ไม่ใช่แค่อ้วน! วิจัยชี้แค่ "ดื่มวันละแก้ว" เสี่ยง "มะเร็งกระเพาะ" 2.45 เท่า กว่าคนไม่ดื่ม

คนดื่มเครื่องดื่มหวานทุกวัน วันละแก้วก็เสี่ยง "มะเร็งกระเพาะอาหาร" 2.45 เท่า กว่าคนไม่ดื่ม ผู้หญิงเสี่ยงกว่าผู้ชาย เพราะอะไร?
งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารสูงกว่าผู้ที่แทบไม่ดื่มประมาณ 2.45 เท่า อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์นี้เป็นเพียงการพบความสัมพันธ์ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเครื่องดื่มหวานเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็ง
เครื่องดื่มหวานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนจำนวนไม่น้อย บางคนดื่มพร้อมอาหาร บางคนใช้เพิ่มความสดชื่นระหว่างวัน โดยอาจไม่ได้สังเกตว่าตนเองได้รับน้ำตาลเติมเพิ่มสะสมมากเพียงใดในแต่ละวัน
ล่าสุด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Gastro Hep Advances เปิดประเด็นใหม่ที่น่าจับตา หลังพบความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลเป็นประจำกับอุบัติการณ์ของมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงในระดับโลก

ดื่มเครื่องดื่มหวานวันละ 1 แก้ว อาจเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารสูงขึ้น 2.45 เท่า
นักวิจัยนำข้อมูลของผู้เข้าร่วมมากกว่า 112,000 คน จากโครงการ Nurses’ Health Study และ Health Professionals Follow-up Study ในสหรัฐอเมริกามาวิเคราะห์ โดยข้อมูลด้านอาหารและเครื่องดื่มได้รับการประเมินซ้ำทุก 4 ปี และติดตามสุขภาพของผู้เข้าร่วมเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ตลอดระยะเวลาติดตามรวมมากกว่า 3.2 ล้านคน-ปี พบผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร 278 ราย เมื่อปรับปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องแล้ว กลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลอย่างน้อยวันละ 1 หน่วยบริโภค มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารประมาณ 2.45 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ดื่มน้อยกว่าหนึ่งครั้งต่อเดือน
หนึ่งหน่วยบริโภคในการศึกษานี้กำหนดไว้ที่ประมาณ 8 ออนซ์ หรือราว 240 มิลลิลิตร ซึ่งอาจน้อยกว่าขนาดเครื่องดื่มที่หลายคนซื้อดื่มในชีวิตประจำวัน โดยแก้วหรือขวดที่วางจำหน่ายทั่วไปอาจมีปริมาณมากกว่าหนึ่งหน่วยบริโภค
ผู้หญิงพบความเสี่ยงประมาณ 3 เท่า ผู้ชายเกือบ 2 เท่า
เมื่อแยกวิเคราะห์ตามโครงการ กลุ่มผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลมากกว่าวันละหนึ่งหน่วยบริโภคมีค่าความเสี่ยงประมาณ 3.04 เท่า ส่วนกลุ่มผู้ชายมีค่าความเสี่ยงประมาณ 1.99 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่แทบไม่ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปสรุปทันทีว่าผู้หญิงได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มหวานมากกว่าผู้ชายอย่างแน่นอน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารที่พบในการศึกษายังมีไม่มาก และผลลัพธ์อาจได้รับอิทธิพลจากลักษณะเฉพาะของผู้เข้าร่วมแต่ละกลุ่ม

เครื่องดื่มเติมน้ำตาลที่งานวิจัยนำมาศึกษา มีอะไรบ้าง?
เครื่องดื่มเติมน้ำตาล หรือ sugar-sweetened beverages ที่ถูกรวมอยู่ในการศึกษานี้ ได้แก่ เครื่องดื่มอัดลม พันช์ เลมอนเนด และเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา ส่วนเครื่องดื่มอัดลมแคลอรีต่ำถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล
ดังนั้น จึงไม่ควรนำผลวิจัยไปเหมารวมว่าเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิดมีความเสี่ยงเท่ากัน เพราะชา กาแฟ น้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มพร้อมดื่มแต่ละสูตรมีส่วนประกอบและปริมาณน้ำตาลแตกต่างกัน หากมีการเติมน้ำตาลก็ควรพิจารณาปริมาณจากฉลากโภชนาการและปริมาณที่ดื่มจริง
สำหรับเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล การศึกษาครั้งนี้ไม่พบความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถดื่มได้ไม่จำกัด หรือเป็นข้อยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพด้านอื่น
ทำไมเครื่องดื่มหวานอาจเชื่อมโยงกับมะเร็งกระเพาะอาหาร?
นักวิจัยยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด แต่ตั้งข้อสังเกตว่า การได้รับน้ำตาลปริมาณมากอย่างต่อเนื่องอาจเชื่อมโยงกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การอักเสบ ความผิดปกติของระบบเผาผลาญ และการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร
การศึกษายังพบว่า การได้รับฟรุกโตสโดยรวมในระดับสูงสัมพันธ์กับอุบัติการณ์มะเร็งกระเพาะอาหารที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดและในกลุ่มผู้หญิง แต่ข้อมูลนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าฟรุกโตสเป็นสาเหตุของโรค หรือฟรุกโตสจากอาหารทุกชนิดให้ผลเหมือนกัน
เครื่องดื่มหวานยังเป็นแหล่งพลังงานที่บริโภคได้ง่ายโดยไม่ทำให้อิ่มเท่ากับอาหารแข็ง หากดื่มเป็นประจำโดยไม่ลดพลังงานจากอาหารส่วนอื่น อาจนำไปสู่น้ำหนักเกินและปัญหาด้านการเผาผลาญ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด
งานวิจัยพบเพียงความสัมพันธ์ ยังไม่ยืนยันว่าเครื่องดื่มหวานก่อมะเร็ง
ข้อควรระวังสำคัญคือ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต นักวิจัยติดตามพฤติกรรมการดื่มและผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้เข้าร่วม แต่ไม่ได้สุ่มให้คนกลุ่มหนึ่งดื่มเครื่องดื่มหวานเพื่อเปรียบเทียบกับอีกกลุ่มโดยตรง จึงยังพิสูจน์ความเป็นเหตุและผลไม่ได้
แม้จะมีการปรับข้อมูลโดยคำนึงถึงดัชนีมวลกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคเบาหวาน และรูปแบบการกินบางส่วนแล้ว แต่อาจยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ เช่น ประวัติมะเร็งในครอบครัว ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง และประวัติการส่องกล้องทางเดินอาหาร
ข้อมูลการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori หรือ H. pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร มีอยู่เพียงบางส่วนของผู้เข้าร่วม นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวและเป็นบุคลากรด้านสุขภาพในสหรัฐอเมริกา จึงต้องมีการศึกษาในประชากรกลุ่มอื่นเพิ่มเติมก่อนนำผลไปใช้ในวงกว้าง
ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารไม่ได้มีแค่เครื่องดื่มหวาน
การติดเชื้อ H. pylori ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีการสูบบุหรี่ อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร และความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด
พฤติกรรมการกินก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารเค็มจัด อาหารหมักดอง อาหารรมควัน และเนื้อแปรรูปมากเกินไป ขณะที่การรับประทานผักและผลไม้น้อยอาจทำให้รูปแบบอาหารโดยรวมขาดความสมดุล
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นมะเร็ง แต่หมายถึงมีโอกาสเกิดโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยดังกล่าว การลดปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว
ลดเครื่องดื่มหวานอย่างไร เริ่มได้โดยไม่ต้องหักดิบ
ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มหวานทุกวันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมดในครั้งเดียว แต่อาจเริ่มจากลดความถี่ ลดขนาดแก้ว หรือเปลี่ยนเครื่องดื่มหวานอย่างน้อยหนึ่งแก้วต่อวันเป็นน้ำเปล่า ก่อนค่อย ๆ ลดปริมาณลงตามความเหมาะสม
- อ่านฉลากและดูปริมาณน้ำตาลรวมทั้งขวด ไม่ดูเฉพาะตัวเลขต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
- สั่งชาและกาแฟแบบไม่เติมน้ำตาล หรือลดระดับความหวานลงทีละน้อย
- ไม่ใช้เครื่องดื่มอัดลมและเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาแทนน้ำเปล่าในชีวิตประจำวัน
- เลือกผลไม้ทั้งผลแทนน้ำผลไม้เติมน้ำตาล เพื่อให้ได้รับใยอาหารมากกว่า
- ลดอาหารแปรรูปและเพิ่มอาหารที่หลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนที่เหมาะสม
- ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
มีอาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?
มะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรกอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการคล้ายโรคทางเดินอาหารทั่วไป เช่น แน่นท้อง อิ่มเร็ว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาหารไม่ย่อย อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกมาก จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยมะเร็งด้วยตัวเองได้
หากมีอาการต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย อาเจียนบ่อย อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อร่วมกัน
ดื่มหวานทุกวันไม่ได้แปลว่าจะเป็นมะเร็ง แต่ควรลดไว้ก่อน
งานวิจัยในผู้เข้าร่วมมากกว่า 112,000 คนพบว่า การดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลอย่างน้อยวันละ 1 แก้วสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารที่สูงขึ้นประมาณ 2.45 เท่า แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันว่าเครื่องดื่มหวานเป็นสาเหตุโดยตรงของโรค
จุดสำคัญจึงไม่ใช่การตื่นตระหนกหลังดื่มเพียงครั้งเดียว แต่คือการทบทวนพฤติกรรมที่ทำซ้ำทุกวัน การลดน้ำตาลเติมเพิ่ม เลือกน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลัก และรับประทานอาหารให้หลากหลาย เป็นแนวทางที่ช่วยลดทั้งพลังงานส่วนเกินและความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี