กู้ชีพตู้เย็นเหม็นอับ! แจกสูตรขจัดกลิ่นคาว-คราบฝังลึก สะอาดปลอดภัยไร้สารเคมี

กู้ชีพตู้เย็นเหม็นอับ! แจกสูตรขจัดกลิ่นคาว-คราบฝังลึก สะอาดปลอดภัยไร้สารเคมี

กู้ชีพตู้เย็นเหม็นอับ! แจกสูตรขจัดกลิ่นคาว-คราบฝังลึก สะอาดปลอดภัยไร้สารเคมี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตู้เย็นเหม็นอับ อย่าเพิ่งซื้อสเปรย์! เปิดสูตร “เบกกิ้งโซดา” ล้างคราบ-ดับกลิ่นคาว ทำง่ายกว่าที่คิด

เปิดตู้เย็นมาทีไรต้องผงะกับกลิ่นเหม็นอับใช่ไหม? ไอเทมกู้ชีพชั้นดีอาจวางอยู่ในครัวของคุณเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ "เบกกิ้งโซดา" ผงสารพัดประโยชน์ที่ทั้งอ่อนโยน ปลอดภัยกับอาหาร แต่ทรงพลังในการขจัดคราบมัน สดชื่นไร้กลิ่นตกค้าง เพราะเบกกิ้งโซดาจะช่วย "สะเทินกลิ่น" (Neutralize) ให้หมดไป ไม่ใช่แค่กลบกลิ่นเหมือนน้ำหอมทั่วไป


อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มทำความสะอาด

  • กระติกน้ำแข็ง/กล่องเก็บความเย็น (สำหรับใส่ของสดระหว่างทำความสะอาด)
  • ถุงขยะ หรือถังสำหรับใส่เศษอาหาร
  • น้ำยาล้างจานและน้ำอุ่น
  • เบกกิ้งโซดา
  • ขวดสเปรย์ หรือถ้วยสำหรับผสม
  • ฟองน้ำนุ่มๆ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์
  • แปรงสีฟันเก่า (สำหรับขัดซอกมุม ยางขอบประตู และบานพับ)
  • ผ้าชุบน้ำหมาดๆ สำหรับเช็ดล้าง และผ้าแห้งสำหรับเช็ดให้แห้งสนิท

6 ขั้นตอนทำความสะอาดตู้เย็นด้วยเบกกิ้งโซดา

ขั้นตอนที่ 1: เคลียร์ของออกจากตู้เย็นอย่างเป็นระบบ

Sofia Martinez ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำความสะอาดและ CEO ของ Sparkly Maid Austin แนะนำว่า ควรเริ่มทำความสะอาดจาก "ชั้นบนสุดลงมาชั้นล่างสุด" โดยทยอยเอาของออกทีละชั้น เช็กวันหมดอายุและกลิ่นทันที หากไม่แน่ใจให้ทิ้งได้เลย สำหรับของสด ของคาว หรือนม หากใช้เวลาล้างตู้เย็นนานเกิน 2 ชั่วโมง ควรย้ายไปแช่ในกระติกน้ำแข็งชั่วคราวเพื่อป้องกันอาหารบูดเน่า

ขั้นตอนที่ 2: ถอดชั้นวางและลิ้นชักออกมาล้าง

ข้อควรระวังสำคัญ: ชั้นวางที่เป็นกระจก ต้องตั้งทิ้งไว้ให้ปรับอุณหภูมิเท่าห้องปกติประมาณ 15–20 นาทีก่อนนำไปล้างด้วยน้ำอุ่น เพื่อป้องกันกระจกแตกจากปรากฏการณ์ Thermal Shock จากนั้นล้างด้วยน้ำยาล้างจาน หากมีคราบฝังแน่น ให้ป้าย "เบกกิ้งโซดาผสมน้ำเป็นเนื้อครีมข้น" ทิ้งไว้สักครู่แล้วค่อยขัดเบาๆ ส่วนลิ้นชักขนาดใหญ่ แนะนำให้แช่ในอ่างอาบน้ำหรือกะละมังใหญ่น้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจาน 10–15 นาที แล้วค่อยขัด rửa ก่อนนำกลับไปใส่ตู้เย็น ต้องตากให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย

ขั้นตอนที่ 3: ผสมน้ำยาทำความสะอาดเบกกิ้งโซดา

สูตรน้ำยาสเปรย์ง่ายๆ คือ เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำร้อน 1 ควอร์ต (ประมาณ 1 ลิตร) ใส่ขวดสเปรย์ สำหรับคราบหนักฝังแน่น ให้ผสมเบกกิ้งโซดา 3 ส่วน ต่อ น้ำ 1 ส่วน ให้ได้เนื้อครีมข้นเพื่อใช้ป้ายคราบโดยเฉพาะ

ขั้นตอนที่ 4: ฉีดพ่นและขัดภายในตู้เย็น

ฉีดสเปรย์เบกกิ้งโซดาให้ทั่วภายในตู้เย็น ทิ้งไว้ 2–3 นาทีให้ตัวยาช่วยย่อยคราบมัน แล้วเช็ดจากบนลงล่าง หากเจอคราบแห้งกรัง ให้ทาเนื้อครีมเบกกิ้งโซดาทับ แล้วโปะด้วยกระดาษทิชชูชุบน้ำหมักไว้ 5 นาที คราบจะหลุดออกง่ายมาก

ใช้แปรงสีฟันเก่าจุ่มน้ำยาเบกกิ้งโซดา ขัดตามซอกมุม บานพับ และ "ยางขอบประตู" ซึ่งเป็นจุดสะสมความชื้น เศษอาหาร และเชื้อราหมักหมมที่คนมักมองข้าม

ขั้นตอนที่ 5: เช็ดล้างและเช็ดแห้งให้สนิท

ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดคราบเบกกิ้งโซดาออกให้หมด เพราะหากมีคราบตกค้างอาจส่งผลต่อรสชาติของอาหารได้ จากนั้นใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แห้งเช็ดทุกซอกมุมให้แห้งสนิทที่สุด เพราะความชื้นที่ตกค้างจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรียและเชื้อราได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนที่ 6: วางกล่องเบกกิ้งโซดาเปิดฝา เพื่อดูดกลิ่นระยะยาว

หลังทำความสะอาดเสร็จ ให้วางผงเบกกิ้งโซดาเปิดฝากล่องไว้ในตู้เย็น เบกกิ้งโซดาจะทำหน้าที่ดูดซับและสะเทินกลิ่นอาหาร คาวปลา และก๊าซจากผักเน่าได้อย่างดีเยี่ยม ควร เปลี่ยนกล่องใหม่ทุกๆ 3 เดือน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดูดกลิ่น


วิธีรับมือเมื่อตู้เย็นยังมีกลิ่นเหม็นรุนแรงฝังลึก

หากล้างตู้เย็นแล้วแต่กลิ่นคาวรุนแรงยังไม่หายไป Sofia Martinez แนะนำให้ใช้ **ถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoal)** หรือ **ผงกาแฟบดใหม่** ใส่ถ้วยตั้งทิ้งไว้ในตู้เย็น 24–48 ชั่วโมง เพราะถ่านกัมมันต์มีรูพรุนสูงกว่าเบกกิ้งโซดา จึงดูดซับกลิ่นรุนแรงได้ดีกว่า

แต่หากกลิ่นเหม็นยังคงวนเวียนกลับมา อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้:

  • มีน้ำหรือคราบอาหารไหลลงไปสะสมใต้ลิ้นชักแช่ผัก หรือหลังชิ้นส่วนที่ถอดไม่ได้
  • เชื้อราในยางขอบประตูยังถูกกำจัดไม่หมด
  • ถาดรองน้ำทิ้งตู้เย็น (Drip Pan) สกปรก: ถาดนี้มักอยู่ด้านหลังหรือใต้ตู้เย็น หากมีน้ำขังจนเกิดเมือกแบคทีเรีย จะส่งกลิ่นเหม็นอับโชยออกมาตลอดเวลา ต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดด้วยเช่นกัน

ทริกเล็กๆ ช่วยให้ตู้เย็นสะอาด สดชื่นได้นานขึ้น

  • ทำความสะอาดใหญ่ทุก 3 เดือน: ล้างตู้เย็นแบบจัดเต็มตามฤดูกาล และคอยเช็กเคลียร์ของหมดอายุสัปดาห์ละครั้ง (แนะนำให้ทำก่อนวันไปจ่ายตลาด)
  • ใส่อาหารในกล่องปิดสนิท: หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกแรปคลุมหลวมๆ เพราะความชื้นและกลิ่นจะกระจายทั่วตู้เย็น การใช้กล่องใสจะช่วยให้มองเห็นของข้างในง่าย ไม่ลืมทิ้งไว้จนเน่า
  • เช็ดคราบทันทีที่หก: คราบใหม่เช็ดง่ายใน 5 วินาที แต่คราบแห้งกรัง 2 สัปดาห์อาจต้องใช้เวลาขัดถึง 15 นาที
  • คุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 4°C หรือต่ำกว่า: หากอุณหภูมิสูงกว่า 4°C แบคทีเรียจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้อาหารเสียไวและเกิดกลิ่นเหม็นได้ง่ายขึ้น

เพียงดูแลตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอและหมั่นจัดการคราบอาหารหรือของหมดอายุ ก็ช่วยลดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์และทำให้พื้นที่เก็บอาหารสะอาดขึ้นได้ ส่วนเบกกิ้งโซดาสามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในตัวช่วยทำความสะอาดและลดกลิ่นได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความสะอาดแหล่งกำเนิดของกลิ่นอย่างตรงจุด โดยเฉพาะคราบอาหาร น้ำที่ขัง และบริเวณที่มักถูกมองข้าม เท่านี้ตู้เย็นก็จะสะอาดและน่าใช้งานมากขึ้นในทุกวัน

  • กราบเคล็ดลับ ต่างชาติสอนวิธีใส่ "ถุงมือพลาสติก" ไม่หลุด ไม่เลอะ ไม่ต้องพึ่งหนังยางรัด!
  • กราบเคล็ดลับ! แม่บ้านโรงแรม สอนกำจัด "แมลงหวี่" ในห้องส้วม ที่แท้ทำง่ายใน 1 นาที
  • เรียบเรียงภาษาไทยสำหรับ Sanook
    อ้างอิงข้อมูลจาก: Southern Living / บทความโดย Brandee Gruener (พร้อมบทสัมภาษณ์ Sofia Martinez)

    แชร์เรื่องนี้
    แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
    ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
    กำลังโหลดข้อมูล