"ผ้าห่ม" หลังตื่นนอนแล้วควร "พับ vs กาง" เฉลยคำตอบที่หลายคนยังสับสน!

"ผ้าห่ม" หลังตื่นนอนแล้วควร "พับ vs กาง" เฉลยคำตอบที่หลายคนยังสับสน!

"ผ้าห่ม" หลังตื่นนอนแล้วควร "พับ vs กาง" เฉลยคำตอบที่หลายคนยังสับสน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตื่นนอนแล้วควร “พับผ้าห่ม” หรือ “กางผ้าห่มทิ้งไว้”? คำตอบที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

หลายคนตื่นนอนแล้วรีบพับผ้าห่มให้เรียบร้อยทันที เพราะคิดว่าเป็นนิสัยที่ดีและช่วยให้ห้องดูสะอาด แต่ในแง่สุขอนามัย สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้เครื่องนอนแห้งและระบายอากาศได้ดี

ตลอดคืนร่างกายของเราจะปล่อยทั้งความร้อน เหงื่อ และความชื้นออกมา ทำให้ผ้าปูที่นอน หมอน และผ้าห่มมีความชื้นสะสมอยู่บ้าง โดยเฉพาะในห้องนอนที่อากาศถ่ายเทไม่ดี

ความชื้นที่มากเกินไปเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา และสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงยังเหมาะกับไรฝุ่นด้วย ดังนั้น หลังตื่นนอนจึงควรให้เครื่องนอนได้มีโอกาสระบายอากาศก่อนจัดเตียงให้เรียบร้อย

แล้วทำไมไม่ควรรีบพับผ้าห่มทันที?

การพับผ้าห่มทันทีหลังตื่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดอันตรายหรือทำให้ไรฝุ่นเพิ่มขึ้นทันที แต่หากเครื่องนอนยังมีความชื้นและถูกคลุมหรือกองไว้ในพื้นที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท ก็อาจทำให้ความชื้นระบายออกได้ช้าลง

โดยเฉพาะในห้องนอนที่มีความชื้นสูง การปล่อยให้ผ้าห่มและที่นอนมีอากาศไหลเวียนจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การควบคุมความชื้นภายในห้องให้อยู่ในระดับเหมาะสมและมีการระบายอากาศที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเชื้อราและไรฝุ่น

ไรฝุ่นเกี่ยวข้องกับเครื่องนอนอย่างไร?

ไรฝุ่นเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่พบได้ในบริเวณที่มีฝุ่นและเครื่องนอน โดยเฉพาะที่นอน หมอน และผ้าห่ม และสามารถเป็นสารก่อภูมิแพ้สำหรับบางคนได้

ผู้ที่แพ้ไรฝุ่นอาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันตา หรือมีอาการของโรคภูมิแพ้และหอบหืดกำเริบได้ การทำความสะอาดเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีสำคัญในการลดการสะสมของสารก่อภูมิแพ้

ไม่ใช่แค่ “เปิดผ้าห่ม” แต่ต้องลดความชื้นด้วย

หากห้องนอนมีความชื้นสูง การเปิดผ้าห่มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรเปิดหน้าต่างหรือใช้ระบบระบายอากาศที่เหมาะสม รวมถึงใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องลดความชื้นหากจำเป็น

โดยทั่วไป ความชื้นสัมพัทธ์ภายในบ้านประมาณ 30–50% ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสม และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ความชื้นสูงเกินไปเป็นเวลานาน เพราะความชื้นมากเกินไปเพิ่มโอกาสเกิดเชื้อราและเอื้อต่อไรฝุ่น

เครื่องนอนสะอาด ช่วยลดสารก่อภูมิแพ้

นอกจากการระบายอากาศแล้ว การซักเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนสะสมทั้งเหงื่อ น้ำมันจากผิว เซลล์ผิวที่หลุดออกมา และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ

ควรซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนอย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากมีสัตว์เลี้ยงนอนด้วยหรือเป็นคนเหงื่อออกมาก ส่วนผ้าห่มและเครื่องนอนชิ้นอื่น ๆ สามารถซักตามคำแนะนำของผู้ผลิตและความถี่ในการใช้งาน

ตื่นนอนแล้วควรทำอย่างไร?

  1. เปิดผ้าห่มออกก่อน พับหรือเลื่อนผ้าห่มลงบริเวณปลายเตียง เพื่อให้ความชื้นที่สะสมระหว่างคืนระบายออกได้ง่ายขึ้น
  2. เปิดห้องให้อากาศถ่ายเท หากสภาพอากาศเหมาะสม เปิดหน้าต่างหรือระบบระบายอากาศ เพื่อช่วยลดความอับชื้นภายในห้อง
  3. ค่อยจัดเตียงภายหลัง เมื่อเครื่องนอนแห้งและห้องมีอากาศถ่ายเทแล้ว จึงค่อยพับผ้าห่มหรือจัดเตียงให้เรียบร้อย
  4. ซักเครื่องนอนเป็นประจำ โดยเฉพาะผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน ซึ่งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ควรซักอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการสะสมของเหงื่อ น้ำมัน และสารก่อภูมิแพ้

สรุปแล้ว “พับ” หรือ “ไม่พับ”?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องรีบพับทันทีหลังตื่นนอน

สิ่งสำคัญกว่าความเรียบร้อยในช่วงไม่กี่นาทีแรกของวัน คือการทำให้เครื่องนอนมีโอกาสระบายความชื้นและอากาศถ่ายเทได้ดี โดยเฉพาะในห้องที่มีความชื้นสูง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าการไม่พับผ้าห่มเป็นเวลา 30–60 นาทีสามารถกำจัดไรฝุ่นได้โดยตรง ดังนั้น หากต้องการลดไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมความชื้น การระบายอากาศ และการซักเครื่องนอนเป็นประจำมากกว่า

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล