เด็ก "ไทย" โชว์สกิล สปีค "เกาหลี"-"ญี่ปุ่น" พาเที่ยว "ไทย" บนเวที "DPU"

เด็ก "ไทย" โชว์สกิล สปีค "เกาหลี"-"ญี่ปุ่น" พาเที่ยว "ไทย" บนเวที "DPU"

เด็ก "ไทย" โชว์สกิล สปีค "เกาหลี"-"ญี่ปุ่น" พาเที่ยว "ไทย" บนเวที "DPU"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ศิลปศาสตร์ DPU จัดแข่งขัน THAI VIBES K × J CHALLENGE เปิดเวทีเยาวชนทั่วประเทศโชว์ศักยภาพภาษาเกาหลี–ญี่ปุ่น ผ่านการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวไทย สู่ทักษะสื่อสารระดับสากล

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขัน “ARTS DPU : THAI VIBES K × J CHALLENGE” ภายใต้แนวคิด “Thai Tourism Presentation in Korean and Japanese” เปิดเวทีให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากทั่วประเทศแสดงศักยภาพด้านภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่น ผ่านการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวไทยเป็นภาษาต่างประเทศ มุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การค้นคว้าข้อมูล การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอต่อสาธารณชน พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนค้นพบความถนัดและต่อยอดทักษะภาษาสู่การศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต โดยจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวไทยเป็นภาษาญี่ปุ่น ภายใต้หัวข้อ “เที่ยวไทยให้ใจได้พัก” และการนำเสนอเป็นภาษาเกาหลี ภายใต้หัวข้อ “เปิดประสบการณ์ Street Food ไทย แบบ K-Creator” โดยเปิดรับผลงานจากนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศในรูปแบบวิดีโอความยาว 2–3 นาที ก่อนคัดเลือกทีมที่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 17 ทีม แบ่งเป็นประเภทภาษาญี่ปุ่น 8 ทีม และภาษาเกาหลี 9 ทีม โดยผู้เข้าแข่งขันต้องนำเสนอผลงานบนเวทีและตอบคำถามจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อแสดงความสามารถในการใช้ภาษา ความถูกต้องของข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า การแข่งขันดังกล่าวพัฒนาต่อยอดจากกิจกรรมส่งเสริมทักษะภาษาเกาหลีที่จัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงขยายรูปแบบการแข่งขันในปีนี้ให้ครอบคลุมทั้งภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรภาษาตะวันออกเพื่อธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ โดยกำหนดโจทย์ให้เยาวชนใช้ภาษาต่างประเทศนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวและเอกลักษณ์ของประเทศไทย เพื่อฝึกการถ่ายทอดข้อมูลให้ชาวต่างชาติเข้าใจและเกิดความสนใจในสถานที่ท่องเที่ยวไทย ผ่านการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบททางภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

“ปีที่ผ่านมาเราจัดการแข่งขันด้านภาษาเกาหลีและได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี ปีนี้จึงตั้งใจขยายเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในหลักสูตรภาษาตะวันออกเพื่อธุรกิจ โดยให้ผู้เข้าแข่งขันใช้ภาษาที่เรียนมานำเสนอเรื่องราวการท่องเที่ยวของไทย เพื่อให้ชาวต่างชาติรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวและเอกลักษณ์ของประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นเวทีให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้แสดงศักยภาพและนำความรู้ในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้จริง” ดร.วริศ กล่าว

คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวต่อว่า ทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต้องติดต่อกับคู่ค้าและผู้บริโภคต่างชาติ เนื่องจากการมีความรู้ด้านภาษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องสามารถถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า บริการ และอัตลักษณ์ของประเทศให้ผู้รับสารเข้าใจได้อย่างถูกต้องและน่าสนใจ การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นการจำลองสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนฝึกใช้ภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่นเพื่อสื่อสารเรื่องราวของประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปสู่ทักษะการทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การบริการ และธุรกิจระหว่างประเทศได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันยังได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมผลงาน ทั้งการรวมกลุ่มวางแผน การค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทย การเรียบเรียงเนื้อหาเป็นภาษาต่างประเทศ ตลอดจนการฝึกซ้อมและผลิตวิดีโอสำหรับส่งเข้ารอบคัดเลือก ขณะที่ผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจะได้พัฒนาทักษะเพิ่มเติมผ่านการนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการและการตอบคำถามเฉพาะหน้า ซึ่งต้องอาศัยทั้งความแม่นยำทางภาษา ความเข้าใจในเนื้อหา และไหวพริบในการสื่อสาร

ดร.วริศ กล่าวอีกว่า การแข่งขันครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานการประเมินผลงาน โดยเชิญคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน เพื่อให้การพิจารณาผลงานมีความน่าเชื่อถือและเป็นธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้รับข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ เพราะเยาวชนสามารถนำคำแนะนำไปปรับปรุงทักษะภาษาและการนำเสนอ รวมถึงใช้ประเมินความถนัดและความสนใจของตนเองก่อนตัดสินใจเลือกศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพในอนาคต

สำหรับแนวทางการพัฒนาโครงการในระยะต่อไป คณะศิลปศาสตร์มีแผนสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะภาษาต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบและโจทย์การแข่งขันให้มีความหลากหลายมากขึ้นในแต่ละปี จากการแข่งขันสุนทรพจน์ในปีที่ผ่านมา สู่การแข่งขันนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวไทยในปีนี้ และอาจพัฒนาเป็นกิจกรรมหรือนิทรรศการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ใช้ทักษะภาษาในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถอย่างรอบด้าน ไม่จำกัดเฉพาะการพูดหรือการนำเสนอประเภทใดประเภทหนึ่ง

            อาจารย์ปองพนธ์ สวนศรี หัวหน้าหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาตะวันออกเพื่อธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า การแข่งขัน “ARTS DPU : THAI VIBES K × J CHALLENGE” มุ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้พัฒนาทักษะภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่นผ่านการแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) ในรูปแบบการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวไทย โดยจำลองบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านการท่องเที่ยว ถ่ายทอดเรื่องราวและชักชวนชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมรับชมวิดีโอจากผู้สร้างเนื้อหาหรืออินฟลูเอนเซอร์ ก่อนตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยว นับเป็นการนำรูปแบบการสื่อสารที่ใกล้ตัวเยาวชนมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอย่างสร้างสรรค์

สำหรับการกำหนดหัวข้อการแข่งขันทั้ง 2 ภาษา ได้คำนึงถึงความแตกต่างด้านความสนใจและพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศ โดยประเภทภาษาญี่ปุ่นกำหนดหัวข้อ “เที่ยวไทยให้ใจได้พัก” เน้นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและผ่อนคลาย อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การนวด และการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ขณะที่ประเภทภาษาเกาหลีใช้หัวข้อ “เปิดประสบการณ์ Street Food ไทย แบบ K-Creator” เน้นการนำเสนอเสน่ห์ของอาหารริมทาง ตลาดกลางคืน และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่มีสีสัน เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้ฝึกเลือกเนื้อหาและใช้ภาษาให้เหมาะสมกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมผ่านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์

อาจารย์ปองพนธ์ กล่าวต่อว่า การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกำหนดให้แต่ละทีมแสดงบทบาทสมมติและนำเสนอผลงานบนเวทีประมาณ 7 นาที พร้อมตอบคำถามจากคณะกรรมการ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน 5 ด้าน ได้แก่ ความถูกต้องในการใช้ภาษา การออกเสียงและความต่อเนื่องของการนำเสนอ ความน่าสนใจของเนื้อหา การใช้สื่อประกอบและบุคลิกภาพ รวมถึงความสามารถในการตอบคำถาม ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งประเมินทั้งความรู้ทางภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสารในสถานการณ์จริง โดยการแข่งขันทั้ง 2 ประเภทมีรางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัลชมเชยประเภทละ 2 รางวัล รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล

 “สิ่งที่ประทับใจคือความตั้งใจของนักเรียนทุกโรงเรียน แต่ละทีมมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทั้งการแต่งกาย การจัดทำสื่อประกอบ และความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ แม้บางทีมอาจมีความตื่นเต้นจนลืมบทพูดไปบ้าง แต่ก็เห็นถึงความทุ่มเทอย่างชัดเจน ส่วนทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศมีความโดดเด่นครบทุกด้าน โดยเฉพาะทีมภาษาญี่ปุ่นที่สามารถแสดงบทบาทสมมติได้สมจริง ใช้ภาษาได้เป็นธรรมชาติจนรู้สึกเหมือนกำลังฟังคนญี่ปุ่นสนทนากันจริง ๆ” อาจารย์ปองพนธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าแข่งขันที่นำเสนอผลงานผ่านแนวคิดแปลกใหม่ โดยนำรูปแบบของภาพยนตร์มาผสมผสานกับการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านสถานการณ์จำลองที่ตัวละครต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ เพื่อผ่านภารกิจและเดินทางต่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของเยาวชนในการนำความรู้ทางภาษามาประยุกต์ใช้ร่วมกับทักษะการแสดง การเล่าเรื่อง และการสร้างสรรค์สื่อ เพื่อพัฒนาการนำเสนอให้มีความน่าสนใจและแตกต่างจากรูปแบบทั่วไป

 

ทั้งนี้ การแข่งขัน “ARTS DPU : THAI VIBES K × J CHALLENGE” รอบชิงชนะเลิศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00–15.30 น. ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ และห้องประชุมไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำหรับผลการแข่งขันภาษาเกาหลี ภายใต้หัวข้อ “เปิดประสบการณ์ Street Food ไทย แบบ K-Creator” รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนสงวนหญิง รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ และรางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา รางวัลชมเชย อันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

            สำหรับผลการแข่งขันการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวไทยเป็นภาษาญี่ปุ่น ภายใต้หัวข้อ “เที่ยวไทยให้ใจได้พัก” รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนสารวิทยา รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และรางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลชมเชย อันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนศึกษานารี

ด้าน นางสาวสุภัสสร สีทน ตัวแทนทีม “수판부리에 담긴 ‘Feel all the feelings’” จากโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทภาษาเกาหลี ภายใต้หัวข้อ “เปิดประสบการณ์ Street Food ไทย แบบ K-Creator” เปิดเผยว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาเกาหลีผ่านการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างชาติรู้จักมากขึ้น โดยความท้าทายสำคัญคือการใช้ภาษาให้ถูกต้องและเป็นธรรมชาติ การค้นคว้าข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการสร้างสรรค์วิดีโอให้น่าสนใจ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและความร่วมมือของสมาชิกในทีม ทำให้ได้รับทั้งทักษะภาษา การทำงานร่วมกัน และประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพด้านการท่องเที่ยวและการสื่อสารระหว่างประเทศในอนาคต พร้อมยอมรับว่ารู้สึกภาคภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ เพราะเป็นผลจากความตั้งใจของทุกคน และเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ตัวแทนทีม “เที่ยวไทยให้ใจได้พัก_ชุมชนกุฎจีน” จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทภาษาญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ทีมเลือกนำเสนอเรื่องราวของชุมชนกุฎจีน เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยผ่านภาษาญี่ปุ่น พร้อมฝึกทักษะการค้นคว้าข้อมูล การเขียนบท และการสื่อสารให้เหมาะสมกับผู้ชมชาวต่างชาติ แม้ระหว่างเตรียมผลงานจะเผชิญอุปสรรคจากสภาพอากาศที่ทำให้ต้องเลื่อนการถ่ายทำหลายครั้ง รวมถึงความท้าทายด้านไวยากรณ์และการออกแบบเนื้อหาให้น่าสนใจ แต่ด้วยความร่วมมือของสมาชิกและคำแนะนำจากครูที่ปรึกษา ทำให้สามารถพัฒนาผลงานจนได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยประสบการณ์ครั้งนี้ช่วยเสริมทักษะภาษาญี่ปุ่น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และสร้างแรงบันดาลใจในการนำความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพด้านการท่องเที่ยวและการสื่อสาร พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาชาวต่างชาติ

ผู้สนใจเกี่ยวกับคณะศิลปศาสตร์ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-arts

 

อัลบั้มภาพ 14 ภาพ

อัลบั้มภาพ 14 ภาพ ของ เด็ก "ไทย" โชว์สกิล สปีค "เกาหลี"-"ญี่ปุ่น" พาเที่ยว "ไทย" บนเวที "DPU"

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล