จอห์น แม็คเอนโร : เบอร์ 1 โลกเทนนิส ที่โดนไล่ออกจากออสเตรเลียน โอเพ่น เพราะความหัวร้อน

"ช่างหัวมึงสิ ไอ้แม่บัดซบ" ประโยคดังกล่าวไม่ใช่ประโยคที่สุภาพแน่นอน แต่มันก็เป็นประโยคที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ตามท้องถนน ... แต่สำหรับนักกีฬาระดับโลกที่จะต้องเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนนี่เป็นคำต้องห้ามเด็ดขาด หากพวกเขาพูดมันออกมา นั่นหมายความคำพูดนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย
ขณะที่ข่าวคราวของ โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสเบอร์ 1 ของโลก ถูกสั่งห้ามเข้าแข่งรายการออสเตรเลียน โอเพ่น และถูกเนรเทศออกนอกประเทศออสเตรเลีย จากปัญหาเรื่องการใช้หลักฐานการยกเว้นฉีดวัคซีน โควิด-19 สำหรับเข้าประเทศเป็นเท็จกำลังร้อนแรงเป็นดราม่า เราอยากจะบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยอดนักเทนนิสโดนปฏิเสธห้ามแข่งรายการนี้
นี่คือเรื่องราวของ จอห์น แม็คเอนโร นักเทนนิสชาวอเมริกันอดีตเบอร์ 1 ของโลกที่เจ็บตัวเพราะประโยคที่ว่า "ช่างหัวมึงสิ ไอ้แม่บัดซบ"
ติดตามเรื่องราวได้ที่ Main Stand
You can't be serious
หากใครที่เกิดไม่ทันหรือไม่เคยได้ยินชื่อของ จอห์น แม็คเอนโร ยอดนักเทนนิสชาวอเมริกันผู้คว้าแชมป์ระดับแกรนด์สแลม 7 รายการ เราอยากให้คุณนึกภาพนักเทนนิสมือต้น ๆ ของโลกในสมัยนี้ อาทิ ราฟาเอล นาดาล, โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ หรือ โนวัค ยอโควิช ก็ได้ เพราะเส้นทางตั้งแต่เริ่มต้นและความสำเร็จที่ทั้งหมดที่ได้มาไม่แตกต่างกันมากนัก

Photo : tennisplayer
แม็คเอ็นโร คือเด็กที่ได้รับการสนับสนุนด้านกีฬามาตั้งแต่ยังเด็ก พ่อของเขาเป็นทหารในสังกัดกองทัพอากาศสหรัฐ และยังเป็นครูสอนกฎหมายของโรงเรียนกฎหมายที่ชื่อ Fordham ครอบครัวของเขาไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้ แม้ไม่รวยล้นฟ้าแต่ก็มากพอที่จะส่งเสริมลูก ๆ ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้สบาย ๆ
จอห์น แม็คเอนโร จึงได้เริ่มเรียนเทนนิสตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยฝึกกับโค้ชเฉพาะทาง และลงแข่งระดับภูมิภาคตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี
หลังจากเล่นเทนนิสได้ 4 ปี แม็คเอนโร กลายเป็นนักเทนนิสเด็กระดับหัวกะทิของสหรัฐอเมริกา เขาได้รับทุนจากสถาบัน Port Washington Tennis Academy ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อได้รับการส่งเสริมทุกทางเขาก็เก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด เมื่ออายุแค่ 18 ปี เขาก็คว้าแชมป์แกรนด์สแลม เฟรนช์ โอเพ่น 1977 ในประเภทคู่ผสมกับ แมรี่ คาริลโล ซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นเพียงมือสมัครเล่นเท่านั้น ก่อนจะเทิร์นโปรในปีต่อมา

เขาเป็นเด็กนรกของวงการตอนนั้นเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าถ้าไม่เจอของจริง ไม่เก๋าจริง แม็คเอนโร แทบจะไม่แพ้ใครง่าย ๆ เพราะในปี 1977 ปีเดียวกับที่ได้แชมป์คู่ผสม เฟรนช์ โอเพ่น เขาเกือบจะได้แชมป์ชายเดี่ยวในรายการ วิมเบิลดัน แล้ว ติดที่ว่าเขาไปเจอของหนักอย่าง จิมมี่ คอนเนอร์ส รุ่นพี่ร่วมชาติที่ครองมือ 1 ครองโลกด้วยสถิตินานที่สุดถึง 160 สัปดาห์ติดต่อกัน ในรอบรองชนะเลิศ ... แม้จะน่าผิดหวัง แต่ความพ่ายแพ้ให้กับ คอนเนอร์ส ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ด้วยความที่เป็นคนชิล ๆ มีฝีมือมากล้น แม็คเอนโร อาจจะแตกต่างในเรื่องของการผลักดันตัวเอง เขาเชื่อว่าความเก่งที่แท้จริงของเขาไม่ได้มาจากการซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ปกติแล้วยิ่งแพ้ก็ยิ่งต้องซ้อมให้หนักเหมือนกับที่นักเทนนิสระดับโลกหลายคนเคยบอกแบบนั้น แต่ แม็คเอนโร บอกไว้ว่าวลีติดปากที่เขามักจะบอกกับตัวเองคือ "อย่าไปซีเรียสนักเลย" (You can't be serious.)
ยอดนักเทนนิสที่มีลูกวอลเลย์ซ้ายเป็นอาวุธหลักไม่ได้มีภาพลักษณ์ในสนามแบบสปอร์ตแมนมากมายนัก ด้วยความที่เขาปล่อยตัวปล่อยใจให้อิสระมากเกินไป บางครั้งเขาก็ไม่สนใจใคร และเขามักจะเกิดปัญหามีปากเสียงกับคู่แข่งและกรรมการอยู่บ่อย ๆ จนทำให้หลายครั้งโดนตัดคะแนนไปแบบเสียเปล่า แต่ก็ด้วยฝีมือที่ดีมาก ๆ ในเวลานั้น ทำให้เขาเองก็ไมได้เดือดร้อนอะไร ตัดคะแนนได้ก็ตัดไป สุดท้ายเขาก็ทำแต้มใหม่แล้วพลิกกลับมาชนะได้อยู่บ่อย ๆ นี่คือสไตล์หลักของเขา

วลีติดปากของเขาฟังดูขัด ๆ ชอบกลกับความสำเร็จที่เขาได้มา แต่ในช่วงยุค 70s-80s แม็คเอนโร ก็ใช้สไตล์ Chill & Kill (สบาย ๆ แล้วเชือดมันซะ) พาตัวเองมาได้ไกลเกินคาด เขากลายเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลก 4 ปีติดต่อกันในช่วงปี 1981-1984 และตลอดอาชีพเขาก็คว้าแชมป์แกรนด์สแลมมาได้ทั้งหมด 7 รายการในประเภทชายเดี่ยว แถมด้วยประเภทชายคู่อีก 9 รายการ กับคู่ผสมอีก 1 รายการ
ทว่าความสบาย ๆ ของเขาอยู่ได้ไม่นานนัก จากที่เคยเป็นคนชิล ๆ มาตลอด แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นกับตัว แม็คเอนโร หลังจากที่เขาคว้าแชมป์ยูเอส โอเพ่น ในปี 1984 เขาก็ไม่เคยได้แชมป์ระดับแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวอีกเลยเป็นเวลาถึง 6 ปีติดต่อกัน
ที่ว่าชิลก็เริ่มจะไม่ชิลแล้ว จากคนที่เล่นยังไงก็ชนะ แต่เมื่อายุมากขึ้นความอ่อนซ้อมที่สะสมมาเป็นเวลานานก็เริ่มกลายเป็นจุดที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป เขาเริ่มโมโหง่ายขึ้น ความพ่ายแพ้ทำให้เขาหงุดหงิด และนั่นทำให้ แม็คเอนโร ถูกจดจำในภาพใหม่ นั่นคือ 1 ในนักเทนนิสที่หัวร้อนที่สุด ณ เวลานั้น
แม็คเอนโร V.2
"เชื่อไหม ? ตอนแรกผมน่ะไม่เคยเครียดหรอกนะกับเรื่องความสำเร็จของอาชีพตัวเอง แม้จะต้องผิดหวังบ้างแต่ผมก็คิดว่าอย่างน้อย ๆ การแพ้มันก็ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อย ๆ" แม็คเอนโร เล่าเรื่องอาชีพของเขา จนกระทั่งความสำเร็จของเขามาสะดุดเอาในช่วงปี 1984 เป็นต้นมา

"ตอนนั้นเมื่อผู้คนคิดถึงแม็คเอนโร พวกเขาจะนึกถึงประโยค 'You can't be serious' ตอนที่ผมพูดประโยคนั้นมันอยู่ในช่วงปี 1981 ผมกำลังห้าวใช้ได้เลย อายุก็แค่ 22 ปีเท่านั้น ... แต่อีก 10 ปีหลังจากนั้นนี่สิ..." แม็คเอนโร ให้สัมภาษณ์กับ GQ
สิ่งทีเกิดขึ้นคืออารมณ์และการแสดงออกในสนามของเขารุนแรงขึ้นสวนทางกับอายุ ซึ่งโดยปกติแล้วยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นก็จะยิ่งต้องสงบลง แต่ไม่ใช่กับ แม็คเอนโร เมื่อเขาไม่ประสบความสำเร็จและเล่นไม่ได้ดั่งใจ เขาก็จะเริ่มมีคำหยาบพ่นออกมาในสนามอยู่บ่อย ๆ พฤติกรรมทะเลาะเบาะแว้งกับกรรมการและคู่แข่งเริ่มเกิดขึ้นมากกว่าปกติ เขาทุบแร็กเก็ตอยู่เป็นประจำ ... จะพูดว่าเป็นช่วงขาลงของเขาก็คงไม่ผิดนัก
The Sun สื่อจากอังกฤษอธิบายตัวตนของแเม็คเอนโรในเวลานั้นไว้ว่า "นักกีฬาที่ปากร้ายและไร้เหตุผล ขี้โมโหเป็นที่หนึ่ง และไม่เคยมีใครขี้โวยวายแบบนี้มาก่อนในวงการเทนนิส" และหากไม่เห็นภาพเราจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นภาพชัด ๆ คือเขาเคยด่านักเทนนิสจากเชโกสโลวาเกีย ที่มีชื่อว่า โทมัส สมิด ด้วยคำว่า "ไอ้ขี้ข้าคอมมิวนิสต์"

แม้จะมีพฤติกรรมแบบนั้นแต่เขาก็ไม่เคยโดนลงโทษสถานหนักเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโดนปรับแพ้หรือโดนตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน เขารอดมาได้ตลอดจนกระทั่งมาสร้างประวัติศาสตร์ในแง่ลบของตัวเองในปี 1990 ในรายการ ออสเตรเลียน โอเพ่น นั่นเอง ... นี่คือการพ่นคำหยาบที่เจ็บแสบและไม่มีใครให้อภัยเขาได้อีกแล้ว
ประวัติศาสตร์ออสเตรเลียน โอเพ่น
ปี 1990 แม็คเอนโร เข้าแข่งในรายการออสเตรเลียน โอเพ่น ในฐานะมือวางอันดับ 4 ของรายการ และเป็น 6 ปีแล้วที่เขาไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมมาได้ นี่เป็นโอกาสสำคัญและเขาก็เริ่มต้นได้ดีมาก ๆ
เขาผ่านคู่แข่งคนแล้วคนเล่ามาได้ตั้งแต่รอบแรก จนลุยเข้ามาถึงรอบ 4 หรือรอบ 16 คนสุดท้าย เส้นทางการคัมแบ็กอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่อันดับแรกในตอนนั้น เขาต้องเอาชนะ มิคาเอล เพิร์นฟอร์ส ดาวรุ่งมือดีจากสวีเดนให้ได้เสียก่อน

ตอนนั้น แม็คเอนโร เข้าสู่แมตช์ด้วยความมั่นใจแบบสุด ๆ เขาเล่นมา 3 รอบก่อนหน้านี้โดยที่ไม่เสียเซตให้ใครเลยแม้แต่เซตเดียว ดังนั้นในการเจอกับ เพิร์นฟอร์ส เซตแรก แม็คเอนโร ในวัย 30 ปี จึงชนะนิ่ม ๆ แบบเหงื่อแทบไม่ออก
ทว่าสิ่งที่จะดูง่ายกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะดาวรุ่งชาวสวีเดนกลับยกระดับเกมของตัวเองได้ในเซตที่สองและพลิกเอาชนะ แม็คเอนโร ได้สำเร็จ ก่อนที่ แม็คเอนโร จะฮึดกลับมาชนะเซตที่ 3 ทำให้เขานำอยู่ที่ 2-1 เซต ... เกมต้องว่ากันต่อในเซตที่ 4 ความกดดันเกิดขึ้นแล้ว เพราะคนหนุ่มอย่างไรเสียก็ต้องแรงดีกว่าเขาแน่หากเล่นเกมยาวแบบนี้
เมื่อเล่นกันมาถึงเกมที่ 7 ของเซตที่ 4 แม็คเอนโร ตามอยู่ 2-4 เกม และเขากลับตีเสียเอง ทำให้เสียแต้มไปแบบไม่น่าเสีย แม็คเอนโร ที่กำลังกดดันและคิดว่าตัวเองควรชนะง่าย ๆ ก็ระเบิดอารมณ์ด้วยการเขวี้ยงแร็กเก็ตลงบนพื้นทันที
ผู้ตัดสินในเกมนั้นรีบเรียกเขามาตักเตือน เพราะ แม็คเอนโร แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวซึ่งผิดกฎการแข่งขันเทนนิสอาชีพ การเตือนทำให้คนที่กำลังเดือดยิ่งหงุดหงิด หลังเปลี่ยนแร็กเก็ตเป็นอันที่ 2 ได้ไม่นาน แม็คเอนโร ก็ฟาดมันลงกับคอร์ตอีกครั้งจนหัวแร็กเก็ตหักคามือ
ผู้ตัดสินต้องเรียกเขามาเพื่อรับทราบว่าเขาจะโดนตัดคะแนน ซึ่งจุดนี้มันจะทำให้เขาเป็นผู้แพ้ง่ายขึ้น ... เขาเก็บอารมณ์ไม่ไหวแล้วในตอนนี้ แม็คเอนโร พุ่งเข้าหากรรมการและเริ่มสบถด้วยถ้อยคำที่เจ็บจี๊ดถึงใจชนิดที่ว่านักกีฬาระดับโลกไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ออกอากาศไปทั่วโลกแบบนี้
"ช่างหัวมึงสิ ไอ้แม่บัดซบ" แม็คเอนโร ตะโกนคำนี้ดังลั่นสนามท่ามกลางคนดูกว่า 15,000 คน หนนี้เป็นเรื่องใหญ่ ฝ่ายควบคุมการแข่งขันต้องเข้ามาห้ามทัพก่อนจะมีการปรึกษากับกรรมการสักพัก และมีการประกาศผ่านลำโพงในสนามว่า "Default Mr. McEnroe. Game, set, match." ซึ่งความหมายก็คือ แม็คเอนโร โดนปรับแพ้ในเกมนี้และถูกเชิญให้ออกจากการแข่งขัน เนื่องจากความไม่มีน้ำใจนักกีฬาและพ่วงด้วยการใช้ความรุนแรงผิดกฎการแข่งขัน
"ผมพลาดช็อตที่ผมควรจะทำได้ แล้วผมก็เขวี้ยงแร็กเก็ตลงพื้น ผมไม่ได้ขว้างใส่ใคร ไม่ว่าจะกรรมการหรือบอลบอย ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้นแหละ นักเทนนิสหลายคนก็เคยเขวี้ยงแร็กเก็ตลงพื้น แต่ผมกลับเป็นคนที่โดนลงโทษหนักกว่าใคร นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในเวลานั้น"
"ผมโดนไล่ออกจากการแข่งขัน ในความทรงจำที่ผมจำได้ตอนนั้นคือ ตอนนั้นอุณหภูมิอากาศตั้งเกือบ 40 องศา ร้อนตับแตกขนาดนี้พวกเขาน่าจะลด ๆ หย่อน ๆ ให้ผมบ้าง"

Photo : tennislegend
นั่นคือสิ่งที่เขาคิด แต่ในความเป็นจริงคือเขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่โดนไล่ออกจากการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น และเป็นคนแรกต่อจาก วิลลี่ อัลบาเรซ ที่ถูกไล่ออกจากรายการระดับแกรนด์สแลม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในศึก เฟรนช์ โอเพ่น ปี 1963
ช็อตหัวร้อนจนถูกไล่ออกจากการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นไฮไลท์สุดท้ายในอาชีพนักเทนนิสของ แม็คเอนโร เลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้นเขาก็แขวนแร็กเก็ตในประเภทเดี่ยวไปในปี 1992 โดยที่ไม่ได้แชมป์แกรนด์สแลมใดมาครองได้อีกเลย
สิ่งทีเกิดขึ้นกับ แม็คเอนโร ในอาชีพนักเทนนิส เขาเพิ่งมาหาคำตอบเจอเอาในวัย 60 ปี เขามองย้อนกลับไปและมองว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่เขากำลังหลงทาง มันเหมือนคนที่กำลังลอยขึ้นไปสูงสุดแต่ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ วิธีคิดของเขาเปลี่ยนไป การใช้ชีวิตนอกสนามเปลี่ยนไป และมั่นนำไปสู่ขาลง นั่นคือสัจธรรมที่ แม็คเอนโร สรุปเอาไว้ในการให้สัมภาษณ์ของเขา

"ช่วงขาลงถือเป็นช่วงที่ผมเผชิญกับอะไรหลายอย่าง ผมหย่าร้างกับภรรยาคนแรกของผมและเรามีลูกด้วยกัน 3 คน ตอนนั้นมันก็หนักหนาเกินกว่าจะไปคิดเรื่องอื่นแล้ว ผมเองก็กังวลกับเรื่องครอบครัวเป็นอันดับแรก โดยไม่รู้เลยว่าอาชีพของผมกำลังเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าที่ตัวเองคาดไว้"
"ผมยอมรับว่ามันเป็นช่วงเวลาที่หลงทาง แต่ผมก็เปิดกว้างเพื่อค้นพบตัวเองอีกครั้ง ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณอายุ 26 ปี และคว้าทุกอย่างที่คุณต้องการมาได้แล้ว ... นั่นแหละคือความเปลี่ยนแปลงในอาชีพของผม" แม็คเอนโร กล่าวทิ้งท้าย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
