"ทาริโบ เวสต์" : แข้งไนจีเรียที่มีทรงผมเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยสีสัน

"ทาริโบ เวสต์" : แข้งไนจีเรียที่มีทรงผมเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยสีสัน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ในยุคสมัยที่เกมฟุตบอลอย่าง วินนิ่ง อีเลฟเวน ยังไม่ได้มีกราฟฟิคสมจริงอย่างปัจจุบัน "ทรงผม" ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเตะโนเนมกลายเป็นที่รู้จัก แน่นอนว่า ทาริโบ เวสต์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เขามาด้วยทรงผมถักเปียที่ย้อมด้วยสีเขียว สีเดียวชุดแข่งของทีมชาติไนจีเรีย บวกกับค่าพลังที่อยู่ในระดับดี ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำตั้งแต่แวบแรกที่เห็น และกลายเป็นหนึ่งในกองหลังในตำนานของเกมซีรีย์นี้

อย่างไรก็ดี ในโลกความจริง ชีวิตเขามีอะไรมากกว่าแค่ทรงผม และนี่คือเรื่องราวสุดผกผันของกองหลังหัวเขียวที่เต็มไปด้วยสีสัน

เติบโตจากแก๊งอันธพาล 

แม้ว่าจะเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง แต่ชีวิตของเวสต์ อาจจะไม่ได้เดินมาถึงจุดนี้ หากความตายไม่พรากชีวิตเพื่อนของเขาไปตั้งแต่สมัยวัยรุ่น 

เขาเกิดที่เมืองพอร์ท ฮาร์คอร์ท ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ และชีวิตของเขาก็ไม่ต่างจากคนไนจีเรียทั่วไป ซึ่งต่างมุ่งหน้าสู่เมืองเศรษฐกิจของประเทศที่ชื่อว่า ลากอส เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า 

แต่มันเป็นเพียงแค่ความฝันที่สวยหรู เพราะความเป็นจริงเขาทำได้เพียงแค่จมปลักอยู่ที่เขตโชโมลู ชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ทั้งจี้ปล้น ฉกชิงวิ่งราว หรือแม้กระทั่งฆาตกรรม แต่ที่น่าเศร้าคือเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 

1

"ตอนนั้นมีแก๊งท้องถิ่นที่ชื่อว่า แอเรีย บอยส์ คุณต้องเข้าร่วมหรือไม่ก็ต้องสู้กับพวกเขา ผมคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าเป็นเพื่อนมากกว่าศัตรู" เวสต์ย้อนความหลังกับ The Guardian 

"หน้าที่ของเราแต่ละวันคือลักขโมย ทะเลาะวิวาท ยาเสพติด เราปล้นคนบนถนนโดยไม่ได้คิดอะไรเลย" 

ทำให้รายได้ในแต่ละวันของเวสต์จึงมาจากการทำเรื่องผิดกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มมีชื่อเสียงจากฝีเท้าในการเล่นฟุตบอลข้างถนนในขณะที่อยู่แก๊งไปด้วย  

แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนสนิทของเวสต์ในแก๊งไปขโมยเงินมาเป็นถุง แต่ระหว่างทางเจอดันแก๊งคู่อริที่เข้ามาขอส่วนแบ่ง อย่างไรก็ดี เพื่อนของเขาปฏิเสธ จึงถูกแทงเข้าไปอย่างจัง ก่อนที่เขาจะเสียเลือดจนเสียชีวิตอยู่ข้างถนน

เมื่อเพื่อนสนิทตายไป เวสต์ก็ไม่เหลือคนคุ้มครอง เขาไม่เหลืออำนาจที่จะคอยแบ็คอัพเขาในแก๊งอาชญากรรม ทำให้เขาตัดสินใจย้ายกลับไปหาแม่ที่เมืองพอร์ท ฮาร์คอร์ท บ้านเกิด และเริ่มเล่นฟุตบอลจริงจังมาตั้งแต่ตอนนั้น 

และฟุตบอล ก็เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

กองหลังมากโปรไฟล์

ฟุตบอลถือเป็นกีฬายอดนิยมของไนจีเรีย เช่นกันสำหรับเวสต์ เขาชื่นชอบในเกมลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่มันจะทำให้เขาได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพ หลังได้เป็นนักเตะของ โอบันตา ยูไนเต็ด ด้วยวัยเพียง 15 ปี 

เขาเล่นให้กับหลายสโมสรในบ้านเกิดอยู่ 4 ปี จนกระทั่งในปี 1993 โอกาสของเขาก็มาถึง เมื่อได้เข้ามาทดสอบฝีเท้ากับ โอแซร์ ทีมดังแห่งลีกฝรั่งเศส ก่อนจะได้เซ็นสัญญาในที่สุด 

2

แม้ว่าฤดูกาลแรก เขาจะได้ลงเล่นไปเพียงแค่นัดเดียว แต่หนึ่งปีหลังจากนั้น เขาก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น และได้ลงเล่นไปถึง 23 นัดในฤดูกาล 1994-1995 แถมยังมีส่วนสำคัญช่วยให้โอแซร์คว้าอันดับ 4 ในลีก โดยเสียไปเพียง 34 ประตู น้อยที่สุดในลีกเท่ากับน็องต์ทีมแชมป์

แต่มันเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น เมื่อในปี 1996 ที่ต้องเรียกว่าปีทองของเวสต์ เพราะนอกจากเขาจะช่วยให้โอแซร์คว้าดับเบิลแชมป์ของฝรั่งเศส (แชมป์ลีกและฟุตบอลถ้วย) เขายังได้ลงสนามครบทุกนาทีให้กับทีมชาติไนจีเรียชุดคว้าเหรียญทองโอลิมปิกชนิดหักปากกาเซียน 

และดูเหมือนว่าชีวิตของเขากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อฤดูกาลต่อมา เขายังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในเกมลีก และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และช่วยให้โอแซร์ทะลุเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย 

ก่อนที่มันจะทำให้ชื่อเสียงของเขาเริ่มโด่งดังไปทั่วยุโรป เขากลายเป็นแข้งเนื้อหอมที่ได้รับความสนใจทีมดัง ทั้ง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายกลายเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่ได้ตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ ในปี 1997

"วันหนึ่งผมไปหาโค้ชหลังซ้อม และผมก็ได้เจอผู้จัดการ เขาบอกผมว่ามีสโมสร 5 ทีมกำลังสนใจผม บนโต๊ะผมเห็น อาร์เซน่อล, ยูเวนตุส, กลาสโกว์ เรนเจอร์ส, เซบียา และ อินเตอร์ มิลาน" เวสต์กล่าวกับ Footballers Connect 

"เขาเริ่มโทรหาอีกฝ่าย และอินเตอร์ก็กลายเป็นจุดหมายปลายทาง" 

กองหลังชาวไนจีเรียใช้เวลาไม่นาน ก็ก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงของอินเตอร์อย่างรวดเร็ว เขาประเดิมฤดูกาลแรกได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการช่วยให้อินเตอร์คว้ารองแชมป์ลีก ตามมาด้วยแชมป์ยูฟ่า คัพ แม้ว่าเขาจะถูกไล่ออกในนัดชิงในสนาม 

3

หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปค้าแข้งกับหลายทีมทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เอซี มิลาน คู่แข่งร่วมเมือง, ดาร์บี เคาน์ตี, ไกเซอร์สเลาเทิร์น ไปจนถึงทีมในตะวันออกกลางอย่าง อัล อารบี (กาตาร์), และ เปย์คาน (อิหร่าน) ก่อนจะแขวนสตั๊ด ด้วยวัย 34 ปีในปี 2008 

ในขณะที่ในนามทีมชาติ เขาก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฟุตบอลโลกครั้งแรกในชีวิต หลังช่วยให้ทีมชาติไนจีเรียทะลุเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ที่ฝรั่งเศส ก่อนจะมีชื่อเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลลุยญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ในปี 2002 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำกลับไม่ใช่เรื่องราวในสนาม

นักเตะจอมสีสัน 

เป็นความจริงว่า เวสต์มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมกับโอแซร์และอินเตอร์ แถมยังช่วยให้ดาร์บี รอดพ้นจากการตกชั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักกลับเป็นตัวตนของเขา 

เขาคือนักเตะที่มีทรงผมเป็นเอกลักษณ์ เวสต์มักปรากฎกายด้วยทรงผมเปียที่ถูกย้อมไปด้วยสีเขียว ซึ่งเป็นสีเดียวกับสีธงชาติ ที่ทำให้ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกวิจารณ์จากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของไนจีเรียตอนลงเล่นในฟุตบอลโลก 1998 

4

"เยาวชนของเราเลียนแบบนักฟุตบอลของเรา แต่ดูเหมือนนักเตะจะลืมว่าผมเปียนั้น เป็นการน้อมรับความรู้สึกของการรักร่วมเพศให้มีอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา" โอคุมบา รันเชวี รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของไนจีเรียในตอนนั้นกล่าว

"เราไม่ต้องการสิ่งนั้นอย่างแน่นอน" 

แต่เวสต์ก็ไม่สน แถมทรงผมทรงนี้ยังทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในฟุตบอลโลกที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ทำให้บางคนจดจำเขาได้จากเกมวินนิ่ง อีเลฟเวน ที่จำลองทรงหัวเขียวของเขามาไว้ในเกม 

นอกจากนี้ เขายังเป็นคนกล้าพูดกล้าทำ และมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก เขาเคยออกมาพูดว่าเขาดีกว่า เปาโล มัลดินี กองหลังระดับตำนานของอิตาลี แม้ว่าสุดท้ายเขาจะได้รับโอกาสลงเล่นในสีเสื้อของปีศาจแดงดำไปเพียงแค่ 4 เกมก็ตาม 

5

"ปี 2000 ผมไปเล่นแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ กับไนจีเรีย และตอนที่ผมกลับมา มัลดินีกำลังบาดเจ็บอยู่" เวสต์ อธิบายกับ Supersport

"ผมได้เล่นในตำแหน่งของเขา แต่ผมพูดได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีใครทำให้มัลดินีหลุดจากตำแหน่งได้ เพราะเขาคือเจ้าของของสโมสร ไม่มีใครแย่งตำแหน่งมัลดินีได้"

"ผมช็อคมาก ตอนนั้นพวกเขาพูดจากใส่ร้ายผม เพราะว่าพวกเขาอยากให้ผมออกไป ในช่วง 4 เกมที่ผมเล่น ผมคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในสนาม แต่ผมก็ไม่ได้ต่อสัญญา" 

นอกจากนี้ เขายังอ้างว่า สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเก็บข้าวของย้ายออกจากมิลานในปี 2001 ทั้งที่เพิ่งมาอยู่กับทีมได้เพียงแค่ปีเดียว เป็นเพราะถูกบีบจากมาเฟียอิตาลี และเกือบจะได้ย้ายไปอยู่กับลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายก็ลงเอยกับดาร์บี

"พวกมาเฟียทำทุกอย่างจากอำนาจของเขาเพื่อทำให้ผมต้องออกจากมิลาน" เวสต์กล่าวกับ Score Nigeria

"พวกเขาปั่นเรื่องกับสื่อว่าผมเจ็บ เพื่อพยายามทำให้ผมออกจากมิลานให้ได้" 

"หมอก็รับสินบนและบอกว่าผมเจ็บ มันคือคำโกหก พวกเขาทำเพราะว่าพวกเขารู้สึกคิดไม่ถึงว่านักเตะแอฟริกันจะเข้ามาแย่งตำแหน่งของสามกองหลังตัวเก๋าของทีม"

"ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอเข้ามา แต่ในวันสุดท้าย ผมต้องไปอยู่ดาร์บี เคาท์ตี้"

6

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักมากที่สุดกลับเป็นข้อกล่าวหาว่าเขาโกงอายุ เมื่อในปี 2010 มีรายงานว่า เวสต์ และนักเตะทีมชาติไนจีเรียอย่าง เจย์ เจย์ โอโคชา, เอ็นวานโก คานู และ โอบาเฟมี มาร์ตินส์ มีอายุที่แก่กว่าที่เขาอ้าง 
ก่อนที่ ซาร์โก เซเซวิช อดีตประธานปาร์ติซาน เบลเกรด อดีตสโมสรของเวสต์ในเซอร์เบีย จะมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงในเคสของอดีตลูกทีมของเขา 

"ตอนที่เขามาอยู่กับเราเขาบอกว่าเขาอายุ 28 แต่เรามารู้ทีหลังว่าเขาอายุ 40 แต่เขาก็ยังเล่นได้ดี ผมจึงไม่เสียใจที่มีเขาอยู่ในทีม" เซเซวิชกล่าวกับ Vecernje Novosti หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 

แน่นอนว่า เขาออกมาตอบโต้เรื่องนี้อย่างทันควันว่า "ข้อมูลส่วนตัวของผมอยู่ที่สโมสรโอบันตา และลีกอาชีพตั้งแต่ปี 1990 ผมใช้อายุที่แท้จริงมาตลอด" แต่หลายคนก็เชื่อในคำบอกเล่าของอดีตประธานของเขามากกว่า 

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงแค่ด้านหนึ่งในชีวิตของเขาเท่านั้น

ผู้ศรัทธาในพระเจ้า  

หลังเลิกเล่นในปี 2008 เวสต์ยังคงวนเวียนอยู่ในวงการฟุตบอลในระยะสั้นๆ เขาก่อตั้งโครงการ Future Stars Football Talent Hunt with Taribo West ในปี 2010 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการฟุตบอลไนจีเรีย

และนั่นน่าจะเป็นกิจกรรมท้ายๆในฐานะอดีตนักฟุตบอล เมื่อหลังจากนั้นในปี 2014 เขาตัดสินใจเบนเข็มสู่เส้นทางศาสนา ด้วยการเป็นบาทหลวงเต็มตัว 

7

มันอาจจะดูคนละขั้วสำหรับอดีตนักฟุตบอลที่ส่วนใหญ่มักเป็นโค้ชหลังเลิกเล่น แต่สำหรับเวสต์ เขาสนใจในเส้นทางนี้มาตั้งแต่สมัยค้าแข้งในดินแดนรองเท้าบู๊ต และเคยถึงขนาดขอร้อง จิม สมิธ กุนซือดาร์บี ให้เขาหยุดในวันอาทิตย์เพื่อไปทำธุระที่อิตาลี 

"ผมไปมิลานเพื่อเป็นบาทหลวงอาชีพ มันจึงไม่มีทางที่ผมจะเป็นโค้ช" เวสต์บอกกับ The Guardian ไว้ตั้งแต่ปี 2002 

อันที่จริงก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้สนใจในเรื่องนี้มากนัก จริงอยู่ที่เขาเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ และมักพบเครื่องราง หรือของนำโชคตอนลงเล่นอยู่เสมอ แต่การมาเยี่ยมของ แพเทียน อิเคเมฟูนา น้องสาวที่มาหาเขาถึงอิตาลีในสมัยที่ยังเป็นนักเตะ ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา 

"ผมเปิดประตู และก่อนที่ผมจะพูดว่าผมดีใจที่เจอเธอ เธอพูดว่า 'นายต้องแข็งแกร่งที่อาศัยอยู่ในบ้านแบบนี้ได้' เธอบอกผมว่าบ้านมีบรรยากาศที่ไม่ดี และขอร้องให้ผมทำพิธีที่ผมเคยทำ"

"ถ้าเธอไม่ใช่น้องสาวผม ผมคงไล่เธอออกจากบ้านไปแล้ว ผมเชื่อเรื่องโชคลาง เหมือนกับนักฟุตบอลส่วนใหญ่ ทุกเกมผมจะเอาเทียนไขและถือหินศักดิ์สิทธิ์ที่เพื่อนเอามาจากอิสราเอล น้องสาวของผมบอกว่าเธอรู้สึกว่ามีพลังงานลึกลับและเห็นหมาสองตัว ตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาว กำลังสู้กันอยู่ในบ้านของผม" 

แพเทียน บอกให้ เวสต์ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่วันนี้ และจากคำบอกเล่าของเวสต์ เขาบอกว่าในตอนนั้นเหตุการณ์มันเริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นชักเปิด-ปิดเอง

8

"ผมคิดว่ามันเป็นเพราะลม แต่ทันทีที่ความคิดนี้อยู่ในหัวประตูทุกบานก็ปิดพร้อมกันเสียงดังลั่น มันเหมือนกับจะมีอะไรบางอย่างในหนังเลวๆ แต่ผมรู้ว่ามันคือความจริง ผมเคยมีประสบการณ์ความรู้สึกอบอุ่นภายใน และน้องสาวก็พูดกับผมว่า ทาริโบ นายจะต้องเป็นบาทหลวงเหมือนกัน" 

และมันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เวสต์เข้าสู่วงการศาสนา เขาเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งโบสถ์แห่งแรกขึ้นมาในบ้านของตนเองที่อิตาลี และพยายามช่วยเหลือคนยากไร้ ทั้งคนผิวดำ และคนต่างชาติ 

"ทาริโบใจกว้างมาก เขามีเงินมากมายและช่วยเหลือสมาชิกที่ต้องการช่วยเหลือ มันไม่ใช่แค่การช่วยคนที่สีผิวเหมือนกัน เร็วๆนี้เขาเพิ่งช่วยคนโรมาเนียด้วย" นิโคลส์ เด็กหนุ่มชาวไนจีเรียที่อยู่ในมิลานกล่าวกับ The Guardian เมื่อปี 2002

ความใจบุญของเขาทำให้เขาได้รับฉายาว่า "บาทหลวง" จากเพื่อนร่วมทีมชาติไนจีเรีย เนื่องจากเขามักจะช่วยเหลือคนไร้บ้านตามท้องถนนอยู่เสมอ โดยใช้ค่าเหนื่อยที่ได้มาจากการเล่นฟุตบอล 

9

"ทุกอย่างที่ผมได้รับมาจากการเล่นฟุตบอล ผมบริจาคให้กับกองทุนของผมที่คอยช่วยเหลือคนไร้บ้าน" เวสต์อธิบายกับ The Guardian   

ก่อนที่มันจะทำให้เขากลายเป็นบาทหลวงอาชีพเต็มตัวหลังแขวนสตั๊ด ด้วยการก่อตั้งโบสถ์ที่ชื่อว่า Shelter in The Storm Miracle Ministries of All Nations ที่เมืองลากอส ในปี 2014

โบสถ์ของเวสต์ยังคงมีจุดประสงค์เหมือนเดิมเช่นเดียวกับสมัยที่เขาเป็นนักเตะ คือช่วยเหลือผู้ยากไร้ และเผยแพร่คำสอนของพระเยซูให้กับผู้คนในชุมชนแออัด ซึ่งมีอยู่มากมายในเมืองหลวงของไนจีเรีย 

และมันคือสิ่งที่ชายคนนี้พยายามทำมาโดยตลอด แม้ว่าผู้คนอาจจะไม่ได้จดจำเขาในมุมนี้ก็ตาม 

"คำสอนของพระเยซูนี้สำหรับคนยากไร้ คนร่ำรวย และคนมีเกียรติ มันคือส่วนหนึ่งของของขวัญที่พระเจ้ามอบให้ผมเพื่อรอดพ้นจากการถูกกดขี่" เวสต์กล่าวกับ Vice   

"มันเป็นเรื่องดีถ้าคุณสามารถหลุดพ้นจากการถูกบับบังคับ ด้วยการเทศน์พวกเขาและพยายามตอบสนองความต้องการของเขาผ่านการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระเจ้าที่ใช้ผมถ่ายทอดคำสอนให้แก่คนเหล่านี้"