สะอาดแล้วยังมีกลิ่น? เปิด 5 อาหาร ช่วยลดกลิ่นตัว-กลิ่นปาก "หอม" จากภายใน

เปิดรายชื่อ 5 อาหาร ช่วยลดกลิ่นปากและกลิ่นตัวจากภายใน สร้างสมดุลร่างกาย ขจัดของสีย กลิ่นไม่พึงประสงค์
กลิ่นตัวและกลิ่นปากไม่ได้เกิดจากการดูแลความสะอาดเพียงอย่างเดียว อาหาร ภาวะปากแห้ง การทำงานของแบคทีเรีย ฮอร์โมน ยาบางชนิด รวมถึงโรคประจำตัวก็อาจมีส่วนได้ แม้อาหารจะไม่สามารถเปลี่ยนให้ร่างกายหอมได้ทันที โดย ผลไม้รสเปรี้ยว โยเกิร์ต ชาเขียว แอปเปิล และน้ำเปล่า อาจช่วยลดปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
หลายคนอาบน้ำ แปรงฟัน และใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นเป็นประจำ แต่ยังรู้สึกว่ามีกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากอยู่ ปัญหานี้อาจไม่ได้หมายความว่ารักษาความสะอาดไม่ดีเสมอไป เพราะกลิ่นเหงื่อเกิดขึ้นเมื่อสารในเหงื่อถูกแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลาย ขณะที่กลิ่นปากส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับแบคทีเรีย คราบบนลิ้น โรคเหงือก หรือภาวะน้ำลายน้อย
อาหารบางชนิดอาจช่วยให้ช่องปากชุ่มชื้น กระตุ้นการหลั่งน้ำลาย หรือส่งผลต่อจุลินทรีย์ในช่องปาก อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับการลดกลิ่นของอาหารแต่ละชนิดยังมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน โดยชาเขียว โพรไบโอติก และน้ำเปล่ามีข้อมูลสนับสนุนด้านกลิ่นปากมากกว่า ส่วนการทำให้เหงื่อมีกลิ่นดีขึ้นยังมีหลักฐานจำกัด
5 อาหารช่วยลดกลิ่นตัวและกลิ่นปากจากภายใน มีอะไรบ้าง?
1. ผลไม้ตระกูลซิตรัส ช่วยเพิ่มน้ำและกระตุ้นน้ำลาย

ส้ม ส้มโอ มะนาว และเกรปฟรุตเป็นผลไม้ตระกูลซิตรัสที่มีน้ำสูง การเคี้ยวผลไม้ทั้งชิ้นช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย ซึ่งมีหน้าที่ชะล้างเศษอาหารและควบคุมจุลินทรีย์บางส่วนในช่องปาก เมื่อปากไม่แห้ง การสะสมของสารระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นปากก็อาจลดลงได้
สำหรับเรื่องกลิ่นตัว ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการกินผลไม้ซิตรัสชนิดใดชนิดหนึ่งจะทำให้เหงื่อหอมโดยตรง แต่มีงานศึกษาขนาดเล็กพบความเชื่อมโยงระหว่างการกินผักและผลไม้มากขึ้นกับกลิ่นเหงื่อที่ถูกประเมินว่าน่าพึงพอใจกว่า ผลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผลไม้รสเปรี้ยวสามารถใช้รักษากลิ่นตัวได้
ควรเลือกกินเป็นผลไม้สดมากกว่าน้ำผลไม้เติมน้ำตาล และไม่ควรจิบน้ำมะนาวเข้มข้นตลอดทั้งวัน เพราะกรดอาจกัดกร่อนผิวเคลือบฟัน หลังรับประทานควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า และเว้นช่วงก่อนแปรงฟันประมาณ 30 นาที
2. โยเกิร์ต อาจช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในช่องปาก

โยเกิร์ตบางชนิดมีจุลินทรีย์มีชีวิตหรือโพรไบโอติก ซึ่งอาจช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในช่องปาก งานทบทวนการศึกษาหลายฉบับพบว่าโพรไบโอติกบางสายพันธุ์อาจช่วยลดสารประกอบกำมะถันระเหยง่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของกลิ่นปากได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่โยเกิร์ตทุกชนิดจะให้ผลเหมือนกัน เพราะประโยชน์ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ปริมาณ และระยะเวลาที่รับประทาน ควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่เติมน้ำตาลหรือมีน้ำตาลต่ำ เนื่องจากโยเกิร์ตหวานจัดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุและไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพช่องปาก
หลักฐานของโยเกิร์ตเกี่ยวข้องกับกลิ่นปากมากกว่ากลิ่นเหงื่อ จึงไม่ควรคาดหวังว่ากินแล้วจะทำให้รักแร้หรือร่างกายหอมขึ้นทันที หากมีกลิ่นปากจากฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือหินปูน โยเกิร์ตไม่สามารถทดแทนการรักษาจากทันตแพทย์ได้
3. ชาเขียว อาจลดสารก่อกลิ่นในปากได้ชั่วคราว

ชาเขียวมีสารกลุ่มคาเทชิน โดยเฉพาะ EGCG ซึ่งมีคุณสมบัติด้านการยับยั้งจุลินทรีย์ในการศึกษาในห้องปฏิบัติการ งานวิจัยในมนุษย์บางส่วนพบว่าชาเขียวช่วยลดระดับสารประกอบกำมะถันในลมหายใจและลดกลิ่นปากได้ชั่วคราว แต่อาจไม่ได้ให้ผลยาวนานตลอดวัน
วิธีดื่มที่เหมาะสมคือเลือกชาเขียวไม่เติมน้ำตาล เพราะชาเขียวหวานหรือชานมอาจให้ทั้งน้ำตาลและพลังงานสูง ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนควรหลีกเลี่ยงช่วงเย็น ส่วนผู้มีภาวะขาดธาตุเหล็กอาจต้องเว้นการดื่มชาออกจากมื้ออาหาร เพื่อไม่ให้สารในชารบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก
4. แอปเปิล ช่วยชะล้างเศษอาหารและกระตุ้นน้ำลาย

จุดเด่นของแอปเปิลไม่ได้อยู่ที่การทำให้ตัวหอม แต่เป็นเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวและมีน้ำอยู่มาก การเคี้ยวแอปเปิลสดสามารถกระตุ้นน้ำลายและช่วยพาเศษอาหารบางส่วนออกจากช่องปาก จึงอาจช่วยลดกลิ่นหลังมื้ออาหารได้ในระดับหนึ่ง
แอปเปิลยังมีสารโพลีฟีนอล โดยงานวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากแอปเปิลบางชนิดสามารถยับยั้งแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นปากได้ อย่างไรก็ตาม ผลจากสารสกัดในห้องทดลองไม่เท่ากับการยืนยันว่าการกินแอปเปิลหนึ่งผลจะรักษากลิ่นปากได้
แอปเปิลจึงเป็นเพียงตัวช่วยหลังอาหาร ไม่ใช่สิ่งทดแทนการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน หรือการทำความสะอาดลิ้น หากต้องการควบคุมน้ำตาล ควรกินแอปเปิลทั้งผลแทนการดื่มน้ำแอปเปิล เพื่อให้ได้รับใยอาหารและอิ่มได้นานกว่า
5. น้ำเปล่า ตัวช่วยพื้นฐานของปากแห้งและกลิ่นไม่พึงประสงค์

เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณน้ำลายอาจลดลง ทำให้ปากแห้งและเกิดการสะสมของเศษอาหารกับแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น การจิบน้ำเปล่าระหว่างวันจึงช่วยรักษาความชุ่มชื้นในช่องปากและชะล้างสารตกค้างบางส่วน โดยเฉพาะหลังตื่นนอน ดื่มกาแฟ หรือรับประทานอาหาร
น้ำเปล่าไม่ได้ล้างสารพิษหรือกำจัดกลิ่นเหงื่อโดยตรง แต่ช่วยให้ร่างกายรักษาสมดุลของของเหลวและลดภาวะปากแห้งได้ การดื่มน้ำให้เพียงพอยังช่วยไม่ให้ปัสสาวะเข้มข้นจนมีกลิ่นแรงจากการขาดน้ำ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มในปริมาณมากเกินความต้องการ
อาหารทำให้ตัวหอมได้จริงหรือ?
คำตอบคือ ยังไม่มีอาหารชนิดใดที่ได้รับการยืนยันว่ากินแล้วทำให้ร่างกายหอมได้อย่างแน่นอน อาหารอาจเปลี่ยนลักษณะกลิ่นเหงื่อหรือลมหายใจได้ แต่ผลแตกต่างกันในแต่ละคน และขึ้นอยู่กับพันธุกรรม จุลินทรีย์บนผิวหนัง สุขภาพช่องปาก ยาที่ใช้ และภาวะสุขภาพร่วมด้วย
อาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม เครื่องเทศ แอลกอฮอล์ หรืออาหารรสจัด อาจทำให้บางคนเหงื่อออกมากขึ้นหรือมีกลิ่นเปลี่ยนไป หากสังเกตว่ากลิ่นเกิดหลังรับประทานอาหารบางชนิดซ้ำ ๆ อาจลองลดอาหารนั้นชั่วคราวและจดบันทึกอาการ แทนการงดอาหารหลายประเภทพร้อมกันโดยไม่มีเหตุผล
ลดกลิ่นตัวและกลิ่นปากให้ได้ผล ต้องทำควบคู่กับอะไร?
- อาบน้ำและเช็ดบริเวณที่อับชื้นให้แห้ง โดยเฉพาะรักแร้ ขาหนีบ และเท้า
- เปลี่ยนเสื้อผ้าและถุงเท้าที่เปียกเหงื่อ เลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
- ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อหรือระงับกลิ่นกายอย่างเหมาะสม
- แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และทำความสะอาดลิ้น
- ตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์เป็นระยะ
- ลดบุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหารหวาน และอาหารที่สังเกตว่ากระตุ้นกลิ่น
กลิ่นตัวหรือกลิ่นปากแบบไหนควรไปพบแพทย์?
หากกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน รุนแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือไม่ดีขึ้นแม้ดูแลสุขอนามัยแล้ว ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกมากผิดปกติ ปากแห้งเรื้อรัง เหงือกบวม เลือดออก ปวดฟัน น้ำหนักลด หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
กลิ่นที่ผิดปกติบางลักษณะอาจเกี่ยวข้องกับโรคในช่องปาก ภาวะเหงื่อออกมาก โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด จึงไม่ควรพยายามแก้ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว การหาสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและตรงจุดกว่า
สรุป 5 อาหารช่วยลดกลิ่นตัวจากภายใน
ผลไม้ตระกูลซิตรัส โยเกิร์ต ชาเขียว แอปเปิล และน้ำเปล่า อาจช่วยลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะกลิ่นปาก ผ่านการเพิ่มความชุ่มชื้น กระตุ้นน้ำลาย หรือส่งผลต่อแบคทีเรียในช่องปาก แต่ไม่ควรเรียกว่าอาหารที่กินแล้วทำให้ตัวหอมทันที
วิธีที่ได้ผลกว่าคือกินอาหารให้หลากหลาย ดื่มน้ำพอเหมาะ ดูแลผิวหนังและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากกลิ่นยังคงอยู่หรือผิดปกติชัดเจน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อค้นหาสาเหตุแทนการใช้อาหารกลบปัญหา
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


