอร์ส

ผมไม่ใช่รอยแห่งโรเวอร์ส

ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ สวมเสื้อสีแดงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เมลเชสเตอร์ โรเวอร์สแบบรอย เรซ ตัวเอกในหนังสือการ์ตูนเรื่องดัง และเขาก็ดีใจที่ไม่ต้องเล่นให้ได้แบบเดียวกับ “รอย ออฟ เดอะ โรเวอร์ส” ทุกครั้งที่ลงเตะในสีเสื้อของทีมชาติสกอตแลนด์อีกแล้ว

กัปตันทีมวัย 27 ปีได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากกองทัพตาร์ตัน อาร์มี่ในเกมยูโร 2012 รอบคัดเลือกนัดรองสุดท้ายของกลุ่มไอเมื่อวันเสาร์ ซึ่งสกอตแลนด์บุกไปเฉือนชนะลิกเตนสไตน์ 1-0 ทำให้ยังมีโอกาสได้ลุ้นไปเพลย์ออฟอยู่ แม้จะต้องเจอกับงานสุดหินเมื่อต้องบุกไปชนะสเปนให้ได้ในนัดสุดท้าย ซึ่งถึงตอนนี้คงจะรู้ผลกันไปแล้วว่าพวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

เฟล็ทเชอร์เกิดที่ดัลคีธในสกอตแลนด์ ก่อนถูกแมนฯ ยูไนเต็ดดึงตัวมาร่วมทีมเยาวชนตั้งแต่อายุ 11 และเขาก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของปิศาจแดงได้ในหลายปีหลัง รวมถึงการเป็นตัวหลักในทีมชาติมาตั้งแต่ศึกยูโร 2004 รอบคัดเลือกเป็นต้นมา และปัจจุบันเขาคือกัปตันทีมที่กองเชียร์วิสกี้ทุกคนรักและฝากความหวังเอาไว้

ด้วยความคาดหวังสูงที่ต้องแบกรับไว้ ทำให้เฟล็ทเชอร์ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นรอยแห่งโรเวอร์สของสกอตแลนด์ แต่เขายืนยันว่ายังมีนักเตะดีๆ อีกหลายคนในทีมที่พร้อมรับบทบาทสำคัญได้ไม่แพ้กัน

“ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเป๊ะๆ หรอก แต่ผมคิดว่าผมเคยเกือบพยายามมากเกินไปในทุกๆ ด้านเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น และพยายามจ่ายบอลแบบยากๆ มากขึ้น และเป็นคนที่สร้างสรรค์บางอย่างให้เกิดขึ้น เพราะถ้าผมไม่ทำแบบนั้น มันจะไม่เกิดขึ้น”

“ผมอายุมากขึ้นมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และเชื่อใจเพื่อนร่วมทีมที่อยู่รอบๆ ตัวผมมากขึ้น และทีมก็เติบโตขึ้นด้วย เรามีนักเตะที่ฝีเท้าดีขึ้นกว่าเดิม และผมคิดว่าคุณลงสนามไปโดยไม่รู้สึกเหมือนกับว่าต้องเป็นคนที่ลดช่องว่างระหว่างนักเตะในทีมอีกแล้ว”

“เวลาที่ผมปักหลักอยู่กลางสนาม ผมมีชาร์ลี อดัม, แบร์รี่ แบนแนน, เจมส์ มอร์ริสัน และสตีเว่น เนย์สมิธอยู่ข้างหน้าผม”

“เรากำลังพูดถึงนักเตะ 4 คนที่สามารถทำให้บางอย่างเกิดขึ้นได้และเปลี่ยนเกมได้ ผมจึงไม่รู้สึกว่าผมต้องพยายามจ่ายบอลระดับโลก หรือต้องเล่นด้วยฟอร์มเทพสุดๆ หรือต้องคอยออกไปเล่นริมเส้นแล้วหุบเข้ามากลาง”

“ในด้านสภาพจิตใจแล้วผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นรอยแห่งโรเวอร์ส ซึ่งต้องแบกรับความกดดันทั้งหมดไว้ เพราะผมแวดล้อมด้วยนักเตะคุณภาพมากมาย และนั่นช่วยได้มากทีเดียว”

“คุณสามารถรับบทบาทในการแย่งบอลกลับมาให้เร็วและเล่นง่ายๆ จ่ายบอลกันอย่างแม่นยำระหว่างนักเตะ ผมพยายามย้ำอยู่เสมอในวันแข่งว่าให้เก็บบอลไว้ เคลื่อนที่อยู่ตลอด โอกาสจะตามมาเอง”

“คุณได้เห็นแล้วเมื่อวันเสาร์ เราต้องเล่นอย่างอดทนในเกมนี้ แม้ว่าเราจะอยากทำประตูที่สองเพิ่มเพื่อคลายความกดดันก็ตาม ถ้าเป็นวันอื่นเราอาจจะทำประตูที่สองหรือสามได้ไปแล้ว”

ด้วยประสบการณ์และวุฒิภาวะของเขา คงยากที่เฟล็ทเชอร์จะไม่ถูกมองว่าเป็นหัวใจหลักของทีมชาติ และนั่นไม่ได้ทำให้เขากังวลอะไรเลย

“มันทำให้ผมมุ่งมั่นที่จะเล่นให้ดี” เขาบอก “มีบางครั้งที่ผมเล่นไม่ดี แต่ทุกครั้งผมจะกลับมาพร้อมกับทัศนคติที่อยากจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมในครั้งหน้า”

“ถ้าคุณบอกว่าความกดดันตกอยู่กับผม ผมก็ไม่มีปัญหากับเรื่องนั้นนะ ถ้ามันทำให้นักเตะคนอื่นๆ สามารถแสดงฝีเท้าออกมาได้อย่างเต็มที่และสนุกกับการเล่นของตัวเองได้เต็มที่ นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี มันจะทำให้เราได้ฟอร์มที่ดีที่สุดจากทีม”

“ผมจะย้ำกับนักเตะรุ่นใหม่ๆ ในทีมอยู่ตลอดว่านั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น สนุกกับตัวเอง ลงสนามไปและพยายามทำให้บางอย่างเกิดขึ้น ไม่ต้องกังวลถ้าจะเสียบอลไปบ้างหรือทำผิดพลาดบ้าง เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของฟุตบอล

“ไม่มีใครที่เคยลงไปเล่นฟุตบอลแล้วไม่เคยทำผิดพลาดเลย ถ้ามันออกมาไม่ค่อยดีนัก คุณยังมีนักเตะรุ่นพี่ในทีมอย่างพวกเราที่จะโดนเฉ่งแทนอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอลนั่นแหละ พวกที่ถูกเรียกว่านักเตะดีๆ ต่างก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งนั้น”

เรื่องโดย "เบบี้ แบร์"

คอลัมน์ฟุตบอลผู้ดี นสพ.กีฬาฮอตสกอร์

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!