"10 เหตุผล" ที่ทำให้ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุมหัวใจคนไทย

"10 เหตุผล" ที่ทำให้ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุมหัวใจคนไทย
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

ทีมฟุตบอล "ทีมชาติไทยยุคเกิดใหม่" ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กำลังทำให้ถนนแห่งความรักความศรัทธา วิ่งตรงสู้อ้อมใจของเขา  

แฟนฟุตบอลชาวไทย รวมถึงคนไทยทุกคน กำลังมองดูผู้ชายวัย 41 กะรัตผู้นี้ กับการทำหน้าที่ บนภารกิจอันยิ่งใหญ่ เพื่อตามฝันของผู้มีใจรักในกีฬาฟุตบอล

วันนี้ทีมงาน "สนุกสปอร์ต" มี 10 เหตุผล ที่ทำให้กุนซือจากเมืองขอนแก่นคนนี้ กลายมาเป็นขวัญใจของคนไทยได้อย่างไร?


1. ความสำเร็จในฐานะนักเตะ และ การเป็นโค้ช

"ซิโก้" ประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะทีมชาติไทย เขาติดธงไตรรงค์มาตั้งแต่ปี  2535-2550 ลงเล่นไป 131 นัด กระหน่ำไป 70 ประตู ทำให้ไม่มีใคร ที่ไม่รู้จักกองหน้าจอมตีลังกาผู้นี้

หากจำกันได้ในเกมนัดอำลาสนาม เขาได้พูดประโยคสุดคลาสสิคด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า "สักวันหนึ่งในอนาคต ผมจะกลับมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย"

จากนั้นอีก 6 ปี เขากลับมาพร้อมเป็นกุนซือทีมชาติไทยแบบเต็มตัว พร้อมภาระกิจพิชิตแชมป์ซีเกมส์ที่เมียนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็พาทีมชาติไทย คว้าอันดับ 4 เอเชี่ยนส์เกมส์ ที่อินชอน เกาหลีใต้

ก่อนที่จะได้รับโอกาสครั้งใหญ่ ด้วยการก้าวขึ้นนั่งตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทยชุดใหญ่ พร้อมกับนำทัพช้างศึก ซิวแชมป์อาเซียนที่รอคอยมา 12 ปี เต็มๆได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ชื่อของ "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง" ยังได้จากรึกในประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็น "แชมป์" ทั้งในฐานะนักเตะ และ ฐานะโค้ช


2. ไม่เคยหยิ่งผยองกับความเป็นขวัญใจคนไทย

การวิ่งชนกับความสำเร็จ เขาก็ไม่เคยที่จะทำตัวให้สูงกว่าคนอื่น เขาเลือกทำในสิ่งที่เรียบง่าย รักษาสภาพร่างกายให้ดีเยี่ยม ถ้าเราจำกันได้ 20 ปีก่อนหุ่นของกองหน้าขวัญใจคนไทยเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นหุ่นของเขาเป็นแบบนั้นอยู่เสมอ  

นอกจากนี้ เขาคือกุนซือทีมชาติไทยคนแรก ที่หลังจบเกม จะให้นักเตะทั้งตัวจริงตัวสำรอง เดินขอบคุณแฟนบอลรอบสนาม ด้วยความจริงใจ ย้ำนะครับด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ทำแบบให้ผ่านๆไป

ทุกครั้งหลังจบเกม "ซิโก้" และ เหล่านักเตะทีมชาติไทยในทุกๆชุด จะเดินเข้าไปไหว้ขอบคุณ และ อยู่กับแฟนบอลเกือบๆครึ่งชั่วโมง แล้วแบบนี้จะให้เป็นขวัญใจได้อย่างไร


3. เลือกนักเตะแบบเป็นกลาง และ เป็นที่ยอมรับ

ถูกโยนทิ้งถังขยะหมดเกลี้ยงสำหรับ "เด็กฝาก เด็นท่าน เด็กเส้น" ในยุคทองของฟุตบอลไทยเวอร์ชั่นนี้

ซิโก้และทีมงาน เลือกนักเตะเข้ามาติดทีม จากฝีเท้าและทัศนคติที่ดีของนักฟุตบอลล้วนๆ

สมัยก่อนการเลือกนักเตะ บางทีหลายคนถึงกับร้องยี้ ว่านักเตะคนนี้ติดมาได้ไงวะ!

แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไป การเลือกผู้เล่นโปร่งใส เราเห็นได้จากขุนพลช้างศึกเวลานี้ แม้จะไม่ถูกใจไปซะทุกคน

แหม...ร้อยพ่อพันธุ์แม่ ใครจะไปเห็นเหมือนๆกันไปซะทุกตำแหน่ง สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับแท็กติก และรูปแบบการเล่นที่ผู้เป็นนายใหญ่ ที่จะปรับปรุงให้เล่นได้ตามแผนที่วางไว้อย่างไร


4. แบบอย่างการใช้ชีวิตครอบครัว แบบนักกีฬา

"ครอบครัวเสนาเมือง" คือความชัดเจนที่ว่า เมื่อใดที่การมีครอบครัวที่อบอุ่น ความสำเร็จในหน้าที่ ที่ได้รับมันย่อมอบอุ่นไปตามๆกันไป

ภาพของลูกสาวทั้งสามคน รวมถึงภรรยา เข้าไปเชียร์ เข้าไปให้กำลังใจถึงในสนามในทุกๆครั้ง เป็นสิ่งที่บอกว่า กำลังใจจากครอบครัวสำคัญอย่างยิ่งยวดเสมอ

แต่ในยามที่ "ซิโก้" ว่างเว้นจากภารกิจการคุมทัพช้างศึก เขาจะรีบเติมเต็มในส่วนที่เขาขาดตกบกพร่องต่อครอบครัว นั่นคือการพาไปเที่ยวพักผ่อน การพาออกไปกินข้าว นี่แหล่ะแบบอย่างที่สังคมไทยควรดูเขาเป็นต้นแบบ


5. แผนการทำทีมที่ชัดเจน พูดจริง ทำจริง ไม่หมกเม็ด

นี่เป็นหัวหน้าผู้หน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ที่ไม่เคยพูดถึงเรื่องไปบอลโลกรอบสุดท้ายเลย!

นั่นเพราะ เขารู้ศักยภาพความเป็นจริง ว่าตอนนี้ แล ะเวลานี้ ทีมชาติไทยของเราอยู่ตรงไหน?

เขาบอกเสมอว่า เราต้องไปอยู่ทีมในระดับแนวหน้าของเอเชียให้ได้ก่อน เรื่องอื่นๆ(หมายถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย) ค่อยมาว่ากันอีกที

แต่ที่แน่ๆ ในเวลานี้ เป้าหมายของทีมชาติไทยในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก อยู่ที่การผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 12 ทีมสุดท้ายของเอเชียให้จงได้


6. การเป็นที่ยอมรับในตัวนักเตะทีมชาติไทย

นักเตะศรัทธาโค้ชแบบสุดๆ ขณะที่โค้ชเองก็ศรัทธาในตัวนักเตะเสมอ เรายังต้องการอะไรจากแคมป์ทีมชาติของเราอีกหรือ?

นักเตะแดนสยามยุคใหม่ ยังพอที่จะทันเห็นความสำเร็จของโค้ชเมื่อสมัยเป็นนักเตะ

การก้าวเดินในถนนสายลูกหนัง รวมถึงการใช้ชีวิตค้าแข้งที่โชกโชน รวมถึงความสำเร็จจากการรับใช้ชาติ

มันคือแบบอย่างที่ดีงาม ที่ทำให้นักเตะทีมชาติไทย เชื่อมั่นผู้นำของเขา และพร้อมที่จะเจริญรอยตามในอนาคต 


7. เลือกให้โอกาสกับนักเตะที่มีระเบียบวินัย มากกว่า เลือกแค่ฝีเท้า

ก่อนหน้านี้ ทีมชาติไทยมีปัญหากับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก การที่นักเตะไม่ฟิตแบบเต็มถัง การเล่นบอลแบบแอ็คอาร์ท การไร้ซึ่งระเบียบวินัยทั้งในและนอกสนาม คือสาเหตุที่ทำให้ทีมชาติไทยเราดิ่งลงเหว

การมาของนายใหญ่ทีมชาติไทยยุคนี้ เขาเห็นจุดด้อย เขามองเห็นจุดที่ต้องแก้ไข

และเขาเลือกที่จะใช้นักเตะที่มีระเบียบวินัย มากกว่า เลือกแค่ฝีเท้า ซึ่งมันก็เห็นผล

เพราะจากนี้ไป ใครก็ตามที่คิดจะติดทีมชาติไทย ให้รู้ไว้เลยว่า "ฝีเท้าเยี่ยมแต่นิสัยแย่" ซิโก้ ก็ไม่เอามาติดทีมชาติ!


8. โค้ชคุณภาพ กับ ทีมงานคุณภาพ  

แน่นอนว่าการจะประสบความสำเร็จในระดับต่างๆ "ซิโก้" คนเดียว ไม่มีทางที่จะทำได้เพียงลำพัง

การมีผู้ช่วยอย่าง โชคทวี พรหมรัตน์ และ ใกล้รุ่ง ตรีจักรสังข์ รวมถึงทีมงานอีกชุดใหญ่ คือสิ่งที่ทำให้ทีมชาติไทยเดินทางมาถึงจุดนี้

ภาพของชายใส่แว่น นั่งคุยงาน หลังจากจบเกม และก่อนเกม 1 วัน คือภาพที่เราเชื่อมั่นได้ว่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "มืออาชีพ" เขาทำกัน


9. การทำให้นักเตะไทยเป็น "สุภาพบุรุษลูกหนังบนผืนหญ้า"

"เราต้องชนะในเกม และ ชนะหลังจากจบเกม" นี่คือสิ่งที่เขาบอกกับลูกทีมในทุกๆชุด เขาบอกกับลูกทีมเสมอว่า เรื่องการควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ

ซึ่งแน่นอนตอนนี้เรื่องนี้ได้ พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่าพวกเขาทำมันได้แล้ว

มันไม่มีอีกแล้ว ที่นักเตะทีมชาติไทย ไปเล่นนอกเกมใส่คู่แข่งแบบไร้เหตุและผล และไม่มีอีกแล้ว การเป็นนักเลงในสนามฟุตบอล

เท่านั้นไม่พอ หลังจบเกมในทุกๆนัด นักเตะไทยเวอร์ชั่นใหม่ ยังเดินเข้าไปหาทีมงานสตาร์ฟโค้ชคู่แข่ง เพื่อไหว้แบบไทยๆ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับคู่แข่ง และแฟนบอลของคู่แข่งอีกด้วย

การปั้นให้นักเตะไทยยืนอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า "สุภาพบุรุษลูกหนัง" คือสิ่งที่ชาวไทยต่างก็รู้สึกดีใจ และ ภูมิใจในสิ่งที่พวกเขาทำจริงๆ


10. นักฟุตบอล และ แฟนบอลชาวไทย จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

"ซิโก้" บอกกับแฟนบอลชาวไทย ผ่านสื่อต่างๆ เสมอนะครับว่า ทีมชาติไทยเป็นของทุกคน เราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

ไม่มีวันที่ทีมชาติไทยจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อปราศจากการสนับสนุนที่ดีจากกองเชียร์ ที่เป็นเสมือนผู้เล่นคนที่ 12 ในสนาม

ทีมระดับโลกอย่าง บราซิล, เยอรมัน ,สเปน ไม่มีครั้งใดที่พวกเขาสู้อยู่เพียงลำพัง

แฟนบอลชาวไทยเองก็เช่นกัน คงไม่มีทางจะปล่อยให้นักเตะไทยของเรา สู้อยู่เพียง 11 คนในสนาม ใช่หรือไม่ครับ!!!

เรื่องโดย บ.ส้มซิ่ง 

(ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ค สปอร์ต ฮีโร่)