"ปัสสาวะบ่อย" แค่ไหนเรียกบ่อย? เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่เบาหวาน!

"ปัสสาวะบ่อย" แค่ไหนเรียกบ่อย? เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่เบาหวาน!

"ปัสสาวะบ่อย" แค่ไหนเรียกบ่อย? เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่เบาหวาน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ปัสสาวะบ่อย แค่ไหนเรียกบ่อย? เช็ก 4 สาเหตุสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง? 

ดื่มน้ำไปไม่นานก็ต้องเข้าห้องน้ำ หรือกลางคืนต้องลุกมาปัสสาวะจนพักผ่อนไม่เต็มที่ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการดื่มน้ำมาก อากาศเย็น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดได้ แต่หากเป็นต่อเนื่องทั้งที่พฤติกรรมไม่ได้เปลี่ยนไป ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องน่ารำคาญ

ปัสสาวะบ่อยอาจสัมพันธ์กับโรคได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่เบาหวาน ความผิดปกติของไต ต่อมลูกหมากโต ไปจนถึงปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อย่างไรก็ตาม อาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคใด จำเป็นต้องพิจารณาปริมาณปัสสาวะ อาการร่วม และผลตรวจจากแพทย์ประกอบกัน

ปัสสาวะบ่อยแค่ไหนจึงถือว่าผิดปกติ?

จำนวนครั้งที่ปัสสาวะตามปกติแตกต่างกันไปตามปริมาณน้ำที่ดื่ม อากาศ กิจกรรม อายุ และยาที่ใช้ โดยทั่วไป การปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งใน 24 ชั่วโมงมักถูกใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นของภาวะปัสสาวะบ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เกินจำนวนนี้จะมีโรค

สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าตัวเลข คือความถี่เพิ่มขึ้นจากปกติของตัวเองหรือไม่ ต้องรีบเข้าห้องน้ำจนรบกวนการทำงานหรือการนอนหรือไม่ รวมถึงปัสสาวะแต่ละครั้งออกมากหรือน้อย เพราะรายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกสาเหตุได้ดีกว่าการนับจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว

ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมาก และปัสสาวะกลางคืน ต่างกันอย่างไร?

  • ปัสสาวะบ่อย คือเข้าห้องน้ำถี่กว่าปกติ แต่อาจออกครั้งละน้อยหรือมากก็ได้
  • ปัสสาวะปริมาณมาก คือร่างกายผลิตปัสสาวะรวมมากผิดปกติ มักพบร่วมกับกระหายน้ำ เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานบางราย
  • ปัสสาวะกลางคืนบ่อย คือจำเป็นต้องตื่นจากการนอนเพื่อไปปัสสาวะ อาจเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะ โรคไต เบาหวาน การนอนหลับ หรือการดื่มน้ำช่วงค่ำ
  • ปวดปัสสาวะเร่งด่วน คือรู้สึกปวดขึ้นมาทันทีและกลั้นได้ยาก มักพบในภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินหรือความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน

1. เบาหวาน ทำไมจึงทำให้ปัสสาวะบ่อยและกระหายน้ำ?

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนไตดูดกลับไม่หมด น้ำตาลบางส่วนจะออกมากับปัสสาวะและดึงน้ำตามออกไปด้วย ผู้ป่วยจึงอาจปัสสาวะครั้งละมากและบ่อยขึ้น พร้อมรู้สึกกระหายน้ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเบาหวานหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

อาการที่อาจพบร่วมกัน ได้แก่ หิวบ่อย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ มองเห็นไม่ชัด แผลหายช้า และติดเชื้อได้ง่าย หากปัสสาวะบ่อยร่วมกับกระหายน้ำมากหรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและค่า HbA1c ตามคำแนะนำของแพทย์

2. ไตเสื่อม ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้จริงหรือ?

โรคไตเรื้อรังบางระยะอาจทำให้ไตสูญเสียความสามารถในการทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ผู้ป่วยจึงอาจปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะช่วงกลางคืน แต่โรคไตไม่ได้ทำให้ทุกคนมีอาการแบบเดียวกัน บางรายแทบไม่มีอาการในระยะแรก ขณะที่ระยะรุนแรงอาจมีปัสสาวะลดลงได้

สัญญาณที่ควรสังเกตร่วมกัน ได้แก่ ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ ปัสสาวะมีเลือดปน หนังตาหรือขาบวม เหนื่อยง่าย ซีด คัน เบื่ออาหาร และความดันโลหิตสูง การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจเลือดดูค่าครีอะตินีนและ eGFR รวมถึงตรวจปัสสาวะหาโปรตีนหรืออัลบูมิน ไม่ควรสรุปว่าเป็นไตเสื่อมจากอาการปัสสาวะบ่อยเพียงอย่างเดียว

3. ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะบ่อยแต่ละครั้งออกน้อย

ต่อมลูกหมากโตพบได้มากขึ้นตามอายุ โดยต่อมลูกหมากที่ขยายตัวอาจกดเบียดท่อปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะต้องออกแรงบีบตัวมากขึ้นและระบายปัสสาวะได้ไม่หมด ผู้ป่วยจึงรู้สึกอยากปัสสาวะบ่อย แม้แต่ละครั้งจะออกไม่มาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน

อาการร่วมที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะเริ่มไหลช้า สายปัสสาวะอ่อนหรือสะดุด ต้องเบ่ง ปัสสาวะหยดหลังเสร็จ และรู้สึกว่ายังถ่ายไม่สุด หากปล่อยให้การอุดกั้นรุนแรง อาจเกิดปัสสาวะค้าง ติดเชื้อ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือกระทบการทำงานของไตได้

4. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อน ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้อย่างไร?

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีหน้าที่ช่วยพยุงกระเพาะปัสสาวะ มดลูก ลำไส้ และช่วยควบคุมการกลั้นปัสสาวะ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรง ผู้ป่วยอาจมีปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก รวมถึงปวดปัสสาวะเร่งด่วนและเข้าห้องน้ำบ่อย

ผู้หญิงหลังคลอด ผู้สูงอายุ ผู้มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่ไอเรื้อรังหรือท้องผูกจนต้องเบ่งเป็นประจำ มีความเสี่ยงมากขึ้น บางรายอาจมีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนร่วมด้วย ทำให้รู้สึกถ่วงบริเวณช่องคลอด มีก้อนยื่น หรือปัสสาวะไม่หมด การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอาจช่วยได้ แต่ควรได้รับการประเมินให้ถูกตำแหน่งและถูกวิธีจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

ปัสสาวะบ่อย ยังเกิดจากสาเหตุอะไรได้อีก?

นอกจาก 4 ภาวะข้างต้น อาการปัสสาวะบ่อยยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง บางสาเหตุเป็นเพียงพฤติกรรมชั่วคราว ขณะที่บางภาวะจำเป็นต้องได้รับการรักษา จึงควรสังเกตลักษณะอาการร่วมอย่างละเอียด

  • ดื่มน้ำมาก โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน
  • ดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือแอลกอฮอล์
  • รับประทานยาขับปัสสาวะหรือยาบางชนิด
  • ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • กระเพาะปัสสาวะไวเกิน
  • ตั้งครรภ์
  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • ความเครียดหรือความวิตกกังวล
  • โรคทางระบบประสาทบางชนิด
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • โรคหัวใจหรือภาวะบวมที่ทำให้ของเหลวกลับเข้าสู่กระแสเลือดขณะนอน

ฉี่บ่อยแต่ฉี่นิดเดียว ต่างจากฉี่บ่อยครั้งละมากอย่างไร?

หากปัสสาวะบ่อยแต่ละครั้งออกเพียงเล็กน้อย อาจนึกถึงกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กระเพาะปัสสาวะไวเกิน ต่อมลูกหมากโต หรือภาวะปัสสาวะค้าง หากมีอาการแสบขัด ปวดท้องน้อย ปัสสาวะขุ่น หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมด้วย ควรตรวจหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

แต่หากปัสสาวะบ่อยและออกครั้งละมาก โดยเฉพาะเมื่อกระหายน้ำมากด้วย อาจสัมพันธ์กับเบาหวาน การดื่มน้ำมาก ยาขับปัสสาวะ หรือความผิดปกติของฮอร์โมนและการควบคุมสมดุลน้ำ ความแตกต่างของปริมาณปัสสาวะจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรบอกแพทย์

ปัสสาวะกลางคืนกี่ครั้งจึงควรไปตรวจ?

การตื่นมาปัสสาวะคืนละ 1 ครั้งอาจพบได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ดื่มน้ำช่วงค่ำ แต่หากต้องตื่นคืนละหลายครั้งจนรบกวนการนอน หรืออาการเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ

ปัสสาวะกลางคืนบ่อยไม่ได้เกิดจากโรคทางเดินปัสสาวะเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหัวใจ โรคไต ขาบวม ยาขับปัสสาวะ หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ในช่วงเย็น

ปัสสาวะบ่อยแบบไหนควรรีบพบแพทย์?

  • ปัสสาวะมีเลือดปนหรือเป็นสีแดงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปัสสาวะแสบขัด มีไข้ หนาวสั่น หรือปวดหลังบริเวณเอว
  • ปวดปัสสาวะมากแต่ปัสสาวะไม่ออก หรือท้องน้อยโป่งตึง
  • กระหายน้ำมาก ปัสสาวะปริมาณมาก น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • มีอาการบวม หอบเหนื่อย ปัสสาวะเป็นฟอง หรือปัสสาวะลดลง
  • ปัสสาวะบ่อยจนรบกวนการนอน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ควบคุมปัสสาวะไม่ได้ หรือมีอาการอ่อนแรงและชาบริเวณขาร่วมด้วย

หากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดสีข้างรุนแรง สับสน อาเจียนมาก ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดออกจำนวนมาก ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจเป็นภาวะอุดกั้นหรือการติดเชื้อรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาทันที

แพทย์ตรวจอะไรบ้างเมื่อมีอาการปัสสาวะบ่อย?

แพทย์จะสอบถามจำนวนครั้ง ปริมาณปัสสาวะ ระยะเวลาที่เป็น ปริมาณน้ำและคาเฟอีนที่ดื่ม ยาประจำตัว รวมถึงอาการร่วม ผู้ป่วยอาจได้รับคำแนะนำให้จดบันทึกเวลาปัสสาวะ ปริมาณโดยประมาณ และเครื่องดื่มที่ดื่มตลอด 2-3 วัน เพื่อช่วยประเมินรูปแบบของอาการ

การตรวจอาจประกอบด้วยการตรวจปัสสาวะ ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจการทำงานของไต และตรวจร่างกายเพิ่มเติมตามเพศและอาการ หากสงสัยต่อมลูกหมากโต แพทย์อาจประเมินต่อมลูกหมาก ปริมาณปัสสาวะค้าง หรือส่งตรวจอัลตราซาวนด์ ส่วนผู้ที่มีปัญหาอุ้งเชิงกรานอาจต้องได้รับการตรวจจากแพทย์เฉพาะทาง

ปัสสาวะบ่อย ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร?

  • จดบันทึกเวลาที่ดื่มน้ำและเวลาปัสสาวะอย่างน้อย 2-3 วัน
  • ลดกาแฟ ชา แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยเฉพาะช่วงเย็น
  • กระจายการดื่มน้ำตลอดวัน หลีกเลี่ยงการดื่มปริมาณมากก่อนนอน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • ควบคุมน้ำหนักและป้องกันอาการท้องผูก
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่หยุดยาขับปัสสาวะด้วยตัวเอง
  • ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี หากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ไม่ควรลดการดื่มน้ำอย่างรุนแรงเพียงเพราะกลัวเข้าห้องน้ำบ่อย เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ปัสสาวะเข้มข้น และเพิ่มการระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะ การปรับปริมาณน้ำควรคำนึงถึงสภาพอากาศ กิจกรรม โรคประจำตัว และคำแนะนำของแพทย์

ปัสสาวะบ่อยไม่ใช่โรคเดียว ต้องดูปริมาณและอาการร่วม

ปัสสาวะบ่อยอาจเกิดจากเบาหวาน ไตเสื่อม ต่อมลูกหมากโต หรือความผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน แต่ก็อาจมาจากการติดเชื้อ กระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยา เครื่องดื่ม หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ อาการนี้จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคใดโรคหนึ่งได้ด้วยตัวเอง

หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นจากเดิม หรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดปน แสบขัด มีไข้ ปวดเอว น้ำหนักลด บวม หรือปัสสาวะไม่ออก การตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล