หมอเตือน 4 ความผิดปกติที่ "ขา" อาจโยงมะเร็งปอด แต่หลายคนมองข้ามคิดว่าอาการทั่วไป!

หมอเตือน 4 ความผิดปกติที่ "ขา" อาจโยงมะเร็งปอด แต่หลายคนมองข้ามคิดว่าอาการทั่วไป!

หมอเตือน 4 ความผิดปกติที่ "ขา" อาจโยงมะเร็งปอด แต่หลายคนมองข้ามคิดว่าอาการทั่วไป!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอเตือน 4 ความผิดปกติที่ขา อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอด หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นอาการทั่วไป

เมื่อพูดถึงมะเร็งปอด หลายคนมักนึกถึงอาการอย่างไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือไอเป็นเลือด แต่ในบางกรณี โรคอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของร่างกาย รวมถึงบริเวณขาและปลายมือปลายเท้าด้วย

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปอดเสมอไป เพราะสามารถเกิดจากโรคหรือภาวะสุขภาพอื่นได้อีกหลายสาเหตุ สิ่งสำคัญคือ หากมีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นซ้ำ หรือหาสาเหตุไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการทางระบบหายใจร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

1. ขาบวมเรื้อรัง หาสาเหตุไม่ได้

อาการขาบวมหรือบวมน้ำพบได้ค่อนข้างบ่อย อาจเกิดหลังยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน ออกกำลังกายหนัก รับประทานอาหารเค็ม หรือจากโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ ไต ตับ รวมถึงความผิดปกติของหลอดเลือดดำและระบบน้ำเหลือง

ในผู้ป่วยมะเร็งบางราย การเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนเลือดหรือการระบายน้ำเหลืองอาจทำให้เกิดอาการบวมบริเวณขาได้เช่นกัน แต่ไม่สามารถใช้ขาบวมเป็นอาการสำหรับวินิจฉัยมะเร็งปอดได้โดยตรง

หากขาบวมต่อเนื่อง เป็นซ้ำบ่อย หรือบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรเข้ารับการตรวจ โดยเฉพาะกรณีที่ขาข้างเดียวบวมขึ้นอย่างกะทันหันร่วมกับอาการปวด ร้อน หรือแดง เพราะอาจเกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว

2. นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเปลี่ยนรูปร่าง

ภาวะนิ้วปุ้ม หรือ clubbing เป็นลักษณะที่ปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าดูใหญ่และกลมขึ้น ขณะที่เล็บมีความโค้งมากกว่าปกติ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นจนเจ้าตัวไม่ทันสังเกต

ภาวะนิ้วปุ้มสามารถพบร่วมกับโรคปอดบางชนิด รวมถึงมะเร็งปอดบางประเภท แต่ไม่ได้เป็นอาการเฉพาะของมะเร็งปอด เพราะยังพบได้ในโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง และโรคอื่นอีกหลายชนิด

หากสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วหรือเล็บเปลี่ยนรูปร่างอย่างชัดเจนโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

3. ขาข้างเดียวบวม แดง ร้อน และปวดอย่างกะทันหัน

ผู้ป่วยมะเร็งบางรายมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดสูงขึ้น เนื่องจากโรคอาจส่งผลต่อกลไกการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก หรือ Deep Vein Thrombosis (DVT) ได้

อาการที่ควรระวังคือ ขาข้างหนึ่งบวมมากกว่าปกติ ปวด รู้สึกร้อน หรือผิวหนังแดง หากลิ่มเลือดหลุดและเคลื่อนเข้าสู่ปอด อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งมีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก ใจเต้นเร็ว หรือหมดสติ และถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

ทั้งนี้ DVT ไม่ได้เกิดจากมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่ยังพบได้หลังการผ่าตัด การนั่งหรือนอนนิ่งเป็นเวลานาน การเดินทางระยะไกล ยาบางประเภท และภาวะสุขภาพอื่น ๆ ดังนั้น หากขาข้างเดียวบวมและปวดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ควรรอดูอาการเอง

4. ขาอ่อนแรง หนัก และเหนื่อยง่ายผิดปกติ

อาการเมื่อยล้าหรือขาหนักหลังออกกำลังกายหรือทำงานหนักถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากรู้สึกว่าขาอ่อนแรง เหนื่อยง่าย หรือหนักตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้ว ก็ควรพิจารณาถึงสาเหตุอื่นนอกเหนือจากความเหนื่อยล้าทั่วไป

อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับภาวะโลหิตจาง ความผิดปกติของระบบประสาท กล้ามเนื้อ ข้อต่อ ระบบเผาผลาญ หรือโรคเรื้อรังหลายชนิด ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียจากโรคหรือจากการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกาย

หากอาการอ่อนแรงหรือเหนื่อยล้าเกิดขึ้นต่อเนื่อง และมีน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ เบื่ออาหาร ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบากร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด

อาการที่ขาไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปอด

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ขาบวม ปวดขา นิ้วปุ้ม หรืออ่อนเพลีย ไม่ใช่อาการเฉพาะของมะเร็งปอด และไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการวินิจฉัยตัวเอง เพราะอาการเหล่านี้พบได้ในโรคทั่วไปหลายชนิด ซึ่งบางสาเหตุพบได้บ่อยกว่ามะเร็งอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หากความผิดปกติเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเกิดร่วมกับอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับปอด เช่น ไอไม่หาย ไอเป็นเลือด หายใจลำบาก เสียงแหบเรื้อรัง เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด หรือเบื่ออาหาร ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ

มะเร็งปอดอาจมีอาการหลากหลาย และบางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นนอกระบบทางเดินหายใจ แต่การมีอาการที่ขาเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปอด

สิ่งที่ควรทำคือสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากขาบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเปลี่ยนรูปร่าง ขาข้างเดียวบวมแดงร้อนอย่างกะทันหัน หรืออ่อนแรงผิดปกติเป็นเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินแทนการปล่อยผ่านหรือวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล