อย่ากินของหวานตอนบ่าย! เปิด "ช่วงเวลาทอง" ช่วยลดน้ำตาลในเลือดพุ่งได้ถึง 50%

อย่ากินของหวานตอนบ่าย! เปิด "ช่วงเวลาทอง" ช่วยลดน้ำตาลในเลือดพุ่งได้ถึง 50%

อย่ากินของหวานตอนบ่าย! เปิด "ช่วงเวลาทอง" ช่วยลดน้ำตาลในเลือดพุ่งได้ถึง 50%
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อย่ากินของหวานตอนบ่าย! นักโภชนาการเปิด "ช่วงเวลาดีที่สุด" ช่วยลดการพุ่งสูงของน้ำตาลในเลือดลงครึ่งหนึ่ง

เมื่อถึงเวลาของว่างยามบ่าย หลายคนมักจะชินกับการทานเค้กหรือขนมหวานสักชิ้นเพื่อ reward ตัวเองจากการทำงาน แต่พฤติกรรมนี้อาจเป็นตัวการหลักที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงกระฉูด!

เซียวเหวยหลิน นักโภชนาการจากไต้หวัน เปิดเผยว่า ขนมเค้กชิ้นเดียวกัน แต่ถ้ากินต่างช่วงเวลากัน การตอบสนองของระดับน้ำตาลในเลือดจะ "แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าไม่จำเป็นต้องเลิกกินของหวาน เพียงแค่ต้องเลือกให้ถูกว่าจะให้มันไปอยู่ในมื้อไหน

เช็กลิสต์ช่วงเวลากินของหวาน กินตอนไหนน้ำตาลไม่พุ่ง?

นักโภชนาการ ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจระบุว่า หากทานขนมหวานในช่วงบ่ายแบบโดดๆ หรือทานตอนท้องว่าง ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุด เพราะในกระเพาะอาหารไม่มีสิ่งอื่นช่วย "ชะลอ" การดูดซึม

ดังนั้นเขาจึงแนะนำอย่างยิ่งให้ "ทานขนมหวานหลังมื้ออาหารหลักทันที" เนื่องจากโปรตีนและใยอาหารจากมื้อหลักจะช่วยเป็นเกราะป้องกัน ชะลอความเร็วในการดูดซึมน้ำตาล ทำให้กราฟระดับน้ำตาลในเลือดลดความชันลงได้ถึงราวๆ ครึ่งหนึ่ง

iStockphoto

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการทานขนมหวานให้ฟินแต่ภาระร่างกายลดลง ดังนี้:

  • จับคู่เครื่องดื่มไม่หวาน: ทานคู่กับชาไม่ใส่น้ำตาลหรือกาแฟดำ
  • ขยับร่างกาย: หลังทานเสร็จให้ลุกขึ้นเดินขยับตัวสัก 5 นาที
  • หลีกเลี่ยงช่วงเหนื่อยล้า: ห้ามทานตอนท้องว่างและเหนื่อยจัด เพราะจะขาดสติและทานเกินปริมาณได้ง่าย
  • วางแผนมื้ออาหาร: วางแผนใส่ขนมหวานลงในมื้ออาหารอย่างเปิดเผย ไม่ควรกินแบบแอบๆ และต้องคุมปริมาณไม่ให้มากเกินไป

เปิดวาร์ป 3 เมนูของหวานแคลอรีต่ำสุดคลีน อิ่มนาน ไม่เพิ่มน้ำตาล

สำหรับช่วงหน้าร้อนที่อยากทานของหวานเย็นๆ แต่กลัวสะสมไขมัน นพ. เซียวเจี๋ยเจี้ยน แพทย์ด้านการลดน้ำหนัก ได้แนะนำ 3 ไอเทมของหวานระดับเทพ ได้แก่ "เฉาก๊วย, อ้ายหยู่ (วุ้นโอ้เอ๋ว) และบุก" ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้มีแคลอรีต่ำมาก แทบจะไม่ต้องกังวลเรื่องคาร์โบไฮเดรต และยังมีส่วนช่วยเรื่องการต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

  • อ้ายหยู่ (วุ้นโอ้เอ๋ว): ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 1–2 กิโลแคลอรี อุดมด้วย pectin ชนิด Low-Methoxyl ซึ่งเป็นไฟเบอร์ละลายน้ำได้ ช่วยให้ระดับการดูดซึมหลังมื้ออาหารคงที่
  • เฉาก๊วย: ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 5–20 กิโลแคลอรี มีสารโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์สูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (แต่ต้องระวังเฉาก๊วยสำเร็จรูปที่แช่ในน้ำเชื่อม)
  • บุก: ให้พลังงาน 5–20 กิโลแคลอรี มีเส้นใย Glucomannan ที่พองตัวในน้ำได้หลายสิบเท่า ช่วยให้อิ่มเร็ว ชะลอการขยายตัวของกระเพาะอาหาร และถูกแบคทีเรียในลำไส้หมักกลายเป็นกรดไขมันสายสั้นที่มีประโยชน์

การทานของหวานให้ปลอดภัยต่อระดับน้ำตาลในเลือด ควรเลือกทานหลังมื้ออาหารหลักทันที เพื่อให้โปรตีนและไฟเบอร์ช่วยชะลอการดูดซึม และหากต้องการของหวานดับร้อน การเลือกทานเฉาก๊วย อ้ายหยู่ หรือบุก ก็เป็นทางเลือกแคลอรีต่ำที่ช่วยให้อิ่มสบายท้องโดยไม่อ้วน

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล