หุงข้าวสุกแล้วควร "ถอดปลั๊ก" ทันทีไหม? ทำผิดข้าวแข็งกระด้าง-กินไฟไม่รู้ตัว!

หุงข้าวสุกแล้วควร "ถอดปลั๊ก" ทันทีไหม? ทำผิดข้าวแข็งกระด้าง-กินไฟไม่รู้ตัว!

หุงข้าวสุกแล้วควร "ถอดปลั๊ก" ทันทีไหม? ทำผิดข้าวแข็งกระด้าง-กินไฟไม่รู้ตัว!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คำเตือน! สายถอดปลั๊กหม้อหุงข้าวทันทีที่สุก ต้องอ่าน เผยพฤติกรรมทำข้าวแข็งกระด้าง-กินไฟไม่รู้ตัว

หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกครัวเรือนต้องใช้งานแทบทุกวัน แต่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่า พฤติกรรมการใช้งานบางอย่างที่คิดว่าเป็นการ "ประหยัดไฟ" แท้จริงแล้วอาจส่งผลเสียทั้งต่อรสชาติความอร่อยของข้าว และอาจทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น!

โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า "พอหม้อหุงข้าวเด้งปุ๊บ ต้องรีบถอดปลั๊กออกปั๊บ" หรือในทางตรงกันข้ามคือการเสียบปลั๊กอุ่นข้าวทิ้งไว้ทั้งวัน ทั้งสองพฤติกรรมนี้มีเทคนิคการจัดการเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณได้ข้าวเม็ดสวย นุ่มฟู และประหยัดค่าไฟได้จริงมากกว่าที่คิด


ไม่จำเป็นต้องรีบถอดปลั๊กทันทีที่หม้อดีดไปโหมด Warm

เมื่อข้าวหุงสุกแล้ว หม้อหุงข้าวจะเปลี่ยนจากโหมดหุง (Cook) ไปเป็นโหมดอุ่น (Warm) โดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่คือช่วงเวลาที่หลายคนมักจะรีบวิ่งไปถอดปลั๊กทันทีเพราะคิดว่ายิ่งถอดเร็วก็ยิ่งประหยัดไฟ ทว่าในความเป็นจริง ความร้อนที่สะสมอยู่ภายในหม้อหลังหุงเสร็จยังมีอยู่อีกมาก

หากเราปล่อยให้หม้อหุงข้าวเสียบปลั๊กอุ่นทิ้งไว้ต่ออีกประมาณ 5–10 นาที โดยยังไม่เปิดฝา ความร้อนและไอน้ำที่หมุนเวียนอยู่ภายในจะช่วยระอุให้เม็ดข้าวสุกงอมอย่างสมบูรณ์แบบ ข้าวจะนุ่มฟู เม็ดสวย และไม่เปียกแฉะเฉพาะจุด

ข้อดีของการปล่อยให้ข้าว "พักระอุ" ต่ออีก 10 นาทีนี้ หัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่องการประหยัดไฟเป็นหลัก แต่คือการดึงพลังงานความร้อนที่เหลืออยู่มาปรับปรุงคุณภาพของข้าวให้อร่อยนุ่มลิ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


เคล็ดลับใช้น้ำอุ่นหุงข้าว ช่วยย่นเวลาและเซฟพลังงาน

อีกหนึ่งเทคนิคช่างสังเกตที่ช่วยลดเวลาการทำงานของหม้อหุงข้าวได้ คือการใช้น้ำอุ่นแทนน้ำเย็นอุณหภูมิห้องในการหุงข้าว

ตามหลักการทำงานแล้ว หากน้ำที่ใส่ลงไปมีอุณหภูมิสูงขึ้นตั้งแต่แรก หม้อหุงข้าวก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังไฟทำความร้อนนานเพื่อดันให้อุณหภูมิน้ำสูงจนถึงจุดเดือด ทำให้ระยะเวลาในการเร่งความร้อนสั้นลง ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานไฟฟ้าลงได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการประหยัดไฟจริงจะขึ้นอยู่กับขนาดหม้อและประเภทของข้าวนั้นๆ สิ่งสำคัญคือควรกำหนดปริมาณน้ำให้พอดีกับประเภทข้าวที่หุง เพราะการใส่น้ำเยอะเกินไปนอกจากจะไม่ช่วยให้ข้าวอร่อยแล้ว ยังทำให้ใช้เวลาหุงนานขึ้นและทำให้ข้าวแฉะอีกด้วย


อย่าเสียบปลั๊กแช่โหมด "อุ่น" ไว้ทั้งวัน

หากเป้าหมายคือการควบคุมค่าไฟในบ้าน นี่คือพฤติกรรมที่ต้องระวังที่สุด! หลังจากข้าวสุกและดึงโหมดอุ่น แม้ว่ากำลังไฟฟ้าที่ใช้ในโหมด Warm จะต่ำกว่าช่วงหุงมาก แต่การเสียบปลั๊กปล่อยให้เครื่องทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง โดยเฉพาะการอุ่นทิ้งไว้ข้ามคืน หรือเสียบไว้นานทั้งวัน ปริมาณไฟฟ้าที่ถูกดึงไปใช้เรื่อยๆ จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นตัวเลขค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

นอกจากนี้ การอุ่นข้าวเป็นเวลานานเกินไป ความร้อนจะค่อยๆ ดึงความชื้นออกจากเม็ดข้าว ทำให้ข้าวแห้ง แข็งกระด้าง ข้าวตามขอบหม้อไหม้เกรียม และเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองน่าทานน้อยลง ดังนั้นหากรู้เวลาทานอาหารที่แน่นอน ควรวางแผนหุงข้าวให้สุกพอดีมื้อ ดีกว่าการหุงทิ้งไว้นานๆ แล้วเสียบปลั๊กอุ่นทิ้งไว้หลายชั่วโมง


เตือนภัย! อย่าหาทำ เอาผ้ามาคลุมหม้อหุงข้าวเพื่อเก็บความร้อน

หลายครอบครัวมีกูรูแนะนำทริกประหยัดไฟ ด้วยการนำผ้าหนาๆ มาคลุมทับบนฝาหม้อหุงข้าวเพื่อช่วยกักเก็บความร้อน แต่บอกเลยว่า นี่เป็นวิธีที่อันตรายและไม่ควรทำเด็ดขาด!

เนื่องจากในขณะที่หม้อหุงข้าวทำงาน รูระบายไอน้ำบนฝาหม้อมีหน้าที่ระบายความร้อนและแรงดันไอน้ำออกมา หากนำผ้าไปปิดทับจนอุดรูระบายไอน้ำ หยดน้ำจะควบแน่นและไหลย้อนกลับ หรืออาจทำให้น้ำเดือดล้นออกมาโดนส่วนประกอบชิ้นส่วนไฟฟ้า จนเกิดปัญหาวงจรช็อต เสียหาย หรือเกิดอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจรได้ หากผู้ผลิตไม่ได้ระบุในคู่มือว่าให้ใช้ผ้าคลุมได้ ก็ไม่ควรเสี่ยงทำโดยเด็ดขาด

สรุปทริกประหยัดไฟและความอร่อย: แม้หม้อหุงข้าวจะกินไฟน้อยกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่การใช้งานทุกวันก็สะสมค่าไฟได้ไม่น้อย วิธีประหยัดไฟและได้ข้าวอร่อยที่สุด คือ หุงในปริมาณพอดีมื้อ ปล่อยให้ข้าวพักระอุหลังหม้อดีด 5–10 นาที ถอดปลั๊กเมื่อไม่ได้ใช้งาน และหลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กอุ่นทิ้งไว้ทั้งวัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล