กูรูเตือน 6 คำที่พ่อแม่ "ไม่ควรพูดกับลูก" ต่อให้หวังดี ก็อาจเป็นบาดแผลลึกในใจ!

กูรูเตือน 6 คำที่พ่อแม่ "ไม่ควรพูดกับลูก" ต่อให้หวังดี ก็อาจเป็นบาดแผลลึกในใจ!

กูรูเตือน 6 คำที่พ่อแม่ "ไม่ควรพูดกับลูก" ต่อให้หวังดี ก็อาจเป็นบาดแผลลึกในใจ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

6 เรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก แม้ตั้งใจดี เพราะอาจกลายเป็นบาดแผลในใจ

พ่อแม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกให้ลูกได้รับรู้ได้ แต่มีบางเรื่องที่ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง เพราะคำพูดบางอย่างที่ออกมาในช่วงเหนื่อย เครียด หรือเสียใจ อาจกลายเป็น “เสียงที่ติดอยู่ในความทรงจำ” ของลูกไปนาน

หลายครั้งพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูก เพียงแค่ต้องการให้ลูกเข้าใจความเหนื่อย ความลำบาก หรือความเสียสละของตัวเอง แต่เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาผู้ใหญ่ สิ่งที่ลูกอาจรับรู้กลับเป็นความรู้สึกผิด ความกดดัน หรือการคิดว่าตัวเองเป็นภาระ

ดังนั้น แม้พ่อแม่จะสามารถแบ่งปันความรู้สึกกับลูกได้ แต่มี 6 เรื่องที่ไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่ลูกต้องแบกรับในวัยเด็ก

1. อย่าพูดเรื่องความลำบากทางการเงินจนทำให้ลูกรู้สึกเป็นภาระ

เด็กเล็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องรายรับ รายจ่าย หรือภาระทางการเงินของครอบครัว แต่พวกเขารับรู้ความเครียดของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี

คำพูดอย่าง “บ้านเราไม่มีเงิน” “แม่เหนื่อยเพราะต้องหาเงินเลี้ยงลูก” หรือ “อย่าขออะไรเลย มันเปลือง” หากพูดบ่อยครั้ง อาจทำให้เด็กเข้าใจผิดว่า ความต้องการของตัวเองคือปัญหา

เมื่อโตขึ้น เด็กบางคนอาจรู้สึกผิดเวลาซื้อของให้ตัวเอง ไม่กล้าใช้เงินกับสิ่งที่จำเป็น หรือคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับสิ่งดี ๆ

หากต้องการสอนเรื่องการเงิน ควรเปลี่ยนเป็นการสอนให้ลูกรู้จักวางแผน เช่น แยกสิ่งที่ “จำเป็น” กับ “อยากได้” หรือช่วยกันตั้งเป้าหมายเก็บเงิน แทนการทำให้เด็กรู้สึกผิด

2. อย่าทำให้การเลี้ยงลูกกลายเป็น “หนี้บุญคุณ”

ประโยคอย่าง

“รู้ไหมว่าแม่เสียสละเพื่อหนูมากแค่ไหน”

“ถ้าไม่มีลูก แม่คงมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

อาจทำให้เด็กเข้าใจว่า ความรักของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยการทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ

เด็กอาจเติบโตมาพร้อมความคิดว่า ต้องเรียนเก่ง ต้องเป็นเด็กดี หรือทำตามความคาดหวังของคนอื่น จึงจะสมควรได้รับความรัก

ความเสียสละของพ่อแม่เป็นเรื่องจริง แต่เป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่ ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นภาระทางใจของลูก

แทนที่จะพูดว่า “พ่อแม่ยอมเสียทุกอย่างเพื่อลูก” อาจเปลี่ยนเป็น “ตอนนั้นพ่อแม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว และไม่เคยเสียใจที่เลือกแบบนั้น”

3. อย่าให้ลูกต้องเลือกข้างระหว่างพ่อกับแม่

หลังจากพ่อแม่ทะเลาะกัน บางคนอาจเผลอเล่าเรื่องราวให้นำลูกเข้ามารับรู้ เช่น

“พ่อเขาไม่เคยสนใจครอบครัวเลย”

“ลูกคิดว่าใครผิด?”

“ถ้าไม่ใช่เพราะลูก พ่อกับแม่คงเลิกกันไปแล้ว”

สำหรับเด็ก พ่อและแม่ต่างเป็นคนสำคัญ การให้ลูกเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เท่ากับทำให้เด็กต้องแบกรับความขัดแย้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขา

เด็กที่เติบโตท่ามกลางความขัดแย้งของผู้ใหญ่อาจกลายเป็นคนกลัวการทะเลาะ พยายามเอาใจทุกคน หรือให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าตัวเอง

ปัญหาระหว่างคู่ชีวิตควรได้รับการแก้ไขโดยผู้ใหญ่ และควรบอกลูกว่า

“พ่อกับแม่อาจมีเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกัน แต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ความรักที่มีต่อลูกยังเหมือนเดิม”

4. อย่าใช้ “ลูกบ้านอื่น” เป็นเครื่องมือกดดัน

ประโยคเปรียบเทียบ เช่น

“ทำไมเพื่อนได้คะแนนดีกว่าลูก”

“พี่เขาเมื่อก่อนยังทำได้ดีกว่าเลย”

“ดูบ้านข้าง ๆ สิ ลูกเขาเก่งกว่าเยอะ”

อาจทำให้เด็กพยายามมากขึ้นในระยะสั้น แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ เด็กจะเริ่มทำทุกอย่างเพียงเพื่อไม่ให้ตัวเองแพ้หรือผิดหวัง

เด็กอาจกลัวความล้มเหลว ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ และรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบกับคนอื่น

แทนที่จะเปรียบเทียบ ควรชื่นชมความพยายามของลูก เช่น

“แม่เห็นว่าลูกพยายามแก้โจทย์ที่ผิดจนทำได้”

“วันนี้ลูกมีความรับผิดชอบมากขึ้นนะ”

เมื่อเด็กเห็นว่าความพยายามของตัวเองมีคุณค่า เขาจะไม่ต้องแข่งขันกับใครเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

5. อย่าใช้ลูกเป็นที่ระบายอารมณ์ของผู้ใหญ่

บางครั้งพ่อแม่อาจพูดกับลูกว่า

“มีแค่ลูกที่เข้าใจแม่”

“เรื่องนี้อย่าบอกพ่อนะ”

“รู้ไหมว่าปู่ย่าหรือตายายเคยทำกับแม่ยังไง”

แม้พ่อแม่อาจมองว่าเป็นการเปิดใจ แต่สำหรับเด็ก นั่นคือการถูกวางให้เป็นผู้รับผิดชอบความรู้สึกของผู้ใหญ่

ปัญหาชีวิตคู่ ความขัดแย้งในครอบครัว หรือบาดแผลในอดีต เป็นเรื่องที่เกินกว่าที่เด็กควรต้องจัดการ

ก่อนเล่าเรื่องส่วนตัวกับลูก ลองถามตัวเองว่า “ลูกจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้จริง ๆ หรือเราแค่ต้องการคนรับฟัง?”

หากเป็นอย่างหลัง ควรพูดคุยกับคู่ชีวิต เพื่อน คนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญแทน

6. อย่าบังคับให้ลูกทำตามความฝันที่พ่อแม่เคยพลาด

พ่อแม่สามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตให้ลูกฟังได้ แต่ไม่ควรทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตแทนความฝันที่ผู้ใหญ่ยังทำไม่สำเร็จ

เช่น

“แม่ไม่ได้เรียนสิ่งนี้ ลูกต้องเรียนแทนแม่”

“อนาคตของครอบครัวต้องฝากไว้ที่ลูก”

คำพูดเหล่านี้อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าหน้าที่ของตัวเองคือการเติมเต็มสิ่งที่พ่อแม่ขาดหาย

พ่อแม่สามารถแนะนำได้ แต่ควรเปิดโอกาสให้ลูกค้นหาความต้องการของตัวเอง

อาจเปลี่ยนเป็น “แม่เคยพลาดโอกาสนี้ แต่ลูกไม่จำเป็นต้องเลือกเหมือนแม่ สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร”

ให้ลูกได้มีวัยเด็ก ไม่ต้องแบกรับปัญหาของผู้ใหญ่

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องซ่อนทุกความยากลำบาก เด็กสามารถเรียนรู้ได้ว่าครอบครัวกำลังเหนื่อย กำลังประหยัด หรือมีวันที่ไม่สบายใจ

แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า ปัญหาของผู้ใหญ่ ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนรับผิดชอบ

พ่อแม่สามารถพูดว่า “วันนี้แม่เหนื่อยนิดหน่อย” แต่ไม่ควรทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นต้นเหตุของความเหนื่อยนั้น

เมื่อพ่อแม่จัดการอารมณ์ของตัวเองได้ และไม่โยนภาระทางใจให้ลูก เด็กจะเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างมีความสุข

เรียบเรียงจากแนวคิดของ “โบ ลัม” (Bố Lam) อดีตครู ปัจจุบันทำงานด้านการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา และมีประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวและการสร้างนิสัยรักการอ่าน

โบ ลัม ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับลูก โดยชี้ให้เห็นว่า แม้พ่อแม่บางครั้งอาจพูดสิ่งต่าง ๆ ออกมาจากความเหนื่อย ความเครียด หรือความต้องการให้ลูกเข้าใจ แต่คำพูดบางอย่างอาจส่งผลต่อความรู้สึกและมุมมองของเด็กที่มีต่อตัวเองในระยะยาว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล