เส้นเลือดหัวใจมีกี่เส้น? รู้จัก โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว

เส้นเลือดหัวใจมีกี่เส้น? รู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้ตัวว่าหลอดเลือดหัวใจกำลังมีความผิดปกติ เพราะในระยะแรกอาจมีเพียงอาการเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว
โดยเฉพาะภาวะ เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น ซึ่งหมายถึงหลอดเลือดหัวใจหลักทั้ง 3 เส้นเกิดการตีบแคบ ถือเป็นภาวะที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ เพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจล้มเหลว หรือเสียชีวิตกะทันหันได้
เส้นเลือดหัวใจมีกี่เส้น?
หัวใจของคนเรามีหลอดเลือดหัวใจหลักที่ทำหน้าที่ส่งเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอยู่ 3 เส้นสำคัญ ได้แก่
1. Left Anterior Descending Artery (LAD)
เป็นหลอดเลือดแดงหัวใจด้านหน้า ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณด้านหน้า รวมถึงผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจ หากเกิดการตีบหรือตัน อาจส่งผลต่อพื้นที่กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณกว้าง
2. Left Circumflex Artery (LCX)
เป็นหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณด้านข้างของหัวใจ ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจด้านข้างและด้านหลังบางส่วน การตีบของหลอดเลือดเส้นนี้อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณดังกล่าวลดลง
3. Right Coronary Artery (RCA)
เป็นหลอดเลือดหัวใจด้านขวา ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจด้านขวา รวมถึงบริเวณที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าหัวใจบางส่วน หากเกิดการอุดตันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
นอกจากหลอดเลือดหลักทั้ง 3 เส้นแล้ว ยังมีแขนงย่อยจำนวนมากที่แตกออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของหัวใจ ดังนั้น แม้เกิดการตีบเพียงบางตำแหน่ง ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้
Facebook Tensiaภาพเส้นเลือดหัวใจ 3 เส้นหลัก
หลอดเลือดหัวใจตีบเกิดขึ้นได้อย่างไร?
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการสะสมของ ไขมัน คอเลสเตอรอล หินปูน และคราบพลัค (Plaque) บริเวณผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้ช่องทางเดินเลือดค่อย ๆ แคบลง เลือดจึงไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ LDL หรือไขมันชนิดไม่ดี ที่สามารถแทรกเข้าสู่ผนังหลอดเลือด เมื่อ LDL เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น Oxidized LDL ร่างกายจะกระตุ้นกระบวนการอักเสบ โดยเม็ดเลือดขาวจะเข้ามาจัดการกับสิ่งแปลกปลอม แต่ไม่สามารถกำจัดไขมันเหล่านั้นได้ทั้งหมด
กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น ช่องทางไหลเวียนเลือดลดลง และทำให้หัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
เมื่อไรที่เส้นเลือดหัวใจตีบจะเริ่มมีอาการ?
โดยทั่วไป หากหลอดเลือดหัวใจตีบจนช่องทางเดินเลือดลดลงมาก ประมาณ 70-75% ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการหัวใจขาดเลือดขณะออกแรง เช่น เดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
อาการที่พบได้บ่อยคือ แน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักกดทับ หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณกลางอก ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดพัก แต่หากโรครุนแรงขึ้น อาการอาจเกิดขึ้นแม้ในขณะพัก
ทำไมบางคนตีบไม่มาก แต่เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน?
ภาวะหัวใจขาดเลือดไม่ได้เกิดจากหลอดเลือดตีบจนแคบมากเพียงอย่างเดียว บางครั้งคราบไขมันที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดอาจเกิดการแตกหรือมีรอยแผล แม้ระดับการตีบเดิมยังไม่รุนแรง
เมื่อเกิดรอยแผล เกล็ดเลือดจะเข้ามารวมตัวเพื่อซ่อมแซมตามกลไกธรรมชาติ แต่กระบวนการนี้อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหน้าอกรุนแรง เหงื่อแตก ตัวเย็น ใจสั่น หายใจลำบาก หรือเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งบางรายอาจรุนแรงจนเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล
ทำไมโรคหลอดเลือดหัวใจตีบถึงเป็นภัยเงียบ?
สาเหตุที่โรคนี้ถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรก ร่างกายอาจยังสามารถปรับตัวและส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงพัก ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ว่าภายในหลอดเลือดกำลังเกิดความผิดปกติ
เมื่อหลอดเลือดตีบรุนแรงขึ้น อาการจึงเริ่มชัดเจนมากขึ้น เช่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง แต่บางรายอาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าและเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
สัญญาณเตือนเส้นเลือดหัวใจตีบที่ควรรู้
อาการระยะเริ่มต้น
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติเมื่อออกแรง
- แน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับบริเวณกลางอก
- เจ็บหน้าอกเวลาเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
- อาการดีขึ้นเมื่อหยุดพัก
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง โดยไม่ทราบสาเหตุ
อาการอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์
- เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เหมือนมีของหนักกดหรือบีบรัด
- เจ็บร้าวไปยังแขนซ้าย ไหล่ คอ กราม หรือหลัง
- เหงื่อแตก ตัวเย็น ใจสั่น
- หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยผิดปกติ
- หน้ามืด หมดสติ หรือเกือบวูบ
เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น อันตรายแค่ไหน?
ภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นถือเป็นภาวะที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหลอดเลือดหลักหลายเส้นได้รับผลกระทบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
- กล้ามเนื้อหัวใจตาย
- หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
- หัวใจล้มเหลว
- เสียชีวิตกะทันหัน
ตรวจหาเส้นเลือดหัวใจตีบได้อย่างไร?
การตรวจวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับอาการและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยแพทย์อาจเลือกใช้วิธีต่าง ๆ ได้แก่
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อตรวจความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) เพื่อดูการตอบสนองของหัวใจเมื่อมีภาระเพิ่มขึ้น
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CTA Heart) เพื่อดูคราบไขมันและลักษณะการตีบของหลอดเลือด
- การฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยประเมินตำแหน่งและระดับการตีบได้อย่างละเอียด
วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ควบคุมไขมันในเลือด ความดันโลหิต และระดับน้ำตาล
- ลดอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และพลังงานส่วนเกิน
- เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพิ่มผักและโปรตีนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
- นอนหลับให้เพียงพอประมาณ 6-9 ชั่วโมงต่อคืน
- ควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
- งดสูบบุหรี่และลดความเครียดสะสม
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
สรุป
เส้นเลือดหัวใจหลักมีทั้งหมด 3 เส้น ได้แก่ LAD, LCX และ RCA ซึ่งทุกเส้นสามารถเกิดการตีบจากการสะสมของไขมันและคราบพลัคได้ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจึงเป็นภาวะที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว จนกระทั่งเกิดอาการรุนแรง
การสังเกตสัญญาณเตือน เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ เจ็บร้าวไปแขนหรือกราม รวมถึงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงที
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


