"ฝรั่ง" ป่วยเบาหวานกินดีจริงไหม? หมอเฉลย กินยังไงได้ประโยชน์ ไม่กลายเป็นโทษ

"ฝรั่ง" ป่วยเบาหวานกินดีจริงไหม? หมอเฉลย กินยังไงได้ประโยชน์ ไม่กลายเป็นโทษ

"ฝรั่ง" ป่วยเบาหวานกินดีจริงไหม? หมอเฉลย กินยังไงได้ประโยชน์ ไม่กลายเป็นโทษ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผู้ป่วยเบาหวานกินฝรั่งดีจริงไหม แพทย์ตอบชัด ควรกินวันละแค่ไหน กี่กรัม เปิดโภชนาการ พร้อมวิธีเลือกกินไม่ให้น้ำตาลพุ่ง 

ฝรั่งมีรสไม่หวานจัดและอุดมไปด้วยใยอาหาร จึงมักถูกมองว่าเป็นผลไม้ที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ แต่ความจริงแล้ว ฝรั่งยังมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลธรรมชาติ หากกินมากเกินไปก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้

นายแพทย์ดวง มินห์ ตวน แพทย์แผนกต่อมไร้ท่อและเบาหวาน โรงพยาบาลบัคไม อธิบายว่า ฝรั่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้แทนขนมหวาน น้ำอัดลม หรือของว่างที่มีพลังงานสูง อย่างไรก็ตาม การเข้าใจว่ากินฝรั่งมากเท่าไร ระดับน้ำตาลยิ่งลดลง เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกชนิดของผลไม้ แต่ต้องดูปริมาณและอาหารทั้งหมดที่รับประทานในวันนั้นด้วย ฝรั่งควรถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหาร ไม่ใช่อาหารเพิ่มเติมที่กินได้โดยไม่จำกัด

ฝรั่ง 100 กรัม มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเท่าไร

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโภชนาการของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่า ฝรั่งสด 100 กรัมให้พลังงานประมาณ 68 กิโลแคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 14.3 กรัม และเป็นน้ำตาลธรรมชาติประมาณ 8.9 กรัม นอกจากนี้ยังมีใยอาหารประมาณ 5.4 กรัม โพแทสเซียม 417 มิลลิกรัม และวิตามินซี 228 มิลลิกรัม

สารอาหารในฝรั่งสด 100 กรัม ปริมาณโดยประมาณ
พลังงาน 68 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 14.3 กรัม
น้ำตาลธรรมชาติ 8.9 กรัม
ใยอาหาร 5.4 กรัม
โพแทสเซียม 417 มิลลิกรัม
วิตามินซี 228 มิลลิกรัม

เมื่อมองในแง่ของคาร์โบไฮเดรต ฝรั่งประมาณ 100 กรัมมีปริมาณใกล้เคียงกับผลไม้หนึ่งส่วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จุดเด่นของฝรั่งจึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีน้ำตาล แต่มาจากการมีใยอาหารสูง พลังงานไม่มาก และให้สารอาหารหลายชนิด

กินฝรั่งแล้วน้ำตาลในเลือดขึ้นน้อยจริงไหม

ฝรั่งทั้งผลจัดเป็นผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ การศึกษาขนาดเล็กในกลุ่มคนสุขภาพดี 19 คนพบว่า ฝรั่งทั้งลูกมีค่าดัชนีน้ำตาลประมาณ 29 ขณะที่ฝรั่งบดมีค่าประมาณ 47 แม้ทั้งสองรูปแบบยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ผลที่ได้สะท้อนว่าเนื้อสัมผัสและรูปแบบการกินมีผลต่อการตอบสนองของน้ำตาลในเลือด

การรับประทานฝรั่งสดทั้งผลต้องใช้เวลาเคี้ยวและยังคงโครงสร้างของใยอาหารไว้ จึงอาจทำให้น้ำตาลถูกดูดซึมช้ากว่าการบดหรือปั่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจำนวนน้อยและไม่ได้ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวาน จึงยังไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้ฟันธงกับฝรั่งทุกสายพันธุ์หรือผู้ป่วยทุกคน

นอกจากนี้ ดัชนีน้ำตาลต่ำไม่ได้แปลว่าสามารถกินได้ไม่จำกัด เพราะระดับน้ำตาลหลังรับประทานยังขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด หากกินฝรั่งลูกใหญ่มากในครั้งเดียว ปริมาณน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับก็ยังสูงตามไปด้วย

ฝรั่งช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือรักษาเบาหวานได้หรือไม่

หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการรับประทานฝรั่งช่วยรักษาโรคเบาหวานหรือลดระดับน้ำตาลได้โดยตรง การวิเคราะห์งานวิจัย 19 ชิ้น ซึ่งมีผู้ป่วยเบาหวานรวม 888 ราย พบว่าการเพิ่มผลไม้ในอาหารอาจช่วยลดระดับน้ำตาลขณะอดอาหารได้เล็กน้อย แต่ไม่พบการลดค่า HbA1c อย่างมีนัยสำคัญ

ประโยชน์ดังกล่าวเห็นได้เมื่อรับประทานผลไม้โดยไม่ทำให้พลังงานรวมของทั้งวันเพิ่มขึ้น กล่าวง่าย ๆ คือ ผลไม้จะมีประโยชน์มากกว่าเมื่อใช้แทนขนม เค้ก น้ำอัดลม หรือของว่างที่มีน้ำตาลสูง ไม่ใช่รับประทานเพิ่มหลังจากมื้อที่มีข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง หรือของหวานมากอยู่แล้ว

งานวิจัยบางส่วนที่ถูกนำมาอ้างถึงเกี่ยวข้องกับใบฝรั่ง ชาใบฝรั่ง สารสกัดเข้มข้น เซลล์ทดลอง หรือสัตว์ทดลอง ผลการศึกษาเหล่านั้นไม่สามารถนำมายืนยันได้โดยตรงว่า การรับประทานผลฝรั่งสดจะให้ผลเหมือนกัน

งานวิจัยเรื่องฝรั่งกับเบาหวาน มีหลักฐานมากแค่ไหน

การทดลองหนึ่งในปี 2016 แบ่งนักศึกษาแพทย์สุขภาพดี 45 คนออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้สองกลุ่มรับประทานฝรั่งสุกวันละ 400 กรัม ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ กลุ่มหนึ่งรับประทานพร้อมเปลือก ส่วนอีกกลุ่มปอกเปลือกก่อนรับประทาน

ผลการทดลองพบความเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดบางค่า แต่การลดลงของน้ำตาลขณะอดอาหารในกลุ่มที่ปอกเปลือกไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มที่รับประทานพร้อมเปลือกมีน้ำตาลขณะอดอาหารและค่าไขมันบางชนิดเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แต่ละกลุ่มมีผู้เข้าร่วมเพียง 15 คน ทุกคนไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน ระยะเวลาทดลองค่อนข้างสั้น และไม่ได้ตรวจค่า HbA1c งานวิจัยนี้จึงยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าฝรั่งรักษาเบาหวานได้ หรือยืนยันว่าผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องปอกเปลือกก่อนรับประทาน

ทำไมฝรั่งยังเป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน

แม้ฝรั่งไม่ใช่ยาลดน้ำตาล แต่ยังเป็นทางเลือกที่ดีเมื่อรับประทานในปริมาณเหมาะสม ใยอาหารในฝรั่งช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ทำให้อิ่มนานขึ้น และส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่าย

ฝรั่งยังให้วิตามินซีและสารประกอบจากพืชหลายชนิด อีกทั้งการรับประทานทั้งผลต้องใช้เวลาเคี้ยว จึงกินในปริมาณมากได้ยากกว่าการดื่มน้ำผลไม้หรือสมูทตี้ การแทนเค้ก ชานมไข่มุก น้ำผลไม้หวาน หรือขนมขบเคี้ยวด้วยฝรั่งในปริมาณพอดี จึงอาจช่วยลดน้ำตาลและพลังงานรวมของวันได้

  • มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มนานและชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต
  • ให้พลังงานไม่สูงเมื่อควบคุมปริมาณ
  • มีวิตามินซีและสารอาหารหลายชนิด
  • เหมาะใช้แทนขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  • การกินทั้งผลทำให้ได้รับใยอาหารมากกว่าการคั้นน้ำ

แนวทางของสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกาจัดให้ผลไม้สดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ แต่ผู้ป่วยยังต้องนับคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้รวมกับอาหารชนิดอื่น การกินผลไม้จึงควรอยู่ภายใต้แผนโภชนาการที่เหมาะกับระดับน้ำตาล ยาที่ใช้ และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคน

ผู้ป่วยเบาหวานควรกินฝรั่งวันละกี่กรัม

ปัจจุบันยังไม่มีปริมาณฝรั่งสำหรับ “รักษาเบาหวาน” ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ แพทย์แนะนำให้เริ่มต้นที่ประมาณ 100-150 กรัมต่อครั้ง ซึ่งคิดเป็นคาร์โบไฮเดรตราว 14-21 กรัม และใยอาหารประมาณ 5-8 กรัม

โดยทั่วไปอาจเริ่มจากวันละหนึ่งส่วน หากคาร์โบไฮเดรตและพลังงานรวมยังอยู่ในแผนอาหาร อาจแบ่งรับประทานเป็นสองครั้งได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรประเมินด้วยคำว่า “หนึ่งลูก” เพียงอย่างเดียว เพราะฝรั่งแต่ละพันธุ์มีขนาดและน้ำหนักต่างกันมาก

ปริมาณฝรั่ง คาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ น้ำตาลธรรมชาติโดยประมาณ พลังงานโดยประมาณ
100 กรัม 14.3 กรัม 8.9 กรัม 68 กิโลแคลอรี
150 กรัม 21.5 กรัม 13.4 กรัม 102 กิโลแคลอรี
300 กรัม 42.9 กรัม 26.7 กรัม 204 กิโลแคลอรี
500 กรัม ประมาณ 72 กรัม ประมาณ 45 กรัม ประมาณ 340 กิโลแคลอรี

ฝรั่งขนาดใหญ่หนึ่งลูกอาจหนักถึง 300-500 กรัม หากกินหมดในครั้งเดียวอาจได้รับคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลธรรมชาติในปริมาณสูง แม้ฝรั่งจะมีดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่คาร์โบไฮเดรตโดยรวมที่มากเกินไปก็ยังทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้

วิธีกินฝรั่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ให้น้ำตาลพุ่ง

รูปแบบที่เหมาะที่สุดคือฝรั่งสดทั้งผลในปริมาณพอดี ล้างให้สะอาดและเคี้ยวช้า ๆ ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือนมข้นหวาน เพราะจะเพิ่มคาร์โบไฮเดรตโดยไม่จำเป็น

  1. เลือกกินฝรั่งสดทั้งผล เพื่อให้ได้รับใยอาหารครบและใช้เวลาเคี้ยวนานขึ้น
  2. แบ่งครั้งละประมาณ 100-150 กรัม แทนการกินลูกใหญ่จนหมดในครั้งเดียว
  3. นับรวมในคาร์โบไฮเดรตของมื้ออาหาร โดยเฉพาะเมื่อกินพร้อมหรือหลังกินข้าว
  4. ใช้แทนของหวาน ไม่ใช่กินเพิ่มจากมื้ออาหารเดิมที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงอยู่แล้ว
  5. หลีกเลี่ยงน้ำฝรั่งและสมูทตี้ เพราะดื่มได้เร็วและได้รับปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  6. จำกัดฝรั่งอบแห้ง แยมฝรั่ง และผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งอาจมีน้ำตาลเพิ่มและให้พลังงานเข้มข้น
  7. ไม่จิ้มเครื่องปรุงมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาล พริกเกลือ หรือเกลือปรุงรสที่มีโซเดียมสูง

เปลือกฝรั่งสามารถรับประทานได้หากล้างสะอาดและไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคี้ยวหรือระบบย่อยอาหาร ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจำเป็นต้องปอกเปลือกฝรั่ง

กินฝรั่งเวลาไหนดีที่สุดสำหรับคนเป็นเบาหวาน

ผู้ป่วยสามารถรับประทานฝรั่งเป็นของว่างระหว่างมื้อ หรือใช้เป็นผลไม้ส่วนหนึ่งของมื้ออาหารได้ แต่ต้องนับคาร์โบไฮเดรตรวม หากเพิ่งรับประทานอาหารที่มีข้าว แป้ง หรือของหวานมาก การตามด้วยฝรั่งอีกจำนวนมากอาจทำให้คาร์โบไฮเดรตของมื้อนั้นสูงเกินไป

ไม่มีช่วงเวลาตายตัวที่ทำให้ฝรั่งกลายเป็นอาหารลดน้ำตาลได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือปริมาณที่รับประทาน องค์ประกอบของอาหารมื้อนั้น ยารักษาเบาหวาน และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน

เช็กอย่างไรว่าเรากินฝรั่งมากเกินไป

ผู้ป่วยที่ตรวจระดับน้ำตาลด้วยเครื่องเจาะปลายนิ้วหรือเซ็นเซอร์วัดน้ำตาล สามารถใช้ข้อมูลของตัวเองช่วยประเมินได้ ลองรับประทานฝรั่งในปริมาณเท่าเดิม โดยคงส่วนประกอบอื่นของมื้ออาหารไว้ใกล้เคียงกัน แล้ววัดระดับน้ำตาลก่อนและประมาณ 2 ชั่วโมงหลังอาหารในหลายโอกาส

หากพบว่าน้ำตาลหลังอาหารสูงเกินเป้าหมายซ้ำ ๆ อาจต้องลดปริมาณฝรั่งหรือปรับคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นในมื้อนั้น วิธีนี้ให้ข้อมูลที่ตรงกับร่างกายมากกว่าการตัดสินจากความรู้สึกว่า ฝรั่งมีรสไม่หวานจึงไม่น่ากระทบน้ำตาล

สำหรับผู้ใช้อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็ว ต้องนับคาร์โบไฮเดรตในฝรั่งเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่น และปรับอินซูลินตามแผนที่แพทย์หรือทีมรักษากำหนด ไม่ควรปรับขนาดยาด้วยตัวเองจากข้อมูลทั่วไปเพียงอย่างเดียว

ผู้ป่วยกลุ่มไหนต้องระวังการกินฝรั่ง

ฝรั่งมีใยอาหารค่อนข้างมาก การกินปริมาณสูงในครั้งเดียวอาจทำให้ท้องอืด ปวดท้อง หรือถ่ายผิดปกติได้ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารใยสูงควรเริ่มจากปริมาณน้อย เพิ่มทีละน้อย และดื่มน้ำให้เพียงพอหากแพทย์ไม่ได้จำกัดน้ำ

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีกระเพาะอาหารบีบตัวช้า

ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าจากเบาหวานอาจทำให้แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือระดับน้ำตาลแปรปรวน ผู้ป่วยบางรายอาจต้องจำกัดอาหารที่มีใยอาหารสูงหรือเคี้ยวยาก จึงควรปฏิบัติตามแผนอาหารที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารจัดให้เป็นรายบุคคล

ผู้ป่วยโรคไตหรือมีโพแทสเซียมในเลือดสูง

ฝรั่งมีโพแทสเซียมประมาณ 417 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องงดฝรั่ง แต่ผู้ที่มีโพแทสเซียมในเลือดสูง ไตวายเรื้อรังระยะรุนแรง หรือได้รับคำสั่งให้จำกัดโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ

ตัวฝรั่งสดมีโซเดียมไม่สูง แต่เครื่องจิ้มอย่างพริกเกลือ เกลือบ๊วย หรือเครื่องปรุงรสอาจมีโซเดียมจำนวนมาก ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว หรือโรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงการจิ้มเครื่องปรุงเค็มจัด

ชาใบฝรั่งหรือสารสกัด ใช้แทนยาเบาหวานได้ไหม

ฝรั่ง ชาใบฝรั่ง และผลิตภัณฑ์สารสกัดจากฝรั่งไม่สามารถใช้แทนยารักษาเบาหวานได้ งานวิจัยเกี่ยวกับใบฝรั่งหรือสารสกัดไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะมีประสิทธิภาพ ปริมาณสารสำคัญ และความปลอดภัยเหมือนกัน

ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยา ลดขนาดยา หรือเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

คนเป็นเบาหวานกินฝรั่งได้ และกินดี แต่ต้องกินให้พอดี

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานฝรั่งได้ เพราะเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ให้พลังงานไม่มากเมื่อควบคุมปริมาณ และส่งผลต่อระดับน้ำตาลค่อนข้างต่ำเมื่อกินสดทั้งผล อย่างไรก็ตาม ฝรั่งยังมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลธรรมชาติ จึงไม่ควรกินโดยไม่จำกัด

ปริมาณเริ่มต้นที่เหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่คือประมาณ 100-150 กรัมต่อครั้ง โดยใช้แทนขนมหรือของหวาน และนับรวมในคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดของมื้อ หลักจำง่ายมี 3 ข้อ คือ กินทั้งผล คุมปริมาณ และนับคาร์โบไฮเดรต

ฝรั่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล ไม่ใช่ยาลดน้ำตาล หากระดับน้ำตาลยังสูง ควบคุมยาก หรือมีโรคไตร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อกำหนดปริมาณผลไม้ที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล