คาเปลโล่‘ผมไม่ใช่ยักษ์’

คาเปลโล่‘ผมไม่ใช่ยักษ์’

ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซือชาวอิตาเลียน เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2007 ในฐานะโค้ชที่มีสถิติพาทีมทุกทีมที่เขาคุมไปถึงตำแหน่งแชมป์ลีกได้ และอีกหนึ่งภาพลักษณ์ที่ติดตัวมาคือการเป็นกุนซือจอมเฮี้ยบผู้มีลีลาที่เข้มข้นในการคุมทีม

กุนซือวัย 65 ปีรายนี้นำทีมเอซี มิลาน, เรอัล มาดริด, โรม่า และยูเวนตุสคว้าแชมป์เซรี่ อาและลา ลีการวมกันได้ถึง 9 ครั้งจาก 16 ปีที่เขาคุมทีมอยู่ แต่ความยากทั้งหมดที่เขาเคยเจอมาในงานก่อนๆ ก็เทียบไม่ได้กับภาระอันหนักอึ้งในงานล่าสุดที่ทำอยู่

นั่นคือการนำทีมอังกฤษให้ประสบความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากมีแค่ราคาคุยในฐานะประเทศแม่ของฟุตบอล แต่เคยได้แชมป์รายการใหญ่แค่ครั้งเดียวคือฟุตบอลโลก 1966 ในฐานะเจ้าภาพที่มีนัดชิงชนะเลิศที่ยังน่ากังขาสำหรับบางคน

คาเปลโล่เข้ามากุมบังเหียนสิงโตคำรามต่อจากสตีฟ แม็คคลาเรน ซึ่งนำทีมตกรอบคัดเลือกยูโร 2008 ไปแบบที่ได้รับเสียงสรรเสริญกันจนหูชาจนต้องกระเด็นตกเก้าอี้ไป เมื่อรวมกับผลงานในฟุตบอลโลก 2006 ภายใต้การคุมทีมของสเวน โกรัน เอริคส์สัน กุนซือชาวสวีเดน ที่ออกมาน่าผิดหวัง ทำให้แฟนบอลอังกฤษคาดหวังไว้สูงกับคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนต่อไป

คาเปลโล่ได้รับเลือกเหนือแคนดิเดตคนอื่นๆ ซึ่งมีทั้งโจเซ่ มูรินโญ่ที่ตอนนั้นยังว่างงานอยู่หลังลาออกจากตำแหน่งที่เชลซี, มาร์เชลโล่ ลิปปี้ซึ่งวางมือจากตำแหน่งหลังนำอิตาลีคว้าแชมป์โลก 2006 ได้ รวมถึงมาร์ติน โอนีล ผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่าในตอนนั้น ซึ่งเป็นกุนซือฝีมือดีในเกาะอังกฤษที่มักจะเป็นข่าวกับทีมดังๆ อยู่เสมอ

เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล และราฟา เบนิเตซ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในขณะนั้น ต่างออกมายกป้ายไฟเชียร์คาเปลโล่กันอย่างออกนอกหน้าว่าเหมาะจะรับงานนี้มากที่สุด

และถึงแม้จะมีอุปสรรคเรื่องที่เขาพูดภาษาอังกฤษได้แค่งูๆ ปลาๆ แต่สุดท้ายเอฟเอก็ตัดสินใจแต่งตั้งเขาให้เข้ามานั่งเก้าอี้ร้อนๆ ตัวนี้

ทันทีที่เข้ามารับตำแหน่ง คาเปลโล่ประกาศว่านี่จะเป็นงานสุดท้ายในชีวิตการเป็นโค้ชของเขา และด้วยสัญญาที่เซ็นไว้จนถึงจบฟุตบอลโลก 2010 นั่นหมายถึงเขาจะต้องนำทีมสิงโตคำรามประสบความสำเร็จให้ได้ที่แอฟริกาใต้ หากอยากรักษาสถิติที่เคยทำเอาไว้ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่แล้วอังกฤษก็ยังคงล้มเหลวด้วยการถูกเยอรมันถล่ม 4-1 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปในฟุตบอลโลกเมื่อปีที่แล้ว แต่จะด้วยเหตุผลเรื่องความเชื่อมั่นเชื่อมือหรือหาใครที่ดีกว่ามาทำหน้าที่แทนไม่ได้ก็สุดแล้วแต่

แต่คาเปลโล่ก็ยังได้ต่อสัญญาออกไปอีก 2 ปี นั่นคือเขาจะต้องพาอังกฤษไปคว้าแชมป์ยูโร 2012 ที่ยูเครนกับโปแลนด์ในปีหน้าให้ได้ เพื่อจะอำลาวงการไปอย่างยิ่งใหญ่และฝากชื่อไว้ให้จดจำกันไปตลอด

ตอนนี้งานขั้นแรกของดอน ฟาบิโอคือการพาอังกฤษผ่านรอบคัดเลือกไปให้ได้ก่อน และเขากับพลพรรคสิงโตคำรามก็ใกล้บรรลุจุดหมายแล้ว โดยบรรยากาศทุกอย่างดูจะดีขึ้นมาก หลังจากที่เริ่มจะผ่อนคลายลงไปบ้างนับตั้งแต่ล้มเหลวมาจากฟุตบอลโลก และตอนนี้อะไรๆ ก็ดูจะดีไปหมด หลังจากทีมโชว์ฟอร์มได้สวยในเกมที่บุกไปอัดบัลแกเรีย 3-0 เมื่อนักเตะต่างออกมาย้ำว่าความสัมพันธ์กับกุนซือจอมเฮี้ยบเริ่มผ่อนคลายและสบายๆ มากขึ้นกว่าเดิมที่ทุกคนต่างเกร็งกันไปหมดเมื่อต้องทำงานร่วมกับเขา

คาเปลโล่เองก็ยอมรับว่าเขาพยายามปรับตัวให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้นักเตะเห็นว่าเขาไม่ใช่ยักษ์ใช่มารที่ไหนที่จะต้องมากลัวจนหัวหด ไม่เป็นอันซ้อมอันเล่นกันไปเลย

“เราเรียนรู้กันและกัน ผมไม่ใช่ยักษ์อย่างที่ทุกคนคิดว่าผมเป็น” อิล แฟบบอกระหว่างการแถลงข่าวก่อนเกมกับเวลส์ ทั้งที่ไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งวีนแตกลูกทีมในการซ้อม เพียงเพราะไม่เล่นลูกทุ่มตามแผนที่สอนไป

ก่อนหน้านี้ไม่นานธีโอ วัลค็อตต์ ปีกดาวรุ่งของอาร์เซนอล ได้เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาว่าคาเปลโล่เคยเม้งเขาหนักตอนที่ไม่ทำตามแผนที่สอนในระหว่างเกม ด้วยการออกมายืนตะโกนที่ข้างสนามว่า “ถ้าทำอย่างนั้นอีกทีแกตายแน่”

จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมอังกฤษ ซึ่งเคยเป็นตัวตั้งตัวตีออกมางัดข้อคาเปลโล่ในระหว่างฟุตบอลโลก พูดถึงกุนซือของทีมในระหว่างการร่วมแถลงข่าวด้วย พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น

“บรรยากาศที่สนามซ้อมและที่โรงแรมผ่อนคลายและสบายๆ ขึ้นเยอะ ฟาบิโอต้องเข้าหานักเตะและปรับตัวบ้าง ซึ่งเขาก็ทำอย่างนั้น” เจทีบอก

“เขาเรียนรู้วิธีแบบอังกฤษมากขึ้นและต้องให้เครดิตเขามากทีเดียว ดังนั้นทุกอย่างจึงไปได้สวยในตอนนี้ แต่เขาก็ยังวีนแตกได้ทุกเมื่อที่อยากทำ”

“ลองให้เขาไปอยู่ที่สนามซ้อมแล้วทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบดูสิ เขาจะบอกให้คุณรู้ทันทีเลย และวันนี้เขาก็ทำแบบนั้น ทั้งที่มันเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เขาก็ระเบิดลงได้”

“ผมบอกก็ได้ว่าเป็นเรื่องการซ้อมลูกทุ่ม เขาอยากให้เราทุ่มไกลบ้างทุ่มคืนหลังบ้าง แทนที่จะทุ่มแบบไต่เส้นอยู่ตลอด”

“เขาไม่เข้าใจว่าทำไมนักฟุตบอลอังกฤษชอบทำแบบนั้น การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเขาเหลือเชื่อมาก”

“ดังนั้นเมื่อคืนวันอาทิตย์เขาจึงเรียกประชุมนักเตะ เพื่อพูดถึงประเด็นลูกทุ่มนี้โดยเฉพาะ”

“และพอถึงการซ้อมในตอนเช้า มีบางคนทุ่มบอลไต่เส้นอีก และแน่นอนว่าเขาอาละวาดทันที เวลาคุณได้เห็นเขามีปฏิกิริยาแบบนั้นหนึ่งวันก่อนแข่งจริงนะ...”

คาเปลโล่อธิบายถึงเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องติวเข้มเป็นพิเศษแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นเพราะนักเตะอังกฤษมักจะใช้เวลานานกว่าในการทำความเข้าใจหรือยอมรับการสอน ต่างกับนักเตะสเปนหรืออิตาลี

“ไม่งั้นเราจะประชุมกันทำไมล่ะ” ดอน ฟาบิโอแจง

“ใช่ เราทำอะไรดีๆ เยอะในเกมที่ชนะบัลแกเรีย 3-0 แต่ผมต้องเตรียมเทปการแข่งขันไปด้วย เพื่อให้พวกเขาเห็นถึงข้อผิดพลาดบางอย่างที่เกิดขึ้น”

“ถ้าคุณไม่ทำแบบนี้ คุณก็จะไม่พัฒนาขึ้น ผมจึงบอกพวกเขาว่าผมไม่แฮปปี้กับการทุ่มบางครั้งของเรา และบอกไปว่าต่อไปผมอยากให้พวกเขาเล่นลูกทุ่มแบบไหน”

“แล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ? ในการซ้อมครั้งแรกหลังจากนั้นพวกเขาก็ยังทำในสิ่งที่ผมสั่งห้ามไม่ให้ทำอีก”

“มันเหลือเชื่อจริงๆ ผมเลยตะโกนไปว่าหยุด แล้วผมก็ตะโกนอะไรอีกหลายอย่าง”

บางทีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะและกุนซือทีมสิงโตคำรามดูผ่อนคลายขึ้น อาจเป็นเพราะการที่คาเปลโล่รู้ดีว่าไม่ว่าเขาจะนำทีมทำผลงานได้ดีหรือแย่แค่ไหนในศึกยูโร 2012 มันก็จะไม่มีผลใดๆ ต่อตำแหน่งของเขาแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะวางมือไปแล้ว

“ผมคิดว่านักเตะเข้าใจผมมากขึ้น และผมเองก็เข้าใจพวกเขามากขึ้น คนพูดกันว่าผมเข้มงวดเรื่องวินัย จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องวินัยหรอก แต่เป็นการให้ความเคารพต่างหาก มันต่างกันมากเลยนะ”

“ผมเปลี่ยนไปหรือเปล่าหลังจากฟุตบอลโลก? ไม่เลย สไตล์การคุมทีมของผมเหมือนเดิมมาตลอด บางทีผมอาจจะเข้าใจอะไรๆ เกี่ยวกับนักเตะมากขึ้น และผมก็เข้าใจประเทศที่ผมอยู่มากขึ้น”

“ตอนนี้นักเตะรู้แล้วว่าผมจริงจังแค่ไหนในการซ้อม มันมีอะไรไม่ดีล่ะ? พวกเขาซ้อมกันแค่ชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด”

“หลังจากนั้นเราก็รีแล็กซ์กันได้ พวกเขาจะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ”

“แล้วก็ไม่จริงเลยที่บอกว่าผมถึงกับห้ามไม่ให้พวกเขาออกรอบเล่นกอล์ฟ พวกเขาเล่นกอล์ฟกันตลอดนั่นแหละ ตลอดๆ เลย”

“ส่วนผมน่ะเหรอ ผมเคยลองเล่นแล้ว แต่เล่นได้ห่วยมาก”

ฝีมือกอล์ฟของคาเปลโล่จะห่วยไม่เป็นไร แต่แฟนบอลอังกฤษฝากความหวังไว้กับฝีมือของเขาในการคุมทีมให้ประสบความสำเร็จในศึกยูโร 2012 ให้ได้ก็พอ

เรื่องโดย "เบบี้ แบร์"

ขอบคุณเนื้อหาจากคอลัมน์ฟุตบอลผู้ดี นสพ.กีฬาฮอตสกอร์

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!