ดื่มชาอะไร? แค่ 2 สัปดาห์ ชายเกือบดับเพราะ "โพแทสเซียมในเลือดสูง" เฉียบพลัน!

ดื่มชาอะไร? แค่ 2 สัปดาห์ ชายเกือบดับเพราะ "โพแทสเซียมในเลือดสูง" เฉียบพลัน!

ดื่มชาอะไร? แค่ 2 สัปดาห์ ชายเกือบดับเพราะ "โพแทสเซียมในเลือดสูง" เฉียบพลัน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดื่มชาแบบนี้แค่ 2 สัปดาห์! ชายวัย 60 ปี เกือบเสียชีวิตจาก “โพแทสเซียมในเลือดสูง” เฉียบพลัน

ชาอาจเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคไต การเลือกชนิดชาและปริมาณที่ดื่มเป็นเรื่องสำคัญ เพราะชาบางประเภทหรือการดื่มในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้

ชายแซ่โฝว วัย 60 ปี ในไต้หวัน ถูกครอบครัวนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพอ่อนแรงอย่างมากและมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ผลตรวจเลือดพบว่า ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงถึง 7.2 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากโพแทสเซียมที่สูงมากสามารถส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ

ชาสมุนไพร “ขับร้อน” เกือบทำชายวัย 60 ปีเสียชีวิต

แพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยมีภาวะ โพแทสเซียมในเลือดสูงเฉียบพลัน (Acute Hyperkalemia) หลังซักประวัติเพิ่มเติม ทีมแพทย์จึงพบข้อมูลสำคัญว่า ชายรายนี้มี โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 อยู่เดิม

ก่อนเกิดเหตุ เขาได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชาสมุนไพรที่อ้างว่าช่วย “ขับความร้อนและล้างพิษ” จึงนำมาดื่มแทนน้ำเปล่าติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์

ช่วงแรกเขาเริ่มมีอาการเบื่ออาหารและอ่อนเพลีย แต่กลับเข้าใจว่าเป็นสัญญาณของการ “ขับสารพิษ” จึงยังคงดื่มต่อ กระทั่งเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติและหมดสติ ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สำหรับผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง ร่างกายอาจขับโพแทสเซียมออกได้ไม่ดีเท่าคนทั่วไป หากระดับโพแทสเซียมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลต่อระบบไฟฟ้าของหัวใจและนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงได้

5 ลักษณะ “ชา” ที่ผู้ป่วยโรคไตควรระวัง

ผู้ป่วยโรคไตไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องงดชาโดยเด็ดขาด แต่ควรระมัดระวัง ชนิด ปริมาณ และส่วนผสมของเครื่องดื่ม เนื่องจากความสามารถในการขับแร่ธาตุและสารบางชนิดของแต่ละคนแตกต่างกัน

1. ชาสมุนไพรหรือชาสมุนไพรจีนที่ไม่ทราบส่วนประกอบชัดเจน

ชาสมุนไพรบางชนิดอาจมีแร่ธาตุหรือสารออกฤทธิ์ในปริมาณที่ควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูลส่วนประกอบหรือแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ

ผู้ที่มีโรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงการซื้อชาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนผสมมาดื่มเป็นประจำ โดยเฉพาะการนำมาดื่มแทนน้ำเปล่าเป็นเวลานาน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระดับแร่ธาตุในเลือด

2. ชาที่ชงเข้มมากหรือดื่มในปริมาณมาก

การใช้ใบชาจำนวนมากหรือแช่ชาเป็นเวลานานทำให้เครื่องดื่มมีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งคาเฟอีนและสารประกอบอื่น ๆ

สำหรับผู้ที่มีโรคไต การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมากเป็นประจำอาจไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายอย่างหรือจำเป็นต้องควบคุมปริมาณของเหลว ควรสอบถามแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง

3. ชาที่เติมน้ำตาลมากและชาบรรจุขวด

ชาเย็น ชานม หรือชาบรรจุขวดบางชนิดมีน้ำตาลสูง หากดื่มเป็นประจำอาจทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานเกินความต้องการ

การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไต

4. ชาที่เก็บรักษาไม่ดีหรือมีเชื้อรา

ใบชาที่เก็บไว้ในสภาพชื้นหรือมีเชื้อราไม่ควรนำมาชงดื่ม เพราะอาจมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ผู้บริโภคควรเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบวันหมดอายุ และเก็บชาในภาชนะที่แห้งและปิดสนิท หากพบกลิ่นผิดปกติ ความชื้น หรือเชื้อรา ควรทิ้งทันที

5. ชานมและเครื่องดื่มมัทฉะที่มีส่วนผสมจำนวนมาก

ชานมและเครื่องดื่มมัทฉะสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาล ครีมเทียม และสารเติมแต่ง รวมถึงแร่ธาตุบางชนิดในปริมาณสูง

ผู้ที่มีโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือน้ำตาล ควรตรวจสอบส่วนประกอบและปริมาณก่อนดื่ม เพราะข้อจำกัดด้านอาหารของผู้ป่วยโรคไตแต่ละระยะไม่เหมือนกัน

มีโรคไต ไม่ได้แปลว่าห้ามดื่มชา แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคไต สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเลือก “ชาอะไรดี” แต่ต้องดู ปริมาณที่ดื่ม ส่วนผสม และการทำงานของไตของแต่ละคน ร่วมกัน

โดยเฉพาะการดื่มชาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบ การดื่มชาเข้มข้น หรือการดื่มเครื่องดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งแทนน้ำเปล่าเป็นเวลานาน ควรหลีกเลี่ยงและปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน

หากมีโรคไตและมีอาการใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือหมดสติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระดับโพแทสเซียมในเลือด ซึ่งจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อยืนยัน ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตัวเอง

หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการเผยแพร่และความรู้ทั่วไป ไม่ควรใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่มีข้อจำกัดด้านอาหารและเครื่องดื่มแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล