การมาถึงบาร์เซโลน่าของ "ซัวเรซ" ที่ทำให้ "เมสซี่" รู้จักคำว่าเพื่อนแท้.. อีกครั้ง

การมาถึงบาร์เซโลน่าของ "ซัวเรซ" ที่ทำให้ "เมสซี่" รู้จักคำว่าเพื่อนแท้.. อีกครั้ง
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"ยิ่งสูงยิ่งหนาว" คือการเปรียบเทียบของคนๆ หนึ่งที่ไปยังจุดที่อยู่สูงมากๆ และเป็นจุดที่ใครหลายคนยากจะเอื้อมถึง ... ซึ่งบนความสูงนั้นนอกจากจะนำมาสู่ความยิ่งใหญ่แล้วมันยังนำมาซึ่งความโดดเดี่ยวด้วย

ลิโอเนล เมสซี่ คือนักเตะที่เป็นเหมือนพระเจ้าของแฟนบอล บาร์เซโลน่า และเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกที่ใครก็ต้องยอมรับ และความยิ่งใหญ่นี้ทำให้เขา "แอบโดดเดี่ยว" และไม่ได้เปิดใจคบใครในฐานะเพื่อนซี้เลย

จนกระทั่งการมาของ หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกที่ป่วน ลิเวอร์พูลและสร้างเรื่องวุ่นวายก่อนย้ายมาสารพัด กลับทำให้ เมสซี่ นั้นเปลี่ยนไปและได้เจอสิ่งที่ตามหาอย่างไม่น่าเชื่อ ...

ซัวเรซ ทำให้ เมสซี่ เปิดใจรับเขาในฐานะเพื่อนซี้ได้อย่างไร  ติดตามได้ที่นี่

บาร์เซโลน่า...บ้านของแข้งละติน

"เชื่อผมสิ บาร์เซโลน่า คือฝันของนักเตะอเมริกาใต้ทุกคน ผมมีประสบการณ์กับเรื่องแบบนี้มาแล้วไม่ว่าจะในฐานะนักเตะหรือแฟนบอล" สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัยแขวนสตั๊ด เคยพูดไว้ในวันที่ ลิเวอร์พูล กำลังจะเสีย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ให้กับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2017 


Photo : au.eurosport.com

เจอร์ราร์ด ผ่านประสบการณ์ค้าแข้งมานาน เขาเคยเป็นทั้งคู่แข่งและเพื่อนร่วมทีมกับนักเตะอเมริกาใต้มาหลากหลายคน และคนที่ทำให้เขาสัมผัสถึงความเชื่อที่ว่า "นักเตะอเมริกาใต้เกิดมาเพื่อเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า" คืออดีตเพื่อนร่วมทีมที่ เจอร์ราร์ด ยกย่องว่าเก่งที่สุดคนหนึ่งนั่นก็คือ หลุยส์ ซัวเรซ 

ซัวเรซ เปล่งประกายที่ ลิเวอร์พูล ในช่วงฤดูกาล 2013-14 ที่พวกเขาเกือบจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เรียกได้ว่าในทีมหงส์แดงชุดนั้น ซัวเรซ แบกแนวรุกเอาไว้เป็นหลักจนได้รับคำชมไปทั่วทุกสารทิศ ลิเวอร์พูล พยายามจะรั้งเขาไว้ทุกทางแต่สุดท้าย ซัวเรซ ก็เลือกที่จะย้ายทีมไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ซึ่งนั่นทำให้เจอร์ราร์ด เข้าใจถึงเหตุผล มันไม่ใช่เรื่องของฟุตบอลอย่างเดียว แต่มันที่นั่นคือสวรรค์ของนักเตะอเมริกาใต้ นักเตะเหล่านั้นมีวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตที่แทบไม่ต้องปรับตัวมากมายนักหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป

3 สิ่งที่สำคัญมากและเป็นปัจจัยทำให้ บาร์เซโลน่า เป็นเหมือนบ้านของนักเตะละตินคือ

หนึ่ง. .. ที่นี่ไม่มีกำแพงภาษาซึ่งทำให้ง่ายสำหรับการปรับตัว เนื่องจากประเทศในอเมริกาใต้เกือบทั้งหมดต่างพูดภาษาสเปน แม้จะมีบราซิลที่ใช้ภาษาโปรตุเกส แต่ก็พอที่จะสื่อสารระหว่างกันให้เข้าใจได้

สอง ... ที่นี่มีสไตล์การเล่นที่คล้ายกับฟุตบอลแบบละติน ทิม วิคเกอรี นักเขียนของ BBC อธิบายถึงบอลสไตล์แบบ อเมริกาใต้ให้เห็นภาพว่า "มีความสามารถพิเศษในการควบคุมลูกฟุตบอล ชอบเล่นฟุตบอลด้วยความสวยงามและหลากหลาย มีไหวพริบ และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ" 

และ สาม ... มีตัวอย่างที่ดีๆ ให้เห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว นักเตะละตินมักจะไปได้ดีกับ บาร์เซโลน่า และได้รับการยอมรับในวงกว้างรวมถึงเป็นที่รักของแฟนบอล อาทิ โรมาริโอ, โรนัลโด้, ริวัลโด้, โรนัลดินโญ่ และ ลิโอเนล เมสซี่ 


Photo : www.forbes.com

อย่างไรก็ตามนั่นคือในแง่ของภาพรวม เป็นการเก็บสถิติ หรือวิเคราะห์จากเชื้อชาติ ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลจากคนกลุ่มใหญ่ ทว่ามนุษย์เรานั้นไม่มีใครที่เกิดมาและมีทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะ ดังนั้นนักเตะอเมริกาใต้บางคนก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จที่ บาร์เซโลน่า เสมอไป ตัวของ ซัวเรซ เองก็เช่นกัน เขาย้ายมาอยู่ทีมในเดือนสิงหาคมปี 2014 และต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าทฤษฎี ละติน = บาร์เซโลน่า นั้นจริงแท้อยู่หรือไม่? โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่าทุกวันนี้มันไม่ได้ง่ายแบบอดีต นับตั้งแต่วันที่ บาร์ซ่า มีนักเตะที่ชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี่ เป็นศูนย์กลางของทีม

เผชิญหน้าขาใหญ่ 

"ผมมีความสุขมาก รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับมาเป็นนักฟุตบอลอีกครั้งและได้อยู่กับเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ... ผมรอที่จะเริ่มต้นไม่ไหว เพราะก่อนหน้านี้มีหลายเรื่องทำให้ผมไม่สบายใจและผมได้ชำระล้างมันแล้ว ผมขอโทษไปแล้ว จากนี้ไปคืออนาคตเท่านั้น บาร์เซโลน่า คือสโมสรที่ผมอยากจะรับใช้" ซัวเรซ กล่าวหลังจากการซ้อมมื้อแรกในฐานะนักเตะของ บาร์เซโลน่า


Photo : www.fcbarcelona.com

ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ยอดเยี่ยม แต่ที่ บาร์เซโลน่า นั้นมีเรื่องเล่าที่อันตรายสำหรับนักเตะแนวรุกที่ย้ายเข้ามาร่วมทีมข้อหนึ่ง เรื่องมันว่าด้วยการที่ผู้มาใหม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับขาใหญ่ประจำทีมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ นักเตะที่ดีที่สุดในโลกและตำนานหมายเลข 1 ของสโมสรที่ยังค้าแข้งอยู่ ซึ่งถ้าหากผู้มาใหม่ไม่ได้มีเคมีที่เข้ากับเมสซี่ ทั้งในและนอกสนามเขาคนนั้นก็ยากที่จะได้เฉิดฉาย ... ยกตัวอย่างเช่น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช 

"ทำไม บาร์ซ่า ถึงไม่เวิร์คสำหรับ ซลาตัน น่ะเหรอ? แน่นอนว่าเขาคืออสูร, เครื่องจักร แต่เมื่อเทียบกับอีกคน (เมสซี่) ก็ทำให้เขากลายเป็นตัวกระจ๊อกไปเลย ... อิบราฮิโมวิช นั้นไม่ยืดหยุ่นมากพอ และ เมสซี่ ก็ต้องการพื้นที่เสียด้วยเมื่อมันทับซ้อนกันมากเกินไปก็เลยเกิดแรงเสียดทานขึ้น" มาร์ค อิงลา อดีตผู้อำนวยการสโมสร บาร์เซโลนา ได้เผยถึงสาเหตุที่ ซลาตันย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า อย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่แค่ ซลาตัน เท่านั้น ยังมีการลือไปยกใหญ่ว่าที่จริงแล้ว เนย์มาร์ อดีตแข้ง บาร์เซโลน่า ก็เป็นนักเตะอีกคนที่ เมสซี่ ไม่ชอบเพราะมีอีโก้สูงเกินไป รวมถึง หลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือ บาร์ซ่า ที่พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปและแชมป์อื่นๆ รวม 9 แชมป์ในปี 2014-2017 ก็ด้วยเช่นกัน ในส่วนของ เอ็นริเก้ นั้นมีข่าวว่า เมสซี่ ไม่คุยด้วยเพราะมีเรื่องผิดใจกันที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ซึ่งในเรื่องนี้ เอ็นริเก้ ก็ออกมายอมรับในภายหลังว่า "เกิดขึ้นจริง"


Photo : www.minutouno.com

"มันมีช่วงเวลาที่ตึงเครียดระหว่างเรา ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข" เอ็นริเก้ เผยผ่าน Catalunya Radio 

"นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ หรือ อยากให้เกิดก่อน แต่เราจำเป็นต้องแก้ไขมันในเวลานั้น ส่วนตอนนี้ผมไม่สามารถพูดอะไรไม่ดีถึงเมสซีได้"  

ตัดกลับมาในวันที่ ซัวเรซ เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของ บาร์เซโลน่า เขาคิดถูก 1 ข้อนั่นคือการย้ายมาที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้านจริงๆ โดยเรื่องนี้เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายครั้ง ส่วนปัญหาที่ยังเป็นข้อซุบซิบที่บอกว่า "เมสซี่ใหญ่กว่าทีม" นั้น ซัวเรซ กำลังจะได้พิสูจน์มันในเร็วๆ นี้

นายไม่ใช่นักเตะที่เก่งที่สุดในโลก 

Diario Sport สำนักข่าวของ สเปน ตั้งข้อสงสัยไว้ว่า ซัวเรซ จะจัดการกับมิตรภาพและการร่วมทีมกับ เมสซี่ ได้อย่างไร เพราะด้วยบุคลิกแล้ว ซัวเรซ คือ 1 ในนักเตะที่ชอบสร้างปัญหา นั่นทำให้พวกเขานึกภาพไม่ออกว่าทั้งคู่จะมีความสัมพันธ์กันในแบบของเพื่อนซี้ได้ 


Photo : masralarabia.net

มีการขยายความต่ออีกว่าตัวของ เมสซี่ เองไม่ใช่คนที่พูดเยอะและออกจะเป็นคนขี้อาย รวมถึงมีกลุ่มเพื่อนสนิทที่ไม่ใช่นักฟุตบอลอยู่แล้วนั่นจึงทำให้เพื่อนร่วมทีมหลายคนยากที่จะเข้าไปถึงตัวตนของ เมสซี่ ได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามเมื่อทั้งสองคนได้เจอกัน มันคือความแตกต่างที่สุดขั้วแต่กลับลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ซัวเรซ เป็นคนที่เปิดเผยมากกว่าคนอื่นๆ เขาพยายามที่จะเข้าหา เมสซี่ และชวนพูดคุยซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก สุดท้ายนิสัยของคนเปิดเผยอย่าง ซัวเรซ ก็ทำให้คนขี้อายอย่าง เมสซี่ เริ่มรู้สึกว่าได้เจอกับคนที่มีเคมีเข้ากันได้มากที่สุด นับตั้งแต่นักเตะเพื่อนซี้ในวัยเด็กอย่าง เชส ฟาเบรกัส ย้ายออกจากทีมไป

ในการซ้อมก่อนฤดูกาลจะเริ่มทุกคนได้เห็นในสิ่งที่อยากจะเห็น เมสซี่ และ ซัวเรซ ลงซ้อมด้วยกันและเข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างดี ทั้งสองคน "ทันกัน" ในแง่ของมุมมองต่างๆ ในสนาม เมื่ออีกคนได้บอล อีกคนก็รู้ว่าจะวิ่งไปตรงไหน ... ทั้งคู่เข้าขากันได้เร็วเกินกว่าที่ใครหลายคนคิด ซึ่งเรื่องนี้ ซัวเรซ มีเฉลย

"พวกเราก็แค่คุยกันแทบทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องของเกมฟุตบอลอย่างเดียวเท่านั้น ผมกับเมสซี่มักจะคุยกันถึงอดีตที่ผ่านมาและอนาคตที่จะมาถึง เพราะเราไม่ใช่รู้จักกันแค่ในฐานะนักฟุตบอล แต่เราคือมนุษย์สองคนมากกว่า นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราสนิทกันจริงๆ" ซัวเรซ ให้สัมภาษณ์

เดิมทีการหาเพื่อนซี้จริงๆ สักคนเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนดังอย่าง เมสซี่ เพราะการถูกเรียกว่านักเตะที่สุดในโลกนำมาซึ่งการเข้าถึงที่ยากกว่านักเตะธรรมดาไปอีกขั้นหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็ในแง่ของคนที่อยากจะเข้าไปทำความรู้จักด้วย ... แต่ด้วยเหตุผลที่ ซัวเรซ กล่าวมาก็ทำให้เขาเปิดใจและรับ ซัวเรซ เข้ามาและปฎิบัติกันแบบเพื่อนด้วยความจริงใจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่พวกเขาได้ทักทายและทำความรู้จักกันแล้ว


Photo : www.express.co.uk

"ผู้คนมากมายมองเขาในฐานะ ลิโอเนล เมสซี่ นักเตะผู้ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับผม ผมไม่ได้มองเขาแบบที่ทุกคนมองเลย ผมคิดว่าเขาเป็นเพื่อน และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเราใช้เวลาด้วยกันเสมอ" ซัวเรซ กล่าวยืนยันอีกครั้ง

ทุกอย่างมันก็ง่ายๆ แบบนั้นเอง เมื่อไม่มีการเกร็งและเสแสร้งเข้าหากัน อะไรๆ ก็เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ บาร์เซโลน่า ในยุคที่มี เมสซี่ และ ซัวเรซ ประสานงานกัน ประสบความสำเร็จมากมายทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะในปีที่ยังมี เนย์มาร์ อยู่ด้วยและเป็น 3 ประสาน M(essi)S(uarez)N(eymar) พวกเขาคือนักเตะเกมรุกที่อันตรายที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยรู้จักเลยทีเดียว

เหตุผลที่ทำให้ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนซี้ 

สำหรับนักฟุตบอลแล้วต่อให้สนิทกันแค่ไหนสุดท้ายแล้วเมื่อแยกย้ายกลับบ้านพวกเขาก็มีหน้าที่ที่ต้องกลับไปดูแลครอบครัว โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวละตินนั้นครอบครัวมาเป็นอันดับแรก กิจกรรมของชาวละตินมักจะมีครอบครัวเป็นส่วนประกอบสำคัญนั้นมีมากมายอาทิ การกินอาหารมื้อค่ำ, กิจกรรมงานรื่นเริง เช่นงานสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ (Semana Santa) ช่วงก่อนเทศกาลอีสเตอร์ และงานที่เรียกว่า Cabalgata de los Reyes Magos ซึ่งเป็นการให้ของขวัญเด็กๆ ในวันที่ 5 มกราคม รวมไปถึงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามแบบฉบับนิกายโรมันคาทอลิก 


Photo : www.idntimes.com

ด้วยกิจกรรมด้านครอบครัวที่มากมายขนาดนี้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้นักฟุตบอลซี้กันจนขนาดว่านับกันเป็นพี่เป็นน้องได้ แต่สำหรับ ซัวเรซ และ เมสซี่ นั้นก้าวข้ามกำแพงเรื่องการแบ่งเวลาให้กับครอบครัวและเพื่อนได้อย่างเฉียบขาด เพราะว่าครอบครัวของพวกเขาทั้งคู่มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก จนสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ทั้งปี ไม่ว่าจะการไปดูฟุตบอล, ไปงานรื่นเริงปาร์ตี้ หรือแม้กระทั่งไปพักผ่อนช่วงปิดฤดูกาล 

"ครอบครัวของเราแบ่งปันเวลาที่ดีร่วมกัน ภรรยาของเราก็จัดว่าซี้กันมาก พวกเขาชอบหาเวลาไปเที่ยวกัน ดังนั้นครอบครัวของเราจึงมีกิจกรรมที่ด้วยการบ่อยๆ เช่นการมาดื่มกินกันที่บ้านของผมบ้างวันละ 2-3 ชั่วโมง" ซัวเรซ กล่าว 

นอกจากนี้ลูกๆ ของทั้งคู่ก็ยังอายุเท่ากัน และมักจะไปมาหาสู่ เล่นด้วยกันทุกวัน (บ้านอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน) ยิ่งทำให้พวกเขาทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันบ่อย จนเกินระดับที่จะเรียกว่าเพื่อนร่วมทีมไปเรียบร้อยแล้วในเวลานี้

"ผมกับ หลุยส์ ซัวเรซ เล่นด้วยกันมา 5 ปี เราลงแข่งร่วมกันในทุกๆ 3 วัน ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนการเล่นร่วมกับคนที่คุ้นเคยจนกลายเป็นการเล่นในแบบที่มองตาก็รู้ใจ ในแง่ของชีวิตลูกๆ ของเราก็อายุเท่ากันอีก ดังนั้นเราจึงได้เจอกันทุกวัน และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ" ลิโอเนล เมสซี่ กล่าวถึงเพื่อนซี้ที่สุดของเขา 


Photo : www.businessinsider.com

เพื่อชีวิต, มิตรภาพ, งาน และครอบครัว ถูกรวมรวมกันจนกลืนเป็นเนื้อเดียว จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ทั้งคู่พอใจกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ 

การย้ายทีมของ หลุยส์ ซัวเรซ เมื่อปี 2014 ทำให้เขาได้เจอกับหนึ่งในความสุขที่แท้จริง เขาพิสูจน์อะไรหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องสโมสรและเชื้อชาติแบบที่ใครเข้าใจ แต่เขาได้พิสูจน์ว่าการเข้าหาใครสักคนด้วยความรู้จากใจจริง มันมีโอกาสไม่น้อยที่ความสัมพันธ์นั้นจะถูกพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง และส่งผลแง่บวกให้กับทุกๆ ด้านของชีวิต