"เงินสด" ทะลักจากผนัง 13 ล้าน ช่างรับเหมา-เจ้าของบ้าน แย่งกันวุ่น สุดท้ายศาลตัดสินให้ใคร?!

"เงินสด" ทะลักจากผนัง 13 ล้าน ช่างรับเหมา-เจ้าของบ้าน แย่งกันวุ่น สุดท้ายศาลตัดสินให้ใคร?!

"เงินสด" ทะลักจากผนัง 13 ล้าน ช่างรับเหมา-เจ้าของบ้าน แย่งกันวุ่น สุดท้ายศาลตัดสินให้ใคร?!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รีโนเวทบ้านเก่า 83 ปี ช่างรับเหมาผงะ เจอเงินสดโบราณซ่อนในผนัง มูลค่ารวมอาจแตะ 16 ล้านบาท

จากงานรีโนเวทบ้านธรรมดา กลับกลายเป็นการค้นพบขุมทรัพย์ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา บังเอิญพบเงินสดโบราณจำนวนมหาศาลถูกซ่อนอยู่ภายในผนังห้องน้ำของบ้านอายุ 83 ปี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2006 โดยเงินสดที่พบมีมูลค่าตามหน้าธนบัตรรวมประมาณ 182,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.03 ล้านบาท) แต่เนื่องจากธนบัตรหลายใบเป็นของเก่าและหายาก ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากคิดตามมูลค่าสะสม ขุมทรัพย์ทั้งหมดอาจมีราคาสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16.57 ล้านบาท)

รื้อผนังห้องน้ำ ก่อนเจอกล่องปริศนาซ่อนอยู่

ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2006 บ็อบ คิตต์ส (Bob Kitts) ผู้รับเหมาก่อสร้างในรัฐโอไฮโอ ได้รับการว่าจ้างจาก อแมนดา รีส (Amanda Reece) เจ้าของบ้าน ให้เข้ามาปรับปรุงบ้านเก่าอายุ 83 ปี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบอีรี

ระหว่างที่คิตต์สกำลังรื้อผนังภายในห้องน้ำ เขาสังเกตเห็นกล่องโลหะสีฟ้า 2 ใบ ถูกแขวนเอาไว้ด้วยลวดบริเวณใต้ตู้ยา เมื่อเปิดออกจึงพบว่าภายในเต็มไปด้วยซองจดหมายเก่า ซึ่งมีชื่อผู้ส่งว่า P. Dunne News Agency

คิตต์สให้การต่อศาลในภายหลังว่า เขาลองเปิดมุมซองใบหนึ่งและพบธนบัตรราคา 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,657 บาท) อยู่ภายใน หลังจากนำซองทั้งหมดมาตรวจสอบ จึงพบเงินสดรวมประมาณ 157,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.20 ล้านบาท)

ความประหลาดใจยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อตรวจค้นภายในผนังเพิ่มเติม เขายังพบกล่องอีกใบซ่อนอยู่ในบริเวณอื่นของบ้าน ภายในมีเงินสดอีกประมาณ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 828,250 บาท) ทำให้ยอดรวมของเงินที่ค้นพบอยู่ที่ประมาณ 182,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.03 ล้านบาท)

ธนบัตรอายุเกือบ 80 ปี หลายใบกลายเป็นของสะสมหายาก

ธนบัตรส่วนใหญ่ที่พบถูกพิมพ์ขึ้นในช่วงปี 1927 และ 1929 และยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี แม้จะถูกซ่อนอยู่ภายในผนังมานานหลายสิบปี โดยเงินบางส่วนถือเป็นธนบัตรหายากที่มีมูลค่าในตลาดของสะสมสูงกว่าตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนธนบัตรหลายเท่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านเงินโบราณประเมินว่า หากนำธนบัตรทั้งหมดมาคิดตามมูลค่าของนักสะสม เงินที่มีมูลค่าตามหน้าธนบัตร 182,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.03 ล้านบาท) อาจมีราคาสูงถึงประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16.57 ล้านบาท)

หลังค้นพบเงิน คิตต์สรีบติดต่ออแมนดา เจ้าของบ้านทันที และประมาณ 45 นาทีต่อมาเธอก็เดินทางมาถึง ทั้งสองช่วยกันนำเงินทั้งหมดออกมานับและวางเรียงจนเต็มโต๊ะอาหาร พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

จากขุมทรัพย์สุดเซอร์ไพรส์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

ความดีใจอยู่ได้ไม่นาน เมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มตกลงกันไม่ได้ว่าใครควรได้รับเงินจำนวนนี้เท่าใด อแมนดาเสนอให้แบ่งเงินประมาณ 10% แก่คิตต์สในฐานะผู้ค้นพบ แต่คิตต์สมองว่าตนควรได้รับมากถึง 40%

เมื่อไม่มีฝ่ายใดยอมกัน ข้อพิพาทจึงเริ่มรุนแรงขึ้น และเมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่นในเวลาต่อมา ก็มีบุคคลอีกกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือทายาทของ แพทริก ดันน์ (Patrick Dunne) นักธุรกิจผู้มั่งคั่งซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้าของเงินและเป็นผู้ซ่อนขุมทรัพย์ดังกล่าวเอาไว้

มีการสันนิษฐานว่า ดันน์อาจนำเงินมาซ่อนไว้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ หรือ Great Depression ก่อนที่เงินจะถูกทิ้งเอาไว้โดยไม่มีใครพบเห็นเป็นเวลาหลายสิบปี

ทายาท 21 คนยื่นฟ้อง ขอสิทธิในเงินที่บรรพบุรุษซ่อนไว้

หลังเรื่องราวกลายเป็นข่าว ทายาทของแพทริก ดันน์ ได้ยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องกรรมสิทธิ์เหนือเงินทั้งหมด โดยฝ่ายทนายความของครอบครัวระบุว่า หากเจ้าของบ้านและผู้รับเหมาสามารถตกลงเรื่องการแบ่งเงินกันได้ตั้งแต่แรก ทายาทก็คงไม่มีทางรู้ว่าเงินที่บรรพบุรุษเคยซ่อนไว้นั้นถูกค้นพบแล้ว

ทนายความถึงกับเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “คดีแห่งความโลภ” เพราะจากขุมทรัพย์ที่อาจสร้างโชคมหาศาลให้กับผู้เกี่ยวข้อง กลับกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายที่ทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์น้อยกว่าที่คาดไว้

เจ้าของบ้านนำเงินบางส่วนไปใช้ ก่อนคดีจะยิ่งซับซ้อน

ระหว่างการพิจารณาคดี อแมนดาให้การว่า เธอนำเงินประมาณ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 463,820 บาท) ไปใช้พาแม่เดินทางท่องเที่ยวที่ฮาวาย นอกจากนี้ยังขายธนบัตรหายากบางใบจากช่วงปลายทศวรรษ 1920 ผ่านเว็บไซต์ eBay และขายให้กับนักสะสมเงินโบราณ

เธอยังอ้างว่า เงินประมาณ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.99 ล้านบาท) ที่เก็บไว้ภายในกล่องรองเท้าในตู้เสื้อผ้าถูกขโมยไป แต่ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ ขณะที่คิตต์สกล่าวว่า เจ้าของบ้านเคยกล่าวหาว่าเขาเป็นคนขโมยเงิน พร้อมส่งข้อความข่มขู่หลายครั้ง

ศาลตัดสินแบ่งเงินส่วนที่เหลือ ช่างรับเหมาได้เพียงส่วนหนึ่ง

หลังการต่อสู้ทางกฎหมายดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี อแมนดาได้สละสิทธิ์ในธนบัตรโบราณส่วนที่เหลือที่สามารถนำกลับคืนมาได้ ซึ่งมีมูลค่าประเมินรวมประมาณ 38,592 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.28 ล้านบาท)

ศาลพิทักษ์ทรัพย์มรดกเทศมณฑลคูยาฮอกา รัฐโอไฮโอ มีคำตัดสินให้บ็อบ คิตต์สได้รับส่วนแบ่ง 13.7% คิดเป็นเงินประมาณ 5,287 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 175,158 บาท) ส่วนอีก 86.3% หรือประมาณ 33,305 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.10 ล้านบาท) ถูกแบ่งเท่า ๆ กันให้แก่ทายาทของแพทริก ดันน์ทั้งหมด 21 คน

เมื่อคำนวณแล้ว ทายาทแต่ละคนได้รับเงินประมาณ 1,586 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,544 บาท) ถือเป็นบทสรุปของคดีที่เริ่มต้นจากการค้นพบเงินก้อนโต แต่สุดท้ายกลับเหลือเงินที่สามารถแบ่งกันได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

จากโชคก้อนโต สู่บทเรียนเรื่องสิทธิในทรัพย์สินที่ค้นพบ

เรื่องราวนี้กลายเป็นหนึ่งในกรณีการค้นพบเงินเก่าภายในบ้านที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะเงินที่ซ่อนอยู่มานานหลายสิบปีไม่ได้ตกเป็นของคนที่ค้นพบหรือเจ้าของบ้านโดยอัตโนมัติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักฐานเรื่องเจ้าของเดิมและสิทธิของทายาทตามกฎหมาย

จากงานรีโนเวทห้องน้ำธรรมดาที่ดูเหมือนจะนำโชคมาให้ กลับจบลงด้วยความขัดแย้งและการต่อสู้ทางกฎหมายยาวนานหลายปี สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพบทรัพย์สินมูลค่าสูงภายในบ้านเก่า สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่แค่การนับว่าเจอเงินเท่าไร แต่คือการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. The New York Times รายงานกรณีการค้นพบเงินโบราณภายในบ้านในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล